ร่างสูงโปร่งที่แบกบุรุษร่างเล็กไว้บนบ่าทุ่มแรงทั้งหมดลงไปที่เท้าทั้งสองข้าง จากนั้นใช้พื้นสังเวียนเป็ฐานยัน ทิ้งตัวลงสู่เื้ัอย่างแรงที่สุด หมายให้โยวอี้กระแทกกับพื้นเต็มรักจนยอมคลายพันธนาการออก ทว่าวิธีการนี้หากผิดพลาดจากที่คำนวณแม้เพียงนิด กระดูกลำคออาจถึงขั้นหักเป็เสี่ยงได้ไม่ยาก
ตึง!
เสียงสองร่างกระแทกกับพื้นเวทีที่บุด้วยหนังแข็งกระด้างปะทุขึ้นสู้เสียงคลื่นลม สนั่นไปทั่วบริเวณ แม้ผู้ชมที่อยู่ไกลออกไปนับร้อยเมตรก็ยังสดับได้ชัดเจน
สิ้นเสียงดังก้อง ผลลัพธ์ที่ตามมามีเพียงความนิ่งเงียบ ขาทั้งสองข้างยังคงบีบรัดลำคอแน่นเช่นเดิม แม้โยวอี้จะเ็ปจากแรงกระแทกไม่น้อย แต่เขารู้ดีว่านี่เป็โอกาสดีที่สุดที่จะชนะศึกครั้งนี้ หากปล่อยให้หลุดมือไปเกรงว่าจะไม่ลอยกลับมาอีก ดังนั้นต่อให้ต้องกัดฟันจนโลหิตอาบร่องเหงือก ก็ต้องทนให้ได้ ท่าพันธนาการร่างอีกฝ่ายจึงยังคงอยู่
เมื่อการตอบโต้เมื่อครู่กลับกลายเป็ดาบที่ย้อนทำร้ายตัวเขาเอง ขณะนี้ครรลองสายตาโม่โฉวจึงเริ่มพร่ามัว คล้ายว่าสติกำลังจะขาดหายไปในไม่กี่วินาที ไม่ต้องเอ่ยถึงเรี่ยวแรงที่จะยืนหยัดลุกขึ้นอีกครั้ง เพราะแห้งเหือดแทบหมดสิ้นแล้ว
“ข้าบอกให้ยอมแพ้!” โยวอี้แผดเสียงคำรามอีกคำรบ ทว่าสุ้มเสียงเกรี้ยวกราดกลับแปรเปลี่ยนเป็เสียงกระซิบแ่เบาเมื่อลอยเข้าโสตประสาทโม่โฉว ยามนี้บรรยากาศรอบข้างแลดูเลือนราง ประหนึ่งภาพฝัน่รุ่งสาง
‘ข้าจบสิ้นเพียงเท่านี้แล้วหรือ?’ ห้วงความคิดสุดท้ายของโม่โฉว จากที่เมื่อครู่รู้สึกทรมานสาหัสจากการขาดอากาศ แต่บัดนี้เขากลับรู้สึกผ่อนคลายเงียบสงบ โม่โฉวที่สติเลือนรางมองเห็นผีเสื้อตัวหนึ่งโบยบินออกจากร่างตัวเอง กระพือปีกสองข้าง บินห่างออกไปไกลขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่า ขณะที่กำลังจะพ้นระยะเอื้อม ในห้วงจินตภาพ โม่โฉวพลันใช้มือคว้าเ้าผีเสื้อตัวนั้นหมับ ก่อนบดขยี้จนแหลกเละคามือ ชายหนุ่มกลับพบว่าแท้จริงแล้วผีเสื้อตัวนี้คือจิตใจด้านอ่อนแอของเขาเอง ที่อยากจะโบยบินออกไป ยอมแพ้ยุติความทรมานลงเพียงเท่านี้
เศษซากผีเสื้อได้ปลุกสัญชาตญาณเฮือกสุดท้ายของโม่โฉวให้ตระหนักว่าไม่้าให้เป็เช่นนั้น พลันภาพการฝึกเ็ปทรมานแสนสาหัสบรรเจิดขึ้นในห้วงสติชายหนุ่ม หากเขายอมแพ้ตรงนี้ เท่ากับว่าทุกอย่างที่ทุ่มเทสูญเปล่า สิ่งนี้แปรเปลี่ยนเป็พลังงานก้อนสุดท้ายแก่โม่โฉว ทันใดนั้นแววตาที่เคยล่องลอยกลับมาเปี่ยมด้วยจิติญญาอีกครั้ง ตามด้วยแขนทั้งสองข้างค่อย ๆ ฝืนแรงกดจากมือของโยวอี้ขึ้นมาได้
แม้จะลอยขึ้นเหนือพื้นได้เพียงเล็กน้อย แต่โม่โฉวก็้าเพียงเท่านั้น เพราะเมื่อปราศจากพื้นเวทีใช้เป็เครื่องช่วยพันธนาการ แขนของโม่โฉวจึงอยู่ในตำแหน่งที่สามารถบิดข้อมือขึ้นมาได้ วินาทีต่อมา มืออาบพิษสีดำทมิฬััสองแขนของโยวอี้ได้สำเร็จ
“อ๊าก!”
ครั้งนี้ โยวอี้คิดว่ากุมความได้เปรียบไว้อยู่หมัดแล้ว ถึงขั้นมั่นใจว่าอีกไม่เกินสิบวินาที อีกฝ่ายต้องหมดสติ และจะได้รับชัยชนะแน่นอน แต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการร้องโหยหวนของเขาเฉกเช่นเดิม
ท่ามกลางเสียงครวญคราง หมัดพิษวิปลาสสำแดงเดชให้ผู้ชมเรือนแสนได้เห็นอีกครา เพียงไม่กี่วินาทีข้อมือทั้งสองข้างของโยวอี้ก็ถูกกัดกร่อนซึมลึกทะลุผ่านิัเข้าสู่กระดูก โลหิตแดงฉานไหลทะลักปานน้ำป่า
เมื่อไม่อาจทนต่อความเ็ปได้อีกต่อไป โยวอี้จึงเตรียมคลายการบีบรัด หมายลุกขึ้นยืน ตั้งหลักกันใหม่อีกคำรบ แต่ดูเหมือนโม่โฉวจะไม่ยอมให้เป็เช่นนั้น เมื่อเหยื่อติดกับดักแล้ว เหตุใดจะยอมปล่อยไปโดยง่าย
ความเ็ปทำให้โยวอี้จำต้องคลายขาสองข้างที่บีบรัดคอโม่โฉวอย่างไม่เต็มใจ เมื่อได้สูดอากาศหายใจเต็มปอด คล้ายเรี่ยวแรงโม่โฉวจะฟื้นสภาพกลับมา สองมือดำทมิฬยิ่งบีบรัดแขนสองข้างของโยวอี้แรงขึ้นไปอีก
“อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนของโยวอี้ยิ่งมายิ่งแสบแก้วหู เรียกได้ว่าสถานการณ์พลิกกลับตาลปัตรในชั่วพริบตาอย่างแท้จริง บัดนี้สิ่งที่เกิดขึ้นภายในเวทีสี่เหลี่ยม ไม่ต่างจากมหกรรมการทรมาน ทว่าโม่โฉวคล้ายไม่สนใจแม้เพียงนิด สองมือยังคว้าแน่นไม่คิดปล่อย แววตาเ้าของหมัดพิษวิปลาสยามนี้แลดูอำมหิตกว่าทุกครา
เมื่อิัโดนกัดกร่อนจนหมดสิ้น กระดูกแขนของโยวอี้พลันปรากฏแก่สายตา ผู้ชมบางส่วนถึงกับเบือนหน้าหนี จินตนาการความเ็ปที่โยวอี้ต้องเผชิญ จนไม่อาจทนดูความสยดสยองเช่นนี้ได้
“ข้ายอมแพ้แล้ว ปล่อยข้าที!” โยวอี้ะโก้อง แต่ดูเหมือนโม่โฉวยังไม่สาแก่ใจ เขาปล่อยเวลาให้เคลื่อนผ่านไปอีกครู่หนึ่ง ราวกับค่อย ๆ ละเลียดความรู้สึกยามได้ทรมานคู่ต่อสู้อย่างสบายอารมณ์ จึงค่อยปลดปล่อยอีกฝ่ายจากขุมนรก เป็จังหวะเดียวกับที่เสียงระฆังดังก้องขึ้น
ทิ้งผู้พ่ายแพ้ให้นอนจมกองเืในสภาพน่าเวทนา โม่โฉวหยัดกายยืนขึ้น ก้าวเดินไปยังตรงกลางเวที สองมือดำทมิฬพกพาโลหิตหยดย้อยไปตามทาง จากนั้นชูแขนขวาขึ้นฟ้า ประกาศชัยชนะด้วยท่าทีไม่ยี่หระต่อสิ่งใด
ฟากฝั่งผู้ชม หลังจากที่ตะลึงลานกับฉากทรมานสดไปหลายวินาที บัดนี้คล้ายสติกลับคืนสู่กาย โห่ร้องกึกก้อง ประกาศนามผู้คว้าชัยชนะ
“โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส!”
“โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส!”
คลื่นเสียงโหมกระหน่ำอยู่ชั่วครู่หนึ่ง และเมื่อบรรยากาศกลับสู่ความสงบ คำประกาศหนึ่งก็ดังก้องขึ้น ต้นเสียงไม่ใช่ใครอื่น เข่อซิง เ้าเมืองไคชุน
“ศึกแรกแห่งศึกประลองหมัดมวยไคชุนปีนี้ได้ผู้ชนะแล้ว โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ผ่านเข้ารอบต่อไป!”
เสียงเฮดังขึ้นอีกคำรบ พร้อมโม่โฉวที่ก้าวลงจากเวที สวนทางกับเ้าหน้าที่สี่คนที่กุลีกุจอแบกเปลขึ้นมา เพราะหากชักช้า โยวอี้อาจทนพิษาแไม่ไหว และจบชีวิตลงคาสังเวียนชายหาดทมิฬแห่งนี้ก็เป็ได้
ความร้ายกาจที่โม่โฉว หมัดพิษวิปลาสสำแดงให้เห็นกลายเป็หัวข้อสนทนาหลักที่ผู้ชมพากันแซ่ซ้องไม่ขาดสาย แม้หลังจากนั้นจะมีนักหมัดมวยคนแล้วคนเล่ายกขบวนขึ้นมาแสดงฝีมือให้ประจักษ์ และวิชาของหลายคนนับว่าอ่อนด้อย ทว่าหากเปรียบเทียบกับหมัดพิษวิปลาส ยังคงห่างชั้นกันหลายส่วน
จางเหว่ยมิได้ต่างกับผู้ชมคนอื่น บัดนี้เขารู้ซึ้งแล้วว่ายังเร็วไปร้อยปีที่คิดจะฉลาดกว่าเ้ามือ ด้วยมั่นใจว่าโยวอี้ จอมหักกระดูกเป็สุดยอดนักหมัดมวยจากเมืองหลวง บวกกับเ้ามือประเมินไว้ไม่สูงนัก เพียงตัวเต็งลำดับแปด เดิมพันครั้งนี้จึงคิดว่าตนถือไพ่เหนือกว่า แต่ตอนนี้ผลลัพธ์กระจ่างชัดแล้ว ตาเหยี่ยวคือเ้ามือ ตาถั่วคือจางเหว่ย โม่โฉว หมัดพิษวิปลาส ร้ายกาจสมราคา
ยิ่งคิดยิ่งวิตก ชายหนุ่มมิได้สนใจเงินห้าร้อยชั่งที่เสียไป แต่สิ่งที่เขากังวลคือต่อให้ลางสังหรณ์จะถูกต้อง เื้ันักหมัดมวยนิรนามเป็ดั่งที่คาดไว้ จางเหว่ยก็ไม่มั่นใจแล้วว่าจะสามารถเอาชนะโม่โฉวได้หรือไม่
การโรมรันหมัดมวยศึกแล้วศึกเล่าคล้อยผ่านไป เสียงะโกึกก้องของผู้ชนะ ตัดสลับกับสภาพน่าอดสูของผู้แพ้ ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้าจากดวงตะวันที่ส่งความร้อนแผดเผาพื้นพสุธา และทอประกายระยิบระยับกับผืนน้ำกว้างใหญ่ประหนึ่งอัญมณีสมุทร
เมื่อตะวันเคลื่อนตัวถึงจุดสูงสุดของท้องนภา เป็สัญญาณบอกเวลาเที่ยงตรง ความตื่นเต้นเร่าร้อนก็กลับคืนสู่หมู่มวลผู้ชมอีก และคราวนี้เหมือนจะคึกคักยิ่งกว่าตอนโม่โฉวปราบโยวอี้ได้เสียอีก
เหตุผลมีเพียงประการเดียว เพราะคู่สุดท้ายของรอบแรกศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุนกำลังจะเปิดฉากขึ้น หนึ่งในสองนักหมัดมวยที่จะลงชิงชัยมิใช่ใครอื่น แต่เป็ วั่งซู หมัดเหล็กกล้า เ้าของตำแหน่งผู้ชนะศึกปีที่แล้ว อีกทั้งยังเป็ขวัญใจเ้าถิ่น เกิดและเติบโตในเมืองไคชุน
“บัดนี้ คู่สุดท้ายของรอบแรกศึกประลองหมัดมวยแห่งเมืองไคชุน ระหว่างนักหมัดมวยจากมุมผืนพสุธา วั่งซู หมัดเหล็กกล้า ปะทะนักหมัดมวยผู้ไม่ขอเปิดเผยนามจากมุมผืนสมุทร เริ่มต้นขึ้นได้”
สิ้นเสียงประกาศก้องของเข่อซิง วั่งซู หมัดเหล็กกล้า ปรากฏกายขึ้นในช่องทางเดินฝั่งมุมผืนพสุธาพร้อมเสียงะโให้กำลังใจสนั่นหวั่นไหวจากผู้ชมรอบทิศทาง เขาผู้นี้เป็บุรุษร่างใหญ่กำยำ ผิวเกรียมแดด ส่วนสูงไม่ต่ำกว่าหกฟุตครึ่ง รังสีน่าเกรงขามฉายชัดบนใบหน้า คิ้วหนาดกดำเป็เอกลักษณ์ ผมสั้นสีดำแลดูกระเซอะกระเซิงเล็กน้อย
วั่งซูสวมใส่เพียงกางเกงขายาวสีดำ ร่างกายท่อนบนเปลือยเปล่า เผยให้เห็นกล้ามเนื้อบึกบึน เรียงตัวกันอย่างเป็ระเบียบ ยิ่งไปกว่านั้น บนกล้ามเนื้อทุกมัด ปรากฏร่องรอยแผลเป็ฉกรรจ์นับไม่ถ้วนแลเห็นเด่นชัด ชัดเจนว่าคือหลักฐานการฝึกฝนแสนทรหดและสมรภูมิต่อสู้นับไม่ถ้วนที่ชายผู้นี้ย่างกรายผ่านมา
“วั่งซู เ้าคือความภาคภูมิใจของชาวเมืองไคชุนทุกคน”
“อัดเ้านักหมัดมวยนิรนามให้เละไปเลยวั่งซู!”
พันคำชื่นชม หมื่นคำสรรเสริญ ทว่าวั่งซูมิได้ตัวลอยไปกับสิ่งที่ได้สดับแม้แต่น้อย เขาสืบเท้าก้าวสู่เวทีเบื้องหน้าด้วยท่าทีมั่นคงดุจหินผา สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับการต่อสู้ที่กำลังจะเริ่มต้นในไม่กี่นาทีข้างหน้า
ข้ามมายังอีกฟากฝั่ง ใน่เวลาเดียวกัน ณ ทางเดินสู่สังเวียนมุมผืนสมุทร ผู้ชมบริเวณใกล้เคียงต่างเฝ้าจับตามองด้วยความกระหายใคร่รู้ นักหมัดมวยที่ถือดีเข้าร่วมศึกครั้งนี้โดยปกปิดนามไว้จะมีโฉมหน้าอย่างไร
ทันทีที่นักหมัดมวยนิรนามก้าวพ้นจากซุ้มพักอุ่นเครื่องมุมผืนสมุทร เสียงโห่ตะลึงก็พลันกึกก้องขึ้นในหมู่ผู้ชม เพียงแต่เหตุแห่งความฮือฮามิใช่เพราะตัวตนนิรนามถูกเปิดเผย กลายเป็นักหมัดมวยชื่อก้องที่ทุกคนรู้จักมักคุ้น ตรงกันข้าม แม้จะเปิดเผยตัวให้ผู้ชมได้เห็นชัดเต็มสองตา ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่านักหมัดมวยนิรนามผู้นี้เป็ใครมาจากไหน ยิ่งไปกว่านั้นรูปลักษณ์ภายนอกแตกต่างจากทุกผู้คนโดยสิ้นเชิง คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทุกสายตาจับจ้อง
นักหมัดมวยนิรนามผู้นี้เป็ชายร่างสูงใหญ่ผมสีดำตัดสั้นเกรียน แววตาขึงขังประหนึ่งสัตว์ร้ายเตรียมตะครุบเหยื่อ กล้ามเนื้อบึกบึนและเป็ระเบียบไม่แพ้วั่งซู แต่ที่สำคัญคือผิวกายของเขาเป็สีคล้ำเข้ม ซึ่งนับว่าผิดแผกจากชาวจักรวรรดิเหลียนหยางทั้งปวง
อย่างไรก็ตาม หน้าตาผิวพรรณเช่นนี้ใช่ว่าจะแปลกประหลาดถึงขนาดที่ชาวจักรวรรดิเหลียนหยางไม่เคยพบมาก่อน แน่นอนว่าเห็นผ่านตามาบ้างในฐานะคนจากต่างจักรวรรดิ แต่ก็มีจำนวนไม่มากนัก เพราะนับั้แ่ร้อยปีก่อน ด้วยเหตุบางอย่างที่ทำให้สี่จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุทธภพเซี่ยงชานตัดขาดการติดต่อกันโดยสิ้นเชิง จำนวนประชากรจากจักรวรรดิอื่นในจักรวรรดิเหลียนหยางก็น้อยลงเรื่อย ๆ สุดท้ายตอนนี้เหลือเพียงพ่อค้าวาณิชจากจักรวรรดิขนาดเล็กที่อยู่ใต้อาณัติจักรวรรดิเหลียนหยาง ซึ่งสามารถเดินทางไปมาหาสู่กันเพื่อทำการค้าได้อย่างอิสระ แต่จุดประสงค์ของพวกเขาเ่าั้ในการมาเยือนจักรวรรดิแห่งนี้ก็เพื่อประกอบธุรกิจหาเลี้ยงชีพ ไม่เคยปรากฏว่ามีผู้ใดลงแข่งในศึกประลองหมัดมวยมาก่อน
ด้วยประการนี้ นำพาให้เหล่าผู้ชมต่างอ้าปากค้างโดยพร้อมเพรียง และนอกจากสีผิว การที่นักหมัดมวยนิรนามผู้นี้เปลือยท่อนบน สวมใส่เพียงกางเกงขาสั้นเสมอเข่า ได้เผยให้เห็นรอยสักรูปปีกคู่หนึ่งสยายอย่างสะดุดตา ข้างหนึ่งคือปีกนางฟ้าสีขาวขนฟูฟ่อง ทว่าอีกข้างกลับดำสนิทด้วยปีกของซาตาน ด้านล่างปีกจากสองพิภพ ปรากฏอีกหนึ่งรอยสัก เป็รูปไม้กางเขนสีดำทอดยาวปกคลุมทั่วแผ่นหลัง ยิ่งดึงดูดความสนใจ ทั้ง ๆ ที่นึกชิงชังที่มีนักหมัดมวยจากต่างจักรวรรดิปรากฏตัวขึ้นในศึกประลองอันศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ผู้ชมก็มิอาจละสายตาจากบุรุษผู้นี้ได้
บรรยากาศที่อบอวลด้วยหลากหลายอารมณ์ดำเนินอยู่เกือบนาที ก่อนที่ทุกคนจะตระหนักได้ว่า บัดนี้ศึกหมัดมวยที่เคยมีชื่อเสียงสำนักและศักดิ์ศรีของเมืองเป็เดิมพัน ยามนี้พลันแปรเปลี่ยนเป็ศึกแห่งศักดิ์ศรีระหว่างจักรวรรดิ!