เซียถิงซบหน้ามาที่ไหล่ของเสียนฟ่าง ลมหายใจเร่งร้อนจนเสียนฟ่างรู้สึกได้ถึงลมร้อนที่ข้างแก้ม เซียถิงยังมีสติอยู่หากแต่เสียเืไปไม่น้อย ทำให้ประคองตัวอยู่ด้วยความอยากลำบาก
ที่ด้านหลังยังคงได้ยินเสียงม้าหลายตัวติดตามเข้ามาใกล้ขึ้นทุกที "อย่าได้กลัว ข้าไม่มีวันยอมให้พวกมันทำร้ายเ้า ไป! "
โดยไม่ทันตั้งตัว เสียนฟ่างรู้สึกเหมือนที่ข้างแก้มได้รับััเปียกชื้น เซียถิงจูบแก้มเสียนฟ่างคราหนึ่ง รวดเร็วเบาบางราวกับแมลงปอบินเลาะเลียดแตะผิวน้ำ จากนั้นเซียถิงะโลงจากหลังม้า ใช้ฝ่ามือฝาดไปที่สะโพกม้าให้พาเสียนฟ่างหนีไปโดยลำพัง ตัวเองยืนหยัดตั้งใจรับมือผู้ที่ตามมา
ผู้ที่ตามมาไม่เหลือลูกดอกสำหรับยิงธนูแล้ว เมื่อเห็นม้าพาคนจากไป หนึ่งในหลายคนนั้นก็แยกม้าติดตามเสียนฟ่างไปอย่างไม่รอช้า สวนอีกสี่คนที่เหลือล้อมม้าเข้าหาเซียถิงที่ยืนขว้างอยู่ที่เบื้องหน้า เซียถิงไม่รอให้คนบุกเข้ามาก่อน กลับวิ่งสวนเข้าหาสะกิดเท้าลอยข้ามหัวผู้ที่นำหน้าเข้ามาก่อน ฝาดใส่ไปหนึ่งฝ่ามือ
"อัก..." คนที่โดนฝาดใส่ไม่คาดคิดว่าเซียถิงมีฝีมือถึงขั้นนี้ แต่ว่าแม่ทัพของแผ่นดินถัง มิใช่ผู้ใดก็เป็ได้ หากฝีมือต่ำต้อยยังควบคุมทหารนับหมื่นนับแสนออกรบได้หรือ แต่ว่ารู้แล้วเป็อย่างไร ผู้ที่โดนฝาดใส่ตกตายอยู่บนหลังม้า ก่อนตายยังไม่ทราบว่าถูกผู้ใดฆ่า ผู้ที่ตามมาเห็นเซียถิงไหล่ซ้ายยังมีลูกธนูติดอยู่เืไหลชโลมกาย เพียงฝ่ามือเดียวก็ฝาดคนของฝ่ายตนตกตาย ต้องชะลอม้าลงไม่กล้าเข้ามาใกล้จนเกินไป คนที่้เหลือสามคนสบตากัน กวัดแกว่งดาบในมือค่อย ๆ ล้อมวงเข้าหาเซียถิงอย่างไม่รีบร้อน
เสียนฟ่างถูกม้าพาวิ่งมาโดยไม่รู้ทิศทาง หลังจากพยายามบังคับอยู่หลายคราม้าที่ตื่นใก็ยินยอมฟังคำสังของเสียนฟ่างมีฝีเท้าสงบลง เสียนฟ่างบังคับม้าให้ย้อนกลับไปทางเดิมกลับก็พบเจอคนร้ายที่ติดตามมา
ผู้ที่มาสวมใส่ชุดดำปกคลุมทั่วร่างกาย รูปร่างสูงใหญ่ในมือถือดาบสะท้อนแสงแวววับ ค่อย ๆ เข้ามาใกล้ขึ้นทุกที
ในสายตาผู้อื่น เสียนฟ่างเป็แค่คุณชายรูปร่างผอมบางอ่อนแอ ใช้แรงเพียงนิดก็จัดการได้แล้วจึงส่งคนติดตามมาเพียงคนเดียว เสียนฟ่างบังคับม้าให้สงบนิ่ง คิดในใจว่าหันหน้าตั้งรับจึงเหมาะสมกว่าการขี่ม้าหนีไปโดยไม่รู้ทิศทาง อีกอย่างในใจของเสียนฟ่างในตอนนี้้ากลับไปหาเซียถิงยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด
"อย่าเข้ามานะ" เสียนฟ่างแส้แสร้งร่ำร้องออกมา เนื้อตัวกลับสั่นเทาจริง ๆ ร่างกายนี้คล้ายไม่ยอมเชื่อฟัง ในตอนแรกเพียงแส้แสร้ง ทำไปทำมายิ่งดูเหมือนหวาดกลัวจนแทบตายแล้ว ม้าของเสียนฟ่างรับรู้ถึงการคุกคามที่เข้ามาหาจึงขยับเท้าเดินถอยหลังไปหลายก้าว คนร้ายไม่เร่งร้อน ผู้ที่อยู่ตรงหน้าตัวสั่นราวกับไก่ตกน้ำยังจะหนีไปไหนได้ ม้าของคนร้ายเข้ามาใกล้จนแทบจะเอื้อมมือถึง เสียนฟ่างทำท่าหวาดกลัวขยับตัวถอยหนีไปด้านหลังม้าจนสุดอานที่นั่งอยู่
"เ้าเป็ชาย เหตุใดน่ามองถึงเพียงนี้ ช่างน่าเสียดายนัก" คนร้ายใช้มือข้างหนึ่งจับใบหน้าของเสียนฟ่างไว้เชยคางยกใบหน้าขึ้นลูบไล้ที่ข้างแก้มไปมาจนเสียนฟ่างขนลุกไปทั้งตัว
อีกด้านหนึ่ง เซียถิงตกอยู่ในวงล้อมคนร้ายที่ขี่ม้าเข้าหา ตำแหน่งสูงต่ำที่ต่างกันเซียถิงกลับตกเป็รองด้านตำแหน่ง ทั้งยังได้รับาเ็อยู่ก่อน ในสายตาคนร้ายทั้งสาม เซียถิงที่สังหารคนไปหนึ่งคนเพียงเพราะลงมือโดยไม่คาดฝันเท่านั้น หากคนทั้งสามลงมือพร้อมกันนอกจากเซียถิงจะมุดดินหนีไปได้จึงจะพอมีทางรอด ทั้งสามคนลงดาบโดยพร้อมเพรียง เซียถิงถลันหลบมุดตัวด้วยความเร็ว ลอดผ่านด้านหน้าของม้าที่อยู่ใกล้ คนทั้งสามกริ่งเกรงทำร้ายม้าที่ขับขี่ กลับตามไม่ทันยิ่งไม่กล้าลงดาบวุ่นวาย
เซียถิงที่วิ่งมุดไปมา อาศัยจังหวะที่หลบหนีกระโจนขึ้นหลังม้าผู้ที่อยู่ทางซ้ายสุด ใช้ฝาดฝ่ามือใส่ไปที่ด้านหลัง คนกระอักเืออกมาคำหนึ่งร่างกายหักครึ่ง ล้มฟุบลงไปที่ด้านหน้าของตัวม้า ถูกเซียถิงผลักลงไปที่พื้นก่อนที่จะแย่งชิงดาบในมือมาถือเอาไว้เพื่อป้องกันตัว
ไม่ทราบด้วยเหตุใดในสายตาคนร้าย เซียถิงที่อยู่บนหลังม้าตอนนี้ ในมือมีดาบกลับดูน่าเกรงขามถึงเพียงนี้ คนที่เหลืออยู่ไม่รอช้าชักม้าเข้าใส่ ฝาดดาบออกโดยพร้อมกันเข้าใส่ตำแหน่งคอของเซียถิง เซียถิงไม่มีทีท่าจะหลบหลีกเพียงเอนกายไปด้านหลัง เอนราบไปกับอานม้าบังคับม้าที่ขับขี่อยู่พุ่งไประหว่างกึ่งกลางคนร้ายทั้งสอง
ดาบสองเล่มพุ่งเฉียดผ่านใบหน้าไป ดาบที่อยู่ในมือของเซียถิงฉีกร่างกายคนร้ายทางด้านขวาจนส่วนที่เหนือเอวขึ้นไปร่องแร่งติดกับส่วนเบื้องล่าง ร่างกายแทบจะฉีกขาดออกจากกัน คนร้ายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวไม่คาดคิดว่าเซียถิงมีฝีมือต่อสู้บนหลังม้าได้สูงเยี่ยมถึงเพียงนี้ เพียงลงมือไม่กี่คราก็กำจัดคนของฝ่ายตนไปถึงสามคน คนร้ายไม่คำนึกถึงความคงอยู่ของเซียถิงอีกต่อไปกลับเร่งม้าหนีเตรียมเอาชีวิตรอด เซียถิงไหนเลยยินยอมปล่อย เซียถิงซัดขว้างดาบในมือออกด้วยความรวดเร็วยิ่ง ดาบคมกริบตัดศีรษะผู้ที่หนีไป เห็นเพียงร่างที่ไร้ศีรษะควบม้าจากไปอย่างไร้ทิศทาง
เซียถิงก้มตัวจากหลังม้าหยิบดาบที่อยู่บนพื้น ควบไปยังทิศทางที่เสียนฟ่างหลบหนีไป คนร้ายมีฝีมือไม่สูงส่ง หากแต่อาศัยการจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวทั้งยังใช้ธนูลูกดอกจำนวนมาก ทำให้เซียถิงได้รับาเ็ในตอนแรก หากรู้เช่นนี้ก่อนไม่จำเป็ต้องให้เสียนฟ่างหลบหนีไปเพียงลำพัง เซียถิงนึกตำหนิตัวเองที่ตัดสินใจผิดในตอนแรก รีบควบม้าออกติดตามด้วยใจร้อนรน
เสียนฟ่างนึกมิได้หวาดกลัวจริง ๆ หากแต่แส้แสร้งแกล้งทำได้ละหม้ายนัก จนคนร้ายตายใจ มือที่ลูบคลำใบหน้าเริ่มเลื่อนลงมาที่ลำคอ เห็นว่าจะอย่างไรคนตรงหน้าไม่อาจหนีไปไหนได้ มิสู้สร้างความสำราญให้กับตัวเองก่อนลงมือสังหารทิ้ง มืออีกข้างยังคงถือดาบอยู่ ยิ่งเห็นว่าไม่จำเป็แล้วจึงเก็บสะพาบไว้ที่ด้านหลังดังเดิม กำลังจะคว้าไปที่เอวเพื่อดึงร่างน้อยข้ามมาที่ม้าของตัวเอง เสียนฟ่างถอยจนสุดตัวจนแทบจะตกลงไปที่ท้ายของม้าที่นั่งอยู่ มือเปะปะไปด้านหลังกลับคลำเจอลูกธนูที่ปักอยู่ที่สะโพกม้า
เสียนฟ่างกลั้นหายใจขณะที่มือลามก ลากต่ำลงมาที่่อก เสียนฟ่างกำลูกธนูเอาไว้จนแน่น พอได้จังหวะที่คนร้ายกำลังจะคว้าไปที่เอวของตัวเอง จึงเอี้ยวตัวถอนลูกธนูที่สะโพกม้า ทิ่มจนสุดแรงไปที่ด้านหลังคอของคนตรงหน้า เสียนฟ่างรู้วิชาแพทย์อยู่บ้างทราบว่าตำแหน่งไหนบนร่างกายสามารถทำให้ตายได้ ตำแหน่งที่แทงลงไปโดนที่เส้นเืใหญ่ที่หลังคอ คนร้ายส่งเสียงร้องด้วยความเ็ปมือข้างหนึ่งจับไปที่ลูกธนูที่ปักเข้าที่หลังคอตัวเอง เืสีแดงฉานส่งกลิ่นคาวพุ่งออกมาดั่งน้ำพุ
“เ้า ๆ ....” คนร้ายจ้องมองเสียนฟ่างด้วยสายตาแดงก่ำ เอื้อมมืออีกข้างไปที่ด้านหลังคว้าจับดาบเพื่อลงมือ เสียนฟ่างไม่รอช้าทิ่มนิ้วด้วยความรวดเร็วไปที่ตาทั้งสองข้าง “อ้าก กกกก” คนร้ายไม่ทันระวังกลับโดนเสียนฟ่างทิ่มแทงจนตาบอดไป
เสียนฟ่างเคยฆ่าคนมาไม่น้อยในชาติที่ผ่านมา ในชาตินี้เพียงขาดกำลังภายใน แต่ว่าั์ตาของคนเรานับว่าเป็จุดที่อ่อนแออย่างยิ่ง แค่เพียงนิ้วมือก็เพียงพอแล้ว คนร้ายถูกทิ่มแทงจนตาบอดทั้งยังเสียเืไปมาก ด้วยความโกรธแม้มองไม่เห็นยังคงฝาดฟันดาบไปยังทิศทางที่เสียนฟ่างเคยนั่งอยู่บนหลังม้า หากแต่พบเจอแต่เพียงความว่างเปล่า
“เ้า เ้า ตายเสียเถอะ” คนร้ายยังคงร่ำร้องะโ หากแต่เสียนฟ่างหลังจากลงมือก็ลอบลงจากหลังม้า ปล่อยให้มันเดินจากไป ตัวเองค่อย ๆ เดินห่างออกมาโดยไร้เสียง รอคอยให้คนร้ายอ่อนแรงก่อนที่จะลงมืออีกครั้งหนึ่ง
เสียงร้องของคนร้ายดังพอให้เซียถิงได้ยิน จึงรีบขี่ม้ามายังทิศทางนี้ มองเห็นเสียนฟ่างหลบอยู่ไม่ไกลจากคนร้ายที่กำลังคลุ้มคลั่งด้วยความโกรธ
เสียนฟ่างได้ยินเสียงม้ามาแต่ไกล กริ่งเกรงว่าเป็คนร้ายเข้ามาสบทบเพิ่มเติม จึงแกล้งล้มลงไปที่พื้นคล้ายได้รับาเ็เจียนตาย เซียถิงเห็นเสียนฟ่างล้มลงไปต่อหน้า จิตใจแทบจะโบยบิน ไม่ทราบมีเรี่ยวแรงมาจากที่ใดะโลอยตัวจากม้าที่ขับขี่อยู่ สะกิดเท้าไม่กี่คราก็เข้ามาจนใกล้ใช้ดาบในมือฟันเพียงครั้งเดียว ศีรษะของคนร้ายที่อาละวาดอยู่ก็หลุดลอยไปทิ้งร่างกายที่ไร้ศีรษะค่อย ๆ ล้มลงจนหล่นลงมาที่พื้นดิน
“เสียนฟ่าง” เซียถิงเข้ามาประคองคนที่อยู่ตรงหน้าทั้ง ๆ ที่ตัวเองได้รับาเ็มากกว่าซ้ำเืยังคงไหลไม่หยุด เสียนฟ่างแสร้งทำเป็หลับตาอยู่ที่พื้น เมื่อได้ยินเสียงที่คุ้นเคยก็สวมกอดเซียถิงอย่างลืมตัว
“อ่ะ” เซียถิงเพิ่งรู้สึกตัวว่าที่ไหล่ขวายังมีลูกธนูปักอยู่ รอบข้างไม่มีผู้ใดแล้วคนร้ายที่ติดตามมาถูกสังหารจนหมดสิ้น เซียถิงไม่อาจประคองตัวไว้อีกต่อไป คนกลับสิ้นสติล้มลงในอ้อมกอดของเสียนฟ่าง
ขบวนของหลี่หลินฝู่แยกย้ายกันหลบหนีออกเป็หลายทิศทาง คนร้ายหลายสิบคนไม่ทราบจะติดตามผู้ใดก่อน ทำให้ล่าช้าลงไปอีก จากนั้นจึงแบ่งจำนวนคนออกเป็ห้าสาย ติดตามผู้ที่หลบหนีไป ผู้คุ้มกันยี่สิบคนที่ติดตามมา แยกย้ายกันออกเป็ห้าขบวนลัดเลาะไปตามป่าไฝ่หากแต่มิได้มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองเหยียนเฉิง ด้วยกลัวว่าจะมีหลุมพรางดักอยู่เบื้องหน้า
ที่ด้านหน้าเรือนไม้ไผ่ ส่านอ๋องหลี่เหิงแอบใช้เส้นทางริมน้ำข้ามไปยังฝั่งตรงข้ามลัดเลาะย้อนกลับมายังที่พักของอู๋เฉิงจี้ ผู้คุ้มกันของส่านอ๋องมีอยู่หกคน ชายชรารูปร่างผอมบางมีนามว่า เฟินไป่ มีพลังฝีมือสูงเยี่ยมเคยรั้งตำแหน่งหัวหน้าองครักษ์เมื่อหลายสิบปีก่อน มีหน้าที่คุ้มกันส่านอ๋องโดยเฉพาะ เฟินไป่รับรู้ถึงความผิดปกติจึงพาส่านอ๋องแยกออกมา ก่อนที่จะส่งเสียงร้องเตือนผู้อื่น จากนั้นจึงใช้อุบายหลอกล่อจนนำพาส่านอ๋องกลับมาจนถึงเรือนไม้ไฝ่ เมื่อมาถึงแล้วทั้งนายทั้งบ่าวต่างเร่งรีบเข้าไปด้านในเพื่อพบกับอู๋เฉิงจี้
“มีคนลงมือลอบทำร้าย แล้วคนอื่นเล่า” อู๋เฉิงจี้กล่าว
“ต่างแยกย้ายกันหลบหนี ท่านบัณฑิตอู๋ รีบส่งคนไปช่วยก่อนเถอะ” ส่านอ๋องกล่าวด้วยความกังวล
อู๋เฉิงจี้หันไปกล่าวกับบ่าวชราที่ด้านหลัง บ่าวชรารับฟังอยู่ไม่นานก็เตรียมตัวจะออกไป ก่อนบ่าวชราจะออกไป อู๋เฉิงจี้ยังคงกล่าวเตือน “ระดมคนของเราออกไป คนอยู่ต้องพบตัว คนตายต้องพบศพ ไม่ว่าอย่างไรต้องหาพวกเขาให้เจอ”
ส่านอ๋องปลอดภัยแล้ว ความจริงผู้อื่นจะเป็จะตาย อู๋เฉิงจี้หาได้สนใจไม่ หากแต่เด็กคนนั้นไม่อาจได้รับอันตรายได้ ผู้ที่อู๋เฉิงจี้กล่าวย้ำกับบ่าวก่อนออกไปย่อมหมายถึงเสียนฟ่าง
“หัวหน้าเฟิน ท่านออกไปช่วยคนของบัณฑิตอู๋เถอะ ตามหาคนของเราให้ได้” ส่านอ๋องกล่าว
ส่านอ๋องใช้สายตาส่งเฟินไป่ออกไป ตัวเองยังคงหวาดกลัวกับเื่ที่เกิดขึ้นอยู่ไม่น้อย ที่โถงด้านในเหลือเพียงส่านอ๋องกับอู๋เฉิงจี้เพียงสองคน ส่านอ๋องสบสายตากับอู๋เฉิงจี้จากนั้นจึงคุกเข่าลงกับพื้น “เสด็จลุง ใช่ว่าเื่ที่ข้าลอบมาที่เหยียนเฉิงเพื่อพบท่าน ถูกคนผู้นั้นรับรู้แล้ว”
“เป็ไปไม่ได้ ผู้ที่ทราบเื่นี้มีเพียงคนของเ้ากับข้าเท่านั้น นอกเสียจากว่า”
“แต่ว่า พระบิดาเหตุใดจึงทรงทำเช่นนี้ มิใช่ว่า้าให้ข้ามาที่เจียงหลิงเพื่อหาหลักฐานลงโทษ เสด็จอาสุยอ๋องหรอกหรือ” ส่านอ๋องกล่าวถึงเพียงนี้ก็ไม่กล้ากล่าวต่อ ยังคงคุกเข่าอยู่ที่เบื้องหน้าของอู๋เฉิงจี้
อู๋เฉิงจี้พระนามเดิมเรียกว่า หลี่เฉิงจี้ เดิมมียศเป็เฉินอ๋องหลังจากถังเสวียนจงขึ้นครองราชย์ก็ถอนตัวสละยศฐา เปลี่ยนแซ่ตามพระอัยยิกา (ย่า-อู๋เจ่อเทียน) หลบซ่อนตัวอยู่ที่เมืองเหยียนเฉิง หลายปีให้หลังถังเสวียนจงส่งคนติดตามมา ถ่ายทอดรับสั่งว่า ไม่ทรง้ารบกวนความสงบสุขของพระเชษฐา หากแต่ยังทรง้าให้อู๋เฉิงจี้ช่วยเหลือในราชกิจเพื่อจับตาดูผู้ที่อาจคิดการก่อฏ ให้คอยรวบรวมข่าวสาร ประสานงานกับคนที่พระองค์จะทรงส่งมา หาไม่แล้วจะมีราชโองการทูลเชิญเฉินอ๋องกลับสู่ฉางอาน รับราชการช่วยเหลือพระองค์ทำนุบำรุงราชวงศ์ถัง อู๋เฉิงจี้ไม่มีทางเลือกอื่นอีกต้องจำยอมร่วมมือกับถังเสวียนจง สิบกว่าปีที่ผ่านมายังคงใช้ชีวิตอย่างสงบสุข งานรวบรวมข่าวสารในเจียงหนานกลับไม่ยากลำบากเท่าใดนัก
“บิดาเ้ามีความคิดต่างไปจากผู้อื่น ไม่ว่าผู้ใดต่างเป็ตัวเบี้ยบนกระดานเท่านั้น ข้าเองจนป่านนี้ยังหนีไม่พ้นกระดานเบี้ยของบิดาเ้า” อู๋เฉิงจี้กล่าว
เสียนฟ่างใช้แรงไปจนหมดตัวกว่าจะลากเซียถิงที่สลบไสลขึ้นมาบนหลังม้าได้ จากนั้นจึงใช้ผ้าผูกเอวรัดเซียถิงติดกับตัวเองเอาไว้ บังคับม้าให้มุ่งหน้าลัดเลาะเข้าไปในป่าไฝ่ข้างทางโดยไม่มีจุดหมาย
เสียนฟ่างขี่ม้าเลียบไปทางลำธาร ท้องฟ้าเริ่มจะมืดแล้วเืที่ไหล่ของเซียถิงเพิ่งหยุดไหลได้ไม่นาน เสียนฟ่างยังไม่กล้าที่จะถอนลูกธนูออกมาด้วยกลัวว่าจะทำให้าแฉีกขาด หลังจากขี่ม้ามาได้เกือบครึ่งชั่วยามเสียนฟ่างถึงได้มองเห็นแสงไฟอยู่ด้านหน้า ไม่ไกลออกไปมองเห็นเป็วัดอยู่กลางป่าหลังหนึ่งล้อมด้วยกำแพงสูง หากแต่ยังมีแสงไฟส่องออกมาให้เห็น
เสียนฟ่างเร่งฝีเท้าม้าไปทางด้านนั้น กำแพงวัดดูทรุดโทรมเต็มไปด้วยคราบดำเขรอะ ประตูไม้ที่ด้านหน้าสีซีดจางจนมองไม่เห็นลวดลาย เหนือประตูวัดแขวนไว้ด้วยป้ายชื่อที่เก่าคร่ำคราจนอ่านไม่ออกว่าเป็อักษรใด
เสียนฟ่างลงจากหลังม้าด้วยความระมัดระวัง หลังจากจัดการให้เซียถิงนอนลงพิงหลังไว้ที่กำแพงวัดใกล้กับประตู เสียนฟ่างเคาะประตูอยู่หลายคราจนกระทั่งได้ยินเสียงคนเดินออกมา
เสียงประตูค่อย ๆ เปิดออกด้วยความอยากลำบาก เป็หลวงจีนชรารูปหนึ่งในชุดสีเทาที่ถูกซักจนสะอาดเอี่ยมจนแทบจะขาวซีดดูขัดกับตัววัดที่เก่าทรุดโทรม หลวงจีนชรามิได้ออกปากถามไถ่ เมื่อมองเห็นผู้าเ็ก็พยักหน้าเป็เชิงให้เข้าไปด้านในได้ เสียนฟ่างผูกม้าไว้ที่ด้านใน จากนั้นจึงประคองร่างของเซียถิงติดตามหลวงจีนชราไปที่ด้านในวัด
ด้านในวัดมีวิหารขนาดเล็กมีพระประธานอยู่กึ่งกลาง มีแสงเทียนส่องออกมาพร้อมกับกลิ่นควันธูปจาง ๆ หลวงจีนชรานำพาเสียนฟ่างไปยังบ้านพักหลังเล็กหลังหนึ่งไม่ห่างออกไปจากบริเวณวิหารที่ด้านหน้า
ภายในบ้านพักมีเพียงเตียงไม้ขนาดไม่ใหญ่ตั้งไว้ชิดพนัง ที่กึ่งกลางมีโต้ะน้ำชา นอกนั้นไม่มีสิ่งอื่นใดอีก เสียนฟ่างประคองเซียถิงให้นอนลงโดยตะแคงด้านที่โดนธนูขึ้น
“ประสกรอสักครู อาตมาจะเอายาใส่แผลมาให้”
“รบกวนไต้ซือแล้ว” เสียนฟ่างเปลื้องเสื้อด้านนอกของเซียถิงออกมา ลูกธนูปักโดนที่บริเวณหัวไหล่ โชคดีที่ไม่กระทบถูกกระดูกเส้นเอ็น เืหยุดไหลไปนานแล้ว หลวงจีนชรากลับมาพร้อมกับน้ำร้อนอ่างหนึ่ง ยาสมุนไพรขวดเล็กอีกหนึ่งขวดพร้อมกับมีดขนาดเล็กอันหนึ่ง
เสียนฟ่างใช้ผ้าชุบน้ำร้อนทำความสะอาดโดยรอบ จากนั้นใช้มีดเล็กที่ได้มาตัดส่วนหัวของลูกธนูออกไป แรงสั่นะเืทำให้เซียถิงตื่นขึ้นมา
“ท่านพี่ ลูกธนูนี้หากไม่ถอนออกมาเกรงว่า...”
เซียถิงลุกขึ้นนั่งเข้าใจในสิ่งที่เสียนฟ่างกล่าว เมื่อมองไปรอบตัวพบว่าตัวเองอยู่ในบ้านเล็กหลังหนึ่งที่ด้านข้างยังมีหลวงจีนชรา ใช้สายตาอ่อนโยนจ้องมองมา ในมือหลวงจีนชรายังมีขวดยาห้ามเืใบหนึ่ง เซียถิงดมกลิ่นยาจนแน่ใจว่าไม่แปลกปลอม จึงกลั้นใจตบมือขวาไปที่หัวธนูที่ถูกตัดออกจนลูกธนูทั้งก้านทะลุออกไปยังด้านหลัง เืที่หยุดไหลไปแล้วกลับพุ่งออกมาใหม่ดังสายน้ำ
หลวงจีนชราลงมือว่องไวยิ่ง เสียนฟ่างมองเห็นท่านใช้นิ้วจี้สกัดไปที่รอบาแ ไม่นานเืก็หยุดไหล จากนั้นจึงมอบยาห้ามเืให้กับเสียนฟ่างพร้อมกับขอตัวจากไป
เสียนฟ่างลงมือทำความสะอาดาแอีกรอบตรวจดูโดยละเอียด เมื่อใส่ยาห้ามเืแล้วก็ให้เซียถิงนอนลงไป ค่ำแล้วทั้งสองยังไม่มีสิ่งใดตกถึงท้อง เสียนฟ่างตั้งใจที่จะออกไปด้านนอกขอข้าวต้มสักสองชามเพื่อมารองท้อง
“เ้าจะไปที่ใด” เซียถิงจับชายเสื้อของเสียนฟ่างเอาไว้ไม่ยอมปล่อย
“ข้าจะออกไปหาข้าวต้มมาให้ท่านกิน ท่านพักผ่อนอยู่ในนี้ก่อน” เสียนฟ่างแกะมือที่จับอยู่ออกอย่างยากลำบาก าเ็ถึงเพียงนี้ยังมีเรี่ยวแรงนัก
“อย่าออกไปนาน”
เสียนฟ่างออกมาที่ด้านนอกเสาะหาห้องครัวของวัด เดินอยู่สักครู่หนึ่งจึงพบเจอ ในห้องครัวมีสิ่งของไม่มากนอกจากข้าวสารไม่กี่ถ้วยแล้ว มีเพียงผักดองกับเกลือเท่านั้น เสียนฟ่างไม่พบเจอหลวงจีนชราอีกไม่ทราบว่าจะขอแบ่งบันข้าวสารจากผู้ใด ตั้งใจว่ารุ่งเช้าจะมอบเงินบริจาคให้กับวัดจำนวนหนึ่งเพื่อเป็การตอบแทน
เสียนฟ่างยุ่งอยู่ในครัวไม่นานก็ได้ข้าวต้มร้อนกรุ่นกับผักดองกลับเข้ามาในห้อง เซียถิงดูเหมือนจะหลับลงไปแล้ว เมื่อได้ยินเสียงเสียนฟ่างเข้ามาในห้องก็ลืมตาตื่น
“ท่านพี่ กินข้าวสักหน่อยแล้วค่อยพัก” เสียนฟ่างลากเก้าอี้มาที่ด้านข้างบริเวณหัวเตียง เซียถิงประคองตัวขึ้นมานั่งส่งสายตาประหลาดพิกลมาที่เสียนฟ่าง
“แขนข้าเจ็บ”
ท่านมิใช่ยังมีแขนขวาอยู่หรือมิใช่ เสียนฟ่างเพียงคิดในใจหากยังคงทำหน้าใสซื่อไม่ทราบท่านหมายความว่าอย่างไร เซียถิงจึงส่งสายตามาอีกครั้งอย่างมีความหวัง
“แค่ก แค่ก”
ช่างสมบทบาทนัก เสียนฟ่างเห็นแก่คราวนี้เซียถิงได้รับาเ็เพราะปกป้องตนเอง จึงตักข้าวต้มเป่าจนไม่ร้อนจนเกินไป ป้อนให้กับคนาเ็ทีละคำทีละคำจนหมดถ้วย หลังจากรับประทานจนหมดแล้ว เสียนฟ่างเพิ่งเริ่มรู้สึกเหนื่อยอ่อนจนหมดแรง เมื่อหันไปรอบตัวพบว่าเตียงที่มีอยู่หลังเดียวหากต้องรองรับคนสองคน ดูเหมือนจะเล็กเกินไป
เซียถิงทราบว่าเสียนฟ่างกำลังคิดสิ่งใด จึงรั้งเสียนฟ่างลงมานอนอยู่ข้างกาย ตัวเองกระเถิบเข้าไปด้านใน คนสองคนนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน เซียถิงท่อนบนเปล่าเปลือยเตียงเล็กแคบเพียงเท่านี้ต่อให้ขยับจนสุดกำแพงยังคงใกล้ชิดจนแนบเนื้อ
เสียนฟ่างหันหน้าออกด้านนอก ส่วนหน้าอกของเซียถิงแนบชิดกับส่วนหลังของเสียนฟ่างจนได้ยินเสียงหัวใจของเซียถิงที่เต้นระรั่วดังกลองศึก เซียถิงแทบไม่กล้าขยับกายหากแต่พยายามขยับส่วนล่างของร่างกายออกจากเสียนฟ่างอย่างยิ่งราวกับหากกระทบถูกแล้วส่วนนั้นจะมอดไหม้ไป
“นอนเถอะ” เซียถิงใช้มือข้างขวาส่งฝ่ามือลมกระทบตะเกียงน้ำมันที่อยู่ห่างออกไปจนแสงไฟดับลงจากนั้นจึงเปลี่ยนท่าเป็นอนหงาย ไหนท่านว่าไม่มีแรงกระทั่งจะยกตะเกียบ กลับดับตะเกียงได้ทั้งที่ไกลปานนี้ด้วยมือเปล่า เสียนฟ่างอยากจะแกล้งคนาเ็ไม่จริงผู้นี้จึงขยับเข้าด้านในซบศีรษะไปที่ไหล่ขวาของเซียถิง มืออีกข้างกอดคนเอาไว้ดังหมอนข้างใช้เวลาไม่นานก็หลับลงไป ทิ้งให้หมอนข้างที่มีชีวิตตาแข็งค้างไปจนเกือบค่อนคืนจะหลับตาลงได้