ชีวิตในวัดหลวงจีนทองคำนั้นห่างไกลจากความสะดวกสบายที่หมีขาวและพรรคพวกเคยคุ้นชิน (แม้แต่ตอนเป็ทหารก็ตามที) ทุกวันเริ่มต้นั้แ่ฟ้ายังไม่สางด้วยการทำวัตรเช้า ตามด้วยการฝึกวรยุทธ์อันเข้มข้นจากเหล่าหลวงจีนยอดฝีมือ และที่ขาดไม่ได้คืองานกิจนิมนต์ต่างๆ ที่ต้องทำเพื่อแลกกับอาหารและที่พักอาศัย ั้แ่การผ่าฟืน หาบน้ำ ขุดดินทำไร่ ไปจนถึงการทำความสะอาดทั่วทั้งอารามอันกว้างใหญ่
หมีขาวทุ่มเทให้กับการฝึกฝนวรยุทธ์อย่างเต็มกำลัง ท่านเ้าอาวาสอายุ 120 ปี และหลวงจีนาุโหลายท่านเห็นถึงพร์และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของนาง จึงได้ถ่ายทอดวิชาชั้นสูงให้ ทั้งการควบคุมลมปราณ การใช้พลังภายในเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง การเคลื่อนไหวที่หลอมรวมความดุดันเข้ากับความพลิ้วไหว และเพลงยุทธ์ลับที่สืบทอดกันมาเฉพาะในอาราม ร่างกายของนางที่เคยพึ่งพาแต่พละกำลังมหาศาลเริ่มเรียนรู้ที่จะใช้พลังอย่างชาญฉลาดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แต่สำหรับสหายร่วมทางของนางแล้ว การปรับตัวเข้ากับชีวิตในอารามดูจะทุลักทุเลกว่ามาก
"โอ๊ย! โอ๊ยยย! ท่านแม่ทัพขอรับ ข้าปวดแขน ปวดขา ปวดหลัง ปวดไปทั้งตัวแล้วขอรับ!" เิเฉียง รองแม่ทัพร่างั์ที่ตอนนี้กล้ามเนื้อทุกมัดของเขาได้รู้จักกับความเมื่อยล้าอย่างแท้จริง บ่นครวญครางเป็ประจำทุกเย็นหลังเสร็จสิ้นการฝึกและงานโยธา "นี่เรามาฝึกยุทธ์หรือมาเป็กรรมกรกันแน่ขอรับ ไก่ย่างสักชิ้นก็ยังไม่ได้แตะเลยั้แ่มาถึงที่นี่" เขาบ่นอุบอิบพลางนวดเฟ้นแขนขาตัวเองอย่างน่าสงสาร
ส่วนหลิวเฟิง รองแม่ทัพผู้มีท่าทางเฉิ่มและใจเสาะกว่า ก็มักจะได้รับมอบหมายงานที่ไม่มีใครอยากทำ เช่น การขัดล้างห้องน้ำรวมของอารามที่หลวงจีนนับร้อยรูปใช้งานทุกวัน หลายครั้งที่เ้าหนูเฉินแอบเห็นหลิวเฟิงนั่งปาดน้ำตาป้อยๆ ขณะขัดคราบสกปรก พร้อมกับพึมพำกับตัวเองว่า "ชีวิตรองแม่ทัพของข้า เหตุใดจึงต้องมาจบลงที่การล้างส้วมเยี่ยงนี้...ฮือๆ ท่านแม่ทัพจะรู้บ้างหรือไม่ว่าข้าลำบากเพียงใด" แต่ถึงจะแอบร้องไห้ เขาก็ยังคงทำงานที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จสิ้นเสมอ
ไม่เว้นแม้แต่เ้าหมีควาย "หูเปียว" สมาชิกสี่ขาน้องใหม่ของกลุ่ม มันไม่ได้อยู่นิ่งเฉยให้เสียชื่อหมีผู้ภักดี ในยามว่างจากการคลอเคลียหมีขาว (ซึ่งเป็กิจวัตรหลักของมัน) มันก็เลียนแบบท่าทางการฝึกของเหล่าหลวงจีนอย่างขะมักเขม้น ทั้งการตะปบ การยืนสองขา หรือแม้แต่การ "เตะต่อย" ต้นไม้ใหญ่ในป่ารอบอารามจนโค่นล้มไปหลายต้น สร้างความเอ็นดู (ระคนปวดหัว) ให้กับเหล่าหลวงจีนเป็อย่างยิ่ง นอกจากนี้ มันยังใช้พละกำลังอันมหาศาลของมันช่วยงานอารามอย่างแข็งขัน โดยเฉพาะการแบกถังน้ำขนาดใหญ่หลายใบจากลำธารตีนเขาขึ้นมาเติมในโอ่งน้ำของอาราม เป็ภาพที่ทั้งน่าทึ่งและน่าขันในเวลาเดียวกัน
ขณะที่คนอื่นๆ กำลังวุ่นวายกับการฝึกฝนร่างกายและทำงานโยธา เ้าหนูเฉินกลับใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในหอตำราโบราณของอาราม (ซึ่งท่านเ้าอาวาสอนุญาตเป็พิเศษ) หรือไม่ก็สนทนาธรรมและแลกเปลี่ยนความรู้กับเหล่าหลวงจีนผู้ทรงภูมิ เด็กน้อยผู้มีสติปัญญาสูงส่งดูดซับความรู้ต่างๆ ราวกับฟองน้ำ เขาศึกษาตำราโบราณที่ว่าด้วยการวางกลยุทธ์ การอ่านแผนที่ดวงดาวเพื่อทำนายทิศทางลมฟ้าอากาศและฤกษ์ยามสำคัญ (การทำนายดวงดาว) การค้นหาและทำความเข้าใจเกี่ยวกับจุดพลังงานตามธรรมชาติและในร่างกายมนุษย์ (การหาจุดพลังงาน) ศาสตร์แห่งการพยากรณ์และอ่านชะตาชีวิต (การทำนายดวงชะตา) รวมถึงรูปแบบการตั้งค่ายและจัดทัพแบบต่างๆ ที่ซับซ้อนเกินกว่าที่เด็กวัยเดียวกันจะเข้าใจได้ ทุกหน้ากระดาษที่เขาอ่าน ทุกบทสนทนาที่เขาได้ฟัง หล่อหลอมให้เขากลายเป็นักปราชญ์ตัวน้อยที่พร้อมจะก้าวขึ้นเป็ที่ปรึกษาคนสำคัญของหมีขาวในอนาคต ดวงตาของเขาเป็ประกายด้วยความตื่นเต้นทุกครั้งที่ค้นพบความรู้ใหม่ๆ
หมีขาวเฝ้ามองพัฒนาการของสหายแต่ละคนด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งขบขันในท่าทางของเิเฉียงและหลิวเฟิง ทั้งทึ่งในความสามารถของเ้าหูเปียว และทั้งภาคภูมิใจในความเฉลียวฉลาดของเ้าหนูเฉิน นางเองก็ก้าวหน้าในวิชาฝีมือไปมาก ความแข็งแกร่งทางกายภาพถูกเสริมด้วยพลังภายในที่กล้าแกร่งขึ้น จิตใจสงบและมีสมาธิมากขึ้น แต่ในทุกห้วงคำนึง ภาพขององค์หญิงจือหลิงยังคงชัดเจนอยู่ในใจ เป็แรงผลักดันให้นางต้องแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไปอีก
แม้ชีวิตในอารามทองจะเต็มไปด้วยบททดสอบอันเหน็ดเหนื่อยและบางครั้งก็ชวนหัว แต่กลุ่มของหมีขาวก็กำลังเติบโตและหล่อหลอมเป็ทีมที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทั้งร่างกาย สติปัญญา และจิติญญา พวกเขากำลังเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ยังมองไม่เห็น แต่ไม่ว่าอะไรจะรออยู่ข้างหน้า พวกเขาก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ามันไปด้วยกัน