หลังจากร้านหลบมุมคาเฟ่เลเวลอัปขึ้นสู่เลเวล 10 ระบบได้แสดงการแจ้งเตือนข้อความเควสต์หลักอย่างเป็ทางการ
แสงสีทองระยิบระยับลอยวนเวียนอยู่กลางอากาศก่อนจะควบแน่นเป็ตัวอักษรโปร่งแสงเด่นชัด
*วิ้ง...*
[รายงานเควสต์หลักประจำขอบเขตที่ 1: วิถีผู้ประกอบการมิติ]
- รายละเอียด: สะสมค่าประสบการณ์ร้านค้าเพื่อพัฒนาขึ้นสู่ "เลเวล 15" และระดมคะแนนเพื่อเปิดใช้งานบันไดทางขึ้นชั้นสอง (ห้องสมุดมิติและโถงแห่งความรู้)
- รางวัลความสำเร็จเควสต์หลัก: ปลดล็อกประตูลึกลับบานที่สามเชื่อมต่อมิติใหม่
นนท์เพ่งมองดูข้อความเ่าั้ด้วยสีหน้าครุ่นคิดพลางใช้มือกดขมับเบาๆ
"เลเวลสิบห้าเลยเหรอครับ... แสดงว่าเราต้องใช้ค่าประสบการณ์อีกเยอะมากๆ เลยนะเนี่ย" นนท์บ่นพึมพำกับตัวเอง
ตัวเลขเป้าหมายนั้นดูห่างไกลไม่น้อย แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะตื่นตระหนก
"ไม่ต้องห่วงค่ะพี่นนท์ วันนี้ดูเหมือนจะมีกลุ่มลูกค้าหลบหนีภัยความแปรปรวนของรอยแยกมิติเข้ามาพึ่งพิงร้านเราเยอะมากเลยค่ะ"
เอลวิน่าเดินมารายงานพลางชี้ไปยังประตูด้านหลังร้านด้วยน้ำเสียงเป็กังวล
"มีทั้งพวกเอลฟ์จากป่าหมอกและมนุษย์ดัดแปลงจากดินแดนรกร้างจักรกลเลยค่ะ ร่างกายพวกเขาดูย่ำแย่กันมากเลย"
นนท์หันไปมองตามทิศทางที่เธอชี้แล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
ที่โถงจัดเลี้ยงที่ขยายตัวใหม่ของร้าน บัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเกือบยี่สิบชีวิต
ทว่าบรรยากาศภายในร้านกลับไม่ได้สงบสุขเหมือนเคย แต่กลับเต็มไปด้วยกระแสความตึงเครียดที่แทบจะะเิออกได้ทุกเมื่อ
"ข้าบอกแล้วไงว่าเพราะเวทมนตร์เคลื่อนย้ายมิติที่พวกเ้าใช้ไม่เป็เื่นั่นแหละ มันถึงได้ทำให้อากาศบิดเบี้ยวจนรอยแยกพังทลาย!"
ช่างกลไซบอร์กคนหนึ่งในชุดเกราะโลหะเก่าคร่ำคร่าตวาดลั่น แขนขวาที่เป็จักรกลของเขาส่งเสียงสปาร์กกระแสไฟดังเปรี๊ยะๆ
"หุบปากไปเลยไอ้พวกเศษเหล็กมีชีวิต! สมาคมการค้าของพวกเ้าต่างหากที่ปล่อยรังสีสื่อสารเข้มข้นจนไปรบกวนตาข่ายเวทมนตร์ธรรมชาติ!"
นักล่าเอลฟ์หนุ่มผู้มีใบหูเรียวยาวตวาดกลับ มือของเขากำแน่นที่ด้ามมีดสั้นข้างเอวด้วยความระแวดระวัง
ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องหน้ากันด้วยความโกรธแค้นและเหนื่อยล้าสะสมจากการรอนแรมหนีภัยพิบัติ
แรงกดดันมานาที่แปรปรวนและละอองน้ำมันเครื่องดิบที่ส่งกลิ่นฉุนโชยกระจายไปทั่วบริเวณทำให้อากาศในร้านเริ่มอึดอัด
นนท์ก้าวเดินออกไปจากหลังเคาน์เตอร์ด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
"กรุณาอยู่ในความสงบก่อนครับทุกท่าน"
น้ำเสียงของนนท์ไม่ได้ดังลั่น แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ราบเรียบสะกดให้เสียงทะเลาะวิวาทนั้นเงียบลงฉับพลัน
"ที่นี่คือร้านหลบมุมคาเฟ่ครับ ไม่ว่าภายนอกพวกคุณจะมีเื่ขัดแย้งอะไรกันมา แต่เมื่อเหยียบเข้าประตูร้านนี้แล้ว... ทุกคนคือลูกค้าเท่ากันครับ"
นนท์ผายมือเชิญไปยังที่นั่งพลางส่งยิ้มบางๆ ให้
"และกฎเหล็กของร้านเราคือ ห้ามมีการใช้กำลังหรือการทะเลาะวิวาทเด็ดขาดครับ หวังว่าจะเข้าใจตรงกันนะครับ"
*ฟู่...*
แรงกดดันจากม่านพลังงาน Peaceful Boundary ระดับ 1 แผ่ซ่านออกมากดทับออร่ากระหายเืของทั้งสองฝ่ายทันที
ความรู้สึกอุ่นวาบและสงบเงียบแล่นเข้าสู่จิตใจของเหล่าผู้ลี้ภัยทำให้พวกเขาค่อยๆ ลดมือลงจากอาวุธอย่างปฏิเสธไม่ได้
"เอาล่ะครับ ดูเหมือนทุกคนจะเหนื่อยล้าและพลังงานต่ำกันมากแล้ว เดี๋ยวผมจะไปเตรียมอาหารอุ่นๆ มาให้ทานกันนะครับ"
นนท์หันหลังกลับเข้าครัวทันทีโดยไม่รอช้า
เขาสำรวจอาการของเหล่าลูกค้าคร่าวๆ จากระยะไกล
กลุ่มเอลฟ์มีใบหน้าที่ซีดเซียว ร่างกายสั่นสะท้านจากไอเย็นและละอองไฟฟ้าสถิตข้ามมิติที่เข้าไปอุดตันในเส้นชีพจรมานา
ส่วนกลุ่มไซบอร์กจากดินแดนรกร้างจักรกลมีเกล็ดน้ำแข็งสีดำเกาะตามข้อต่อโลหะ และแกนปฏิกรณ์ความร้อนในทรวงอกส่งเสียงหอบดังครืดคราด
"พวกเขา้าการกระตุ้นและปรับสมดุลธาตุอย่างเร่งด่วนเลยค่ะพี่นนท์" เอลวิน่าเอ่ยกระซิบขณะช่วยจัดเตรียมถาดอาหาร
"เข้าใจแล้วครับเอลวิน่า เมนูวันนี้ต้องมีฤทธิ์ร้อนและรสชาติเผ็ดร้อนแรงเป็พิเศษเพื่อขับไล่สิ่งตกค้างและฟื้นฟูระบบร่างกาย"
นนท์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเลือกเมนูที่จะใช้ปลุกพลังชีวิตของพวกเขา
"ผมจะทำ 'คั่วกลิ้งหมูสับมนตรา' ครับ"
ชายหนุ่มเริ่มจัดเตรียมวัตถุดิบลงบนโต๊ะสแตนเลสสะอาดสะอ้าน
เขาหยิบพริกแกงใต้รสเข้มข้นที่ปรุงขึ้นจากสมุนไพรฤทธิ์ร้อน ทั้งขมิ้นชัน ข่าแก่ ตะไคร้สด ผิวมะกรูด และพริกไทยดำเม็ด
พริกแกงใต้นี้มีกลิ่นฉุนร้อนแรงเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งนนท์ได้นำมาผสมผสานกับพริกขี้หนูสวนทุบละเอียดเพื่อเพิ่มมิติความเผ็ดร้อน
จากนั้นเขาเตรียมหมูสับบดเนื้อนุ่มที่ผสมมันแทรกเล็กน้อยเพื่อให้เนื้อไม่แห้งกระด้างเวลาคั่ว
นนท์จุดไฟเตาอั้งโล่มนตราทันที
*วิ้ง...*
เปลวไฟสีทองอบอุ่นลุกโชนขึ้นจากเตาถ่านอย่างเงียบเชียบ ส่งผ่านความร้อนอย่างสม่ำเสมอเข้าสู่กระทะเหล็กใบหนา
นนท์โยนหมูสับลงไปผัดคั่วในกระทะโดยไม่ใช้น้ำมัน เพื่อให้ไขมันตามธรรมชาติของเนื้อหมูค่อยๆ ซึมซาบออกมาเอง
*ซ่า!*
เสียงเนื้อหมูกระทบกระทะร้อนดังระงม ควันจางๆ ลอยพุ่งพร้อมกลิ่นเนื้อหมูคั่วสุกหอมกรุ่น
เมื่อเนื้อหมูเริ่มเปลี่ยนเป็สีชมพูอ่อนและจวนจะสุก นนท์จึงตักพริกแกงใต้สูตรพิเศษใส่ลงไปกลางกระทะทันที
*ฟู่!*
กลิ่นอายความเผ็ดร้อนฉูดฉาดแผ่ซ่านะเิออกมาจากเนื้อหมูและเครื่องเทศในพริบตา
มันเป็กลิ่นหอมสมุนไพรที่รุนแรง ดุดัน แต่ชวนให้น้ำลายสออย่างที่สุด
กลิ่นนั้นลอยข้ามโถงห้องครัวกว้างใหญ่ผ่านฉากกั้นพุ่งเข้าปะทะประสาทรับกลิ่นของเหล่าแขกผู้ลี้ภัยที่นั่งหมดสภาพอยู่ทันที
*ฮัดเช้ย!* *ฮัดเช้ย!*
เสียงจามเบาๆ ดังก้องมาจากฝั่งลูกค้า ทั้งเอลฟ์และไซบอร์กต่างยกมือขึ้นลูบจมูกตัวเองพลางสูดกลิ่นนั้นเข้าไปด้วยความตื่นตัว
"กลิ่นอะไรกันเนี่ย... มันร้อนแรงจนทำให้ปอดของข้าที่เต็มไปด้วยไอเย็นเริ่มรู้สึกอุ่นขึ้นมาเลย" ไซบอร์กหนุ่มใหญ่อุทานด้วยความทึ่ง
นนท์ใช้ตะหลิวคั่วเนื้อหมูสับกับพริกแกงใต้ให้เข้ากันอย่างขะมักเขม้น คอยสะบัดกระทะเพื่อให้เครื่องแกงเคลือบผิวเนื้อหมูอย่างทั่วถึง
เขาหยิบ "น้ำตาลมนตรา" โรยลงไปหยิบมือหนึ่งเพื่อช่วยประสานและตัดรสชาติเค็มเผ็ดให้กลมกล่อมละมุนลิ้น
จากนั้นโรยใบมะกรูดหั่นฝอยละเอียดและพริกชี้ฟ้าซอยตบท้าย ผัดคั่วต่ออีกไม่กี่อึดใจจนเนื้อหมูแห้งสนิทและมีสีเหลืองทองเข้มข้นน่าทาน
"คั่วกลิ้งหมูสับมนตรา เสิร์ฟคู่กับข้าวหอมมะลิร้อนๆ พร้อมแล้วครับ!"
นนท์ร้องบอกพลางตักคั่วกลิ้งสีเหลืองส้มเข้มข้นราดลงบนจานข้าวสวยร้อนๆ เม็ดเรียวยาวเรียงตัวสวยงาม
เอลวิน่ารีบเข้ามารับถาดอาหารแล้วนำไปเสิร์ฟให้แก่ลูกค้าอย่างขะมักเขม้น
เหล่าผู้ลี้ภัยที่หิวโหยต่างจับช้อนด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะตักข้าวสวยปนเนื้อคั่วกลิ้งหมูสับเข้าปากทันที
*งับ...*
ความเงียบสงบเกิดขึ้นชั่วขณะ ก่อนที่ดวงตาของทุกคนจะเบิกกว้างขึ้นพร้อมกัน
รสชาติแรกที่ััปุ่มรับรสคือความเผ็ดร้อนจัดจ้านที่แฝงไปด้วยความหอมสมุนไพรเข้มข้นของแกงใต้
ความเผ็ดร้อนนั้นไม่ได้แสบร้อนทรมาน แต่เป็ความอุ่นพล่านที่แล่นริ้วจากลำคอลงสู่กระเพาะอาหารและกระจายไปตามร่างกายอย่างรวดเร็ว
*อุ่นวาบ...*
สำหรับนักล่าเอลฟ์ พลังงานฤทธิ์ร้อนของขมิ้นและสมุนไพรมนตราแล่นทะลวงผ่านจุดติดขัดในเส้นมานา ขับไล่ฝุ่นละอองไฟฟ้าที่อุดตันออกไปจนหมดสิ้น
สีหน้าของเขาที่เคยซีดเซียวค่อยๆ เปลี่ยนเป็มีสีเืฝาด เหงื่อเม็ดเล็กๆ ผุดพรายตามหน้าผากพร้อมกับลมหายใจที่โล่งโปร่งสบาย
"ฮ้า! สรรพคุณวิเศษแท้ๆ! เส้นมานาที่เคยเย็นเฉียบและตีรวนของข้า กลับมาไหลเวียนได้อย่างสะดวกโยกย้ายขยับขยายแล้ว!"
นักล่าเอลฟ์ะโออกมาด้วยความปีติยินดีพลางตักอาหารกินต่อไปอย่างไม่ลดละ
ในขณะเดียวกัน ทางฝั่งช่างกลไซบอร์ก ความอบอุ่นที่ได้รับจากเตามนตราช่วยกระตุ้นเตาปฏิกรณ์ในทรวงอกให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
เกล็ดน้ำแข็งสีดำที่เกาะกุมข้อต่อโลหะค่อยๆ ละลายกลายเป็ละอองไอน้ำสีขาวลอยฟุ้ง แขนขวาที่เคยสปาร์กติดขัดกลับมาขยับได้ลื่นไหลไร้เสียงเสียดสี
"พระเ้าช่วย! เตาพลังงานของข้ากลับมาสตาร์ทติดแล้ว! ความร้อนในตัวพุ่งขึ้นสูงถึงเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ในคำเดียวเลย!"
ไซบอร์กหนุ่มใหญ่ร้องอุทานอย่างเหลือเชื่อพลางลูบข้อต่อโลหะของตัวเองด้วยความดีใจ
ความเผ็ดร้อนของคั่วกลิ้งกระตุ้นให้ทุกคนทานอาหารอย่างรวดเร็ว สลับกับการจิบน้ำเย็นดับกระหาย บรรยากาศที่เคยตึงเครียดกลับกลายเป็ความอบอุ่นผ่อนคลาย
เหล่าเอลฟ์และไซบอร์กที่เคยโกรธแค้นกัน เริ่มหันหน้ามาสบตากันและแบ่งปันความรู้สึกอบอุ่นใจที่ได้รับจากมื้ออาหารนี้
ความสุขและความพึงพอใจอย่างที่สุดพรั่งพรูออกมาจากดวงใจของทุกคนในร้าน
*วิ้ง...*
หน้าจอโปร่งแสงสีทองปรากฏขึ้นตรงหน้าของนนท์พร้อมกับตัวเลขค่าประสบการณ์ที่ขยับวิ่งสูงขึ้นราวกับน้ำหลาก
*กริ๊ง...*
[ระดับพลังมานาและความพึงพอใจฟื้นฟูของลูกค้ากลุ่มใหญ่สะสมพรั่งพรู]
- ระบบมอบรางวัลค่าประสบการณ์ก้าวะโ: +1,250 EXP
[ระบบแจ้งเตือน: ค่าประสบการณ์สะสมครบกำหนด 1,270 / 1,200 EXP]
- ยินดีด้วย! ร้านหลบมุมคาเฟ่ได้เลเวลอัปขึ้นสู่ "เลเวล 11" เรียบร้อยแล้ว!
- ความจุของ EXP เลเวลถัดไป: 1,300 EXP (ยอดสะสมปัจจุบัน 70 / 1,300 EXP)
- ปลดล็อกคุณสมบัติระบบ: ขยายพลังเขตป้องกัน Peaceful Boundary สู่ระดับ 2
ม่านแสงสีฟ้าที่โอบล้อมรอบตัวตึกแถวแผ่ขยายพลังงานปกคลุมกว้างขวางและหนาแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
นนท์ยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกและมีความสุขเมื่อเห็นทุกคนทานอาหารจนหมดเกลี้ยงจาน
ยอดขายอาหารในบ่ายวันนี้แปรเปลี่ยนเป็เงินสดบาทไทยไหลเข้าสู่ระบบคลังเพิ่มขึ้นอีก +7,000 บาท
เงินสดคงเหลือสะสมในระบบขยับปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็ 16,000 บาทแล้ว
นนท์หันไปสบตากับเอลวิน่าที่กำลังเช็ดเคาน์เตอร์ด้วยรอยยิ้มสดใส ทั้งสองคนตระหนักดีว่าการก้าวข้ามขีดจำกัดไปสู่ชั้นสองใกล้เข้ามาอีกก้าวหนึ่งแล้ว
---