ปะทะเทพเจ้านวโลหะใต้พิภพ (2)
ในที่สุดเทพเจ้านวโลหะก็รู้สึกเสียใจแล้ว มันเสียใจที่ฝืนไล่ล่ากัสในสภาพที่บาดเจ็บหนักจนไม่สามารถใช้พลังได้อย่างเต็มที่
เสียใจที่ปล่อยให้ความโกรธครอบงำจนฝืนบุกทะลวงเข้ามาในเขตแดนของศัตรูโดยไม่ระมัดระวัง
สุดท้ายคือความเสียใจที่มันเชื่อมั่นในความคิดของตัวเองมากไป เชื่อว่ากัสที่กลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริงได้ในเวลาไม่ถึงร้อยปีนั้นจะต้องมีรากฐานที่ไม่มั่นคง
ความเสียใจทั้งหมดนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ที่ทำให้มันไม่อาจให้อภัยตัวเองได้ โดยเฉพาะความเสียใจข้อสุดท้ายที่ทำให้มันทั้งเสียใจและขมขื่นอย่างสุดจะทานทน
ราวกับได้พบเจอเรื่องราวที่สุดจะอยุติธรรมจนไม่อาจยอมรับได้
ไม่ว่าใครหากได้มายืนอยู่ในจุดเดียวกับเทพเจ้านวโลหะในยามนี้ก็คงมีความคิดแบบนี้เกิดขึ้นมาบ้าง ต่อให้เป็นท่านหญิงไอโกะก็ตาม
เทพเจ้าที่แท้จริงทั้งหมดในปัจจุบัน มีใครบ้างที่ไม่ใช้ชีวิตมานานหลายร้อยปี สั่งสมประสบการณ์ชีวิต ฝึกฝนวิชา ศึกษาอำนาจของกฎเกณฑ์แล้วพัฒนาความสามารถของตัวเองขึ้นมาทีละขั้นๆ
ภายใต้ความพยายามอย่างหนัก ผ่านกาลเวลาที่ยาวนาน ในที่สุดพวกมันก็ได้คว้าพลังอำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริงมาครอบครอง ความพยายามนี้นำมาซึ่งพลังอำนาจที่คู่ควร
แต่แล้ว กัสก็ปรากฏตัวขึ้น ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีก็บรรลุถึงระดับเดียวกับที่พวกมันใช้ความพยายามอย่างหนักมานานหลายร้อยปี สุดท้ายก็แซงหน้าพวกมันไป กลายเป็นเทพเจ้าที่แท้จริง
ทว่าสิ่งที่กัสทำก็ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น ไม่เพียงกัสจะแซงหน้าพวกมันที่ฝึกฝนมานานหลายร้อยปีไปได้ในเวลาเพียงไม่กี่สิบปี แต่ยังแซงหน้าไปโดยมีรากฐานพลังที่แข็งแกร่งจนเกินจะหยั่ง ชนิดที่ทำให้เทพเจ้านวโลหะถึงกับรู้สึกสิ้นหวังในชะตากรรมของตัวมันเอง
ความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาจากความสำเร็จตลอดระยะเวลาหลายร้อยปี แทบจะพังทลายลงในวินาทีนั้น
ถึงตอนนี้แม้จะเสียใจเพียงใด เทพเจ้านวโลหะก็ทำได้เพียงกู่ร้องด้วยความเดือดดาล ตามมาด้วยหมัดที่ส่งออกไปติดต่อกันนับครั้งไม่ถ้วน
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าข้าจะทำลายเขตแดนของเจ้าไม่ได้!!!”
ท่ามกลางความสิ้นหวัง เทพเจ้านวโลหะปลุกจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของมันกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเปลี่ยนความรู้สึกอยุติธรรมทั้งหลายให้กลายเป็นความโกรธแค้นชิงชังจนสองตาแดงฉาน
พลังสภาวะของเทพเจ้านวโลหะก็พุ่งทะยานขึ้นราวกับภูเขาไฟระเบิด ร่างกายของมันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานจากความร้อนสูงที่พวยพุ่งออกมา ตามมาด้วยหมัดที่ส่งตรงออกไปเบื้องหน้าราวกับการปะทุของภูเขาไฟ
วินาทีนั้นเสียงแตกร้าวดังขึ้นจากร่างกายของเทพเจ้านวโลหะถี่ยิบ รอยแตกร้าวมากมายที่กระจายอยู่ทั่วร่างแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว จนแตกลึกลงไปถึงเนื้อใน เผยให้เห็นเลือดเนื้อและกระดูก
อาการบาดเจ็บของเทพเจ้านวโลหะเลวร้ายลงในทันทีที่มันฝืนใช้พลังออกมาจนถึงขีดสุด
ทว่ามันก็ไม่สนใจ หากแต่ยังเร่งเร้าสภาวะออกมาไม่หยุดจนรอยแตกร้าวแผ่ขยายใหญ่ขึ้นทุกวินาที เสียงแตกร้าวดังขึ้นติดต่อกันไม่ได้หยุด ดังประสานไปกับเสียงระเบิดที่ดังกึกก้องจากหมัดที่ชกเข้าใส่เขตแดนของกัส
เมื่อเห็นการโจมตีอย่างไม่คิดชีวิตของเทพเจ้านวโลหะ กัสกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มแสดงอาการแตกตื่นออกมาให้เห็น ทั้งสองเผยให้เห็นถึงความร้อนรนและพยายามตรงเข้าไปขัดขวาง
กลีบบัวนับไม่ถ้วนถูกส่งออกมาอย่างเร่งร้อนจนดอกบัวเพลิงต้นกำเนิดนับไม่ถ้วนถึงกับร่วงโรยเพราะฝืนเค้นพลังออกมาเกินกว่าที่มันจะให้ได้
แต่ถึงจะส่งกลีบบัวออกมามากเพียงใด แต่เมื่อต้องเผชิญกับพลังโจมตีที่ทุ่มสุดกำลังของเทพเจ้านวโลหะ กลีบบัวเกือบทั้งหมดก็ถูกบดขยี้จนแตกสลายเป็นสะเก็ดไฟปลิวว่อนไปทั่วราวกับจะมอดดับได้ทุกเมื่อ
เมื่อเทพเจ้านวโลหะเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น กำลังใจของมันก็พุ่งทะยาน เสียงหัวเราะดังออกมาอีกครั้ง ตามมาด้วยความตั้งใจฆ่าที่ดุดันเกรี้ยวกราด
“ฮะๆๆ สุดท้ายเจ้าก็ทำได้แค่นี้!! ต่อให้เจ้าจะมีความสามารถที่น่าทึ่ง แต่เจ้าเพิ่งจะบรรลุเทพเท่านั้น!!”
เมื่อได้สัมผัสกับความสำเร็จและความได้เปรียบ ความมั่นใจของเทพเจ้านวโลหะก็ฟื้นคืนกลับมา ความเชื่อมั่นของมันเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง ตามมาด้วยความต้องการฆ่าที่ทวีความรุนแรงขึ้น ราวกับต้องการระบายความรู้สึกขมขื่นที่มันได้รับ
ทว่าสิ่งที่เทพเจ้านวโลหะไม่ทันสังเกตเห็นเลยก็คือ ภายใต้ความร้อนรนและความตื่นตระหนกของกัสและร่างญาณศักดิ์สิทธิ์นั้น กลับมีความตื่นเต้นยินดีซ่อนอยู่ในแววตาของทั้งสอง
ความตื่นเต้นนี้ถูกซ่อนเอาไว้อย่างแยบยล ซ่อนเอาไว้ในส่วนลึก ขณะที่การแสดงออกของทั้งสองก็ไม่ได้เกิดขึ้นจากการเสแสร้งเช่นกัน
เขตแดนของกัสกำลังพังทลายจริง ภายใต้การโจมตีอย่างสุดกำลังของเทพเจ้านวโลหะที่เป็นเทพเจ้าที่แท้จริง เขตแดนของกัสจึงเกิดความเสียหายขึ้น
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้เพราะไม่ว่าเขตแดนของกัสจะแข็งแกร่งและสมบูรณ์เพียงใด มันก็เป็นเพียงเขตแดนที่เขาสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่เป็นเทพเทวะเท่านั้น ไม่ใช่เขตแดนที่สร้างขึ้นจากพลังของเทพเจ้าที่แท้จริง
รากฐานของมันจึงต่างจากเขตแดนของเทพเจ้าที่แท้จริง เมื่อเผชิญกับพลังอันดิบเถื่อนและการระเบิดพลังกฎเกณฑ์ของเทพเจ้านวโลหะ เขตแดนของกัสย่อมไม่อาจต่อต้านได้
ทว่าเขตแดนของกัสก็สมกับที่เป็นเขตแดนที่สมบูรณ์จนบรรลุถึงระดับของโลกมิติส่วนตัว มันไม่ได้พังทลายในระยะเวลาอันสั้น แต่กลับค่อยๆ พังทลายลงอย่างช้าๆ จากพลังทำลายล้างที่น่าสะพรึงกลัว
พลังส่วนหนึ่งของเทพเจ้านวโลหะถูกดูดซับไปได้สำเร็จและถูกส่งกลับไปอย่างดุดัน ทำให้อาการบาดเจ็บของเทพเจ้านวโลหะทวีความรุนแรงขึ้นตลอดเวลา
ทว่าเทพเจ้านวโลหะก็ไม่สนใจ ราวกับมันโกรธจนเลือดเข้าตา มันไม่สนว่าร่างญาณศักดิ์สิทธิ์จะลอบจู่โจมมันจากตำแหน่งไหน มันสนใจเพียงส่งหมัดที่อัดพลังทั้งหมดเอาไว้ออกไปทีละหมัดๆ ติดต่อกันไม่ขาดสาย
ยิ่งหมัดถูกชกออกไปมากเท่าไหร่ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเขตแดนของกัสก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ดอกบัวเพลิงต้นกำเนิดถูกทำลายหายไปเกินกว่าครึ่งแล้ว คุนเผิงผลึกแก้วของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็แตกสลายไปนับไม่ถ้วน
เขตแดนของกัสกำลังพังทลายอย่างชัดเจน ไม่ว่ากัสจะพยายามต่อต้านเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล
เมื่อเห็นท่าทางของกัสกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ เทพเจ้านวโลหะก็ยิ่งตื่นเต้น ยิ่งมีความเชื่อมั่น จนท้ายที่สุดมันก็แทบจะลืมความผิดพลาดที่เพิ่งจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ไป
ภายใต้ความเชื่อมั่นที่ฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว เทพเจ้านวโลหะก็ได้ก่อความผิดพลาดแบบเดิมขึ้นอีกครั้งโดยที่มันเองก็ไม่รู้ตัว
ความผิดพลาดนี้เกิดขึ้นอย่างเงียบงัน เกิดขึ้นจากการชักนำของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยวิชาห้วงคิดคำนึงที่ทำให้เทพเจ้านวโลหะมองข้ามความผิดปกติเล็กๆ ที่เกิดขึ้นไปโดยไม่ได้ตั้งใจ
ในสภาวะที่พลังเดือดพล่านถึงขีดสุด ความผิดพลาดเล็กๆ นี้ก็ง่ายต่อการถูกมองข้ามอยู่แล้ว ยิ่งถูกรบกวนด้วยวิชาห้วงคิดคำนึงก็ยิ่งยากจะสังเกตเห็น
เทพเจ้านวโลหะจึงไม่รู้ตัวเลยว่าทุกครั้งที่มันทำลายความพยายามต่อต้านของกัสนั้น การกระทำของกัสดูผิดปกติยังไง
เปลือกนอกกัสดูเหมือนจะพยายามต่อต้านการพังทลายของเขตแดนด้วยการรวบรวมพลังในเขตแดนมาผสานกันอีกครั้ง แต่ทุกครั้งที่เขาทำแบบนี้ เทพเจ้านวโลหะก็จะมองมาแล้วชกหมัดใส่จุดที่กัสรวมพลังเอาไว้เสมอ
ความพยายามทั้งหมดของกัสจึงถูกทำลาย แต่มันก็ถูกทำลายได้ง่ายเกินไป ซึ่งขัดกับนิสัยใจคอของกัส ขัดกับความเชื่อมั่นของกัส มันจึงไม่รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ แท้จริงแล้วเป็นความตั้งใจของกัสเองที่รวบรวมพลังภายในเขตแดนมาเพื่อให้เทพเจ้านวโลหะทำลาย
แต่อันที่จริงต่อให้เทพเจ้านวโลหะจะสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ มันก็คงไม่คิดอะไรมากนักเพราะนอกจากทำลายเขตแดนของกัสเพื่อหลบหนีไปแล้ว มันก็ไม่มีวิธีอื่นอีก
ทว่ามันก็ยังมีความต่างระหว่างการ ‘รู้’ และ ‘ไม่รู้’ หากเทพเจ้านวโลหะสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ มันคงจะระวังตัวมากกว่านี้ แต่เพราะมันมองไม่เห็นความผิดปกติ ประกอบกับความเดือดดาลและความรู้สึกเดือดพล่านในจิตใจจากความรู้สึกอยุติธรรมที่มันได้รับ ทำให้มันระเบิดพลังออกมาโดยไม่สนใจสิ่งใด
ผลลัพธ์จากความพยายามที่บ้าคลั่งนี้ส่งผลให้อาการบาดเจ็บของมันทวีความรุนแรงขึ้นอย่างน่ากลัว
รอยแตกร้าวบนร่างกายแผ่ขยายออกไปจนเกือบจะครอบคลุมร่างกายทั้งหมด รอยแตกที่ลึกที่สุดถึงกับเผยให้เห็นกระดูกที่อยู่ภายใน ความเสียหายในระดับนี้ หากจะบอกว่าสาหัสก็นับว่าสาหัส
แต่สำหรับเทพเจ้าที่แท้จริงอย่างเทพเจ้านวโลหะ อาการบาดเจ็บนี้ยังไม่ทำให้มันต้องหวาดกลัวเพราะมันเป็นเพียงอาการบาดเจ็บทางกายเนื้อเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้เทพเจ้านวโลหะจึงรักษาความบ้าคลั่งเอาไว้โดยไม่กลัวเกรง ระเบิดพลังออกมาอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด โดยไม่สนใจว่าจะต้องบาดเจ็บเท่าไหร่
สุดท้ายหลังจากซัดหมัดออกไปติดต่อกัน 28 หมัด เขตแดนของกัสก็ปรากฏรอยแตกร้าวแผ่ขยายออกไปรอบทิศทาง ความมั่นคงของมิติถึงกับพังทลายจนเกือบจะแตกสลาย
“จบสิ้น! พังทลายไปซะ!!!”
สิ้นเสียงคำรามเทพเจ้านวโลหะก็ระเบิดพลังออกมาจนถึงขีดสุด ปลดปล่อยพลังออกมาจนเกินขีดจำกัดที่มันสามารถใช้ได้จนรอยแตกร้าวปกคลุมทั่วทั้งหมัด ก่อนจะชกไปยังจุดศูนย์กลางของรอยแตกร้าว
กัสเห็นแบบนั้นก็กู่ร้องออกมาด้วยความเดือดดาล พร้อมกับรวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ในเขตแดนมารวมกันแล้วส่งออกไปปะทะกับหมัดของเทพเจ้านวโลหะ ราวกับต้องการต่อต้านการพังทลายนี้ด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
ความพยายามของกัสได้รับการตอบแทนเป็นรอยยิ้มเหยียดหยามและการบดขยี้อย่างโหดเหี้ยม
เสียงแตกร้าวดังสะท้านขึ้นมาครั้งหนึ่ง ทุกสิ่งก็พังทลาย เขตแดนแตกสลายเป็นชิ้นๆ กลายสภาพเป็นสะเก็ดไฟจำนวนมหาศาลม้วนกวาดออกไปรอบทิศทาง
เมื่อเขตแดนพังทลาย ความพยายามในการต่อต้านของกัสกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็หมดไปทันที หมดไปพร้อมกับการเสแสร้งของทั้งสอง
สีหน้าตื่นตระหนก ความร้อนรน ความสิ้นหวัง อารมณ์ความรู้สึกทั้งหมดสูญสิ้นไปในทันที จนเหลือเพียงรอยยิ้มบางๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความพึงพอใจ
ท่าทางที่เปลี่ยนไปราวกับคนละคนของกัสและร่างญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นทำให้สีหน้าของเทพเจ้านวโลหะเปลี่ยนไปอีกครั้ง ลางสังหรณ์ของเทพเจ้าที่แท้จริงก็บอกให้มันรู้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
พริบตานั้นเทพเจ้านวโลหะก็ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“ลำบากเจ้าแล้วนะเจ้าก้อนเหล็ก เจ้าคงจะเหนื่อยมากที่ต้องมาช่วยข้าทำลายเขตแดนแบบนี้ แต่ก็ต้องขอบใจเจ้าละนะเพราะความพยายามอย่างไม่คิดชีวิตของเจ้า ข้าถึงสามารถบดขยี้เขตแดนจนแหลกเป็นจุณแบบนี้ได้!”
คำพูดที่แปลกประหลาดของกัสทำให้ลางสังหรณ์อันเลวร้ายของเทพเจ้านวโลหะทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขณะ ยิ่งฟังคำพูดของกัส สีหน้าที่แดงซ่านด้วยความบ้าคลั่งก็ยิ่งซีดขาว จนท้ายที่สุดก็ขาวจนปราศจากเลือด
“ไม่จริง! เจ้า..เจ้าหลอกให้ข้าทำลายเขตแดนของเจ้า!!”
วินาทีนั้นจิตใจที่หนักอึ้งของเทพเจ้านวโลหะก็ผ่อนคลายลง ราวกับม่านหมอกที่บดบังจิตใจของมันได้ถูกปัดเป่าจนหายไป ส่งผลให้ความคิดของมันกลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้ง มันจึงตระหนักถึงความผิดปกติบางอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้
ช่วงเวลานั้นความหวาดกลัวก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเทพเจ้านวโลหะ ขณะที่สายตาของมันได้เบนออกไปจากกัสเป็นครั้งแรก เบนไปยังร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ที่ยืนอยู่เงียบๆ ราวกับเงาของกัส
“สิ่งที่รบกวนญาณศักดิ์สิทธิ์ของข้า เกิดจากฝีมือของเจ้างั้นหรือ”
“ถูกต้องแล้ว ทั้งหมดเป็นผลลัพธ์ของวิชาที่เรียกว่าห้วงคิดคำนึง เป็นข้าเองที่ทำให้ท่านมองข้ามความผิดปกติทั้งหมด ทั้งยังทำให้ท่านตัดสินใจ ‘ฝืน’ ทำลายเขตแดน แทนที่จะหลบหนีออกไปด้วยวิธีอื่น”
คำพูดหน้าตายของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ทำให้เทพเจ้านวโลหะหน้าซีดยิ่งกว่าเดิม ร่างกายของมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง คล้ายกับไม่อาจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่อาจยอมรับความรู้สึกอัปยศจนสุดจะทานทนได้
สิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่าความรู้สึกทั้งหมดที่มันแบกรับ คือการที่ศัตรูของมันอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างให้มันเข้าใจทั้งหมด จนทำให้มันรู้สึกเหมือนตัวเองกลายเป็นคนโง่
ความรู้สึกนี้เกรงว่ายังสร้างความอัปยศให้กับเทพเจ้านวโลหะมากยิ่งกว่าการไม่อธิบายเสียอีก
กัสเองก็คิดแบบเดียวกัน จนอดไม่ได้ที่จะมองไปทางร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ด้วยความประหลาดใจ ด้วยท่าทางที่คล้ายกับเพิ่งจะเข้าใจนิสัยของพี่น้องคนนี้เป็นครั้งแรก
หลังจากนั้นกัสก็ส่ายหน้าด้วยความเห็นใจ จากนั้นก็ขยับฝ่ามือทั้งสองอย่างแผ่วเบา โบกสะบัดไปมาอย่างเชื่องช้า ราวกับกำลังร่ายรำด้วยฝ่ามือทั้งสอง จนกระทั่งจรดฝ่ามือเป็นรูปดอกบัว
“ต้องขอบใจเจ้านะเทพเจ้านวโลหะ เพราะความพยายามของเจ้าทำให้เขตแดนของข้าถูกบดจนเป็นจุณ ข้าก็เลย..สร้างเขตแดนขึ้นมาใหม่ได้ง่ายขึ้น!”
พูดจบกัสก็กระตุ้นพลังของตนเอง ใช้กฎเกณฑ์ ‘ห้วงวัฏจักรแห่งการกลืนกิน’ ที่เกิดจากการหลอมรวมกฎแห่งชีวิต กฎแห่งความตายและกฎแห่งการกลืนกินเข้าด้วยกัน
กฎเกณฑ์นี้แฝงไว้ด้วยพลังของวัฏจักรและการกลืนกิน ใช้การกลืนกินเป็นเส้นแบ่งของวัฏจักร ก่อให้เกิดวงจรที่สมบูรณ์ของชีวิตและความตายขึ้น
“เขตแดนที่พังทลาย คือด้านตายของเขตแดน เมื่อผ่านวัฏจักรแห่งการกลืนกินก็จะถือกำเนิดใหม่ เกิดเป็นชีวิตของเขตแดน”
วินาทีที่กัสพูดออกมา ฝ่ามือของกัสก็เรืองแสงสีทองดำออกมาอย่างอ่อนจ้าง แสงสีทองดำนี้ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยิ่งแสงสีทองดำเจิดจ้าเท่าไหร่ สะเก็ดไฟที่ปลิวว่อนไปรอบทิศทางก็ถูกดึงดูดเข้ามาเร็วขึ้นเท่านั้น
เพียงอึดใจหนึ่ง สะเก็ดไฟก็กลับมารวมกันจนก่อให้เกิดดอกบัวสีทองดำดอกหนึ่งที่เป็น ‘ดอกบัว’ ของจริง ไม่ได้เป็นเพียงรูปร่างของพลังอีกต่อไป
นี่คืออำนาจของเทพเจ้าที่แท้จริง ใช้กฎเกณฑ์เป็นรากฐาน ใช้พลังเป็นเลือดเนื้อ ใช้ความคิดเป็นกระดูก หล่อหลอมขึ้นมาจนกลายเป็นชีวิตที่แท้จริง
ในช่วงเวลาเดียวกับที่กัสขยับฝ่ามือทั้งสองแล้วจรดเป็นรูปดอกบัว ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ก็ทำแบบเดียวกันแล้วจรดฝ่ามือเป็นรูป ‘ปีก’ คุนเผิงผลึกแก้วที่แตกสลายไปก็กลับมารวมกันที่ฝ่ามือของมัน จนเกิดเป็นร่างของคุนเผิงที่ดูสมจริงราวกับมีชีวิต
“เดิมทีพวกเจ้านั้นมีชีวิต แต่ชีวิตของเจ้าไม่ใช่ชีวิตที่สมบูรณ์ เป็นเพียงพลังที่ก่อเกิดจากธรรมชาติ ร่างกายของเจ้าจึงเป็นร่างกายที่ไร้ชีวิต จิตวิญญาณของเจ้านั้นว่างเปล่า แต่เมื่อพวกเจ้าข้ามผ่านวัฏจักรแห่งการกลืนกินด้วยมือของข้า หลอมรวมกับวิญญาณของข้า พวกเจ้าจึงถือกำเนิดขึ้นมาเป็นชีวิตที่แท้จริง เป็นดังคุนเผิงที่โบยบินไปบนท้องฟ้ากว้าง แหวกว่ายไปทั่วมหาสมุทร”
เมื่อเทียบกับกัส คำพูดของร่างญาณศักดิ์สิทธิ์นั้นค่อนข้างจะเรียบง่าย ทั้งยังพูดออกมาอย่างแผ่วเบา จึงถูกมองข้ามไป
กว่าจะรู้ตัวว่าร่างญาณศักดิ์สิทธิ์เองก็เคลื่อนไหว ก็ยามที่คุนเผิงผลึกแก้วบินวนอยู่รอบดอกบัวจนเกิดเป็นม่านหมอกที่อ่อนจางปกคลุมดอกบัวบนฝ่ามือกัส
ช่วงเวลานั้นเขตแดนที่พังทลายไปก็ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ผ่านอำนาจของกฎเกณฑ์วัฏจักรแห่งการกลืนกินของกัส ซึ่งเป็นไปตามแผนการของพวกเขา
อันที่จริงกัสกับร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ตระหนักได้ก่อนหน้านี้แล้วว่าเขตแดนของพวกเขามีขีดจำกัด แม้ว่ามันจะพัฒนาไปเป็นโลกมิติส่วนตัวที่สมบูรณ์แล้ว แต่รากฐานของมันยังไม่แข็งแกร่งพอ จึงยากที่จะต่อต้านเขตแดนของเทพเจ้าที่แท้จริงได้
ดังนั้นทั้งสองจึงคิดหาวิธียกระดับเขตแดนของตนเองโดยอาศัยข้อมูลเกี่ยวกับพลังของเทพเจ้าที่แท้จริงที่มีอยู่ จนได้มาซึ่งวิธี ‘ทำลายแล้วสร้างใหม่’ ขึ้น
เพียงแต่วิธีที่ทั้งสองคิดนั้น เป็นเพียงการทำลายอย่างช้าๆ แล้วสร้างใหม่โดยอาศัยช่องว่างวิญญาณเป็นตัวช่วย ไม่ได้คิดที่จะใช้พลังของเทพเจ้านวโลหะในการทำลายแต่อย่างใด
ทว่าปัจจัยทั้งหมดที่ทั้งสองต้องการบังเอิญเกิดขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ ร่างญาณศักดิ์สิทธิ์จึงเสนอแผนยืมมือเทพเจ้านวโลหะมาช่วยทำลายเขตแดน
ผลลัพธ์สุดท้ายจึงเป็นไปอย่างที่เห็น เขตแดนถูกบดขยี้จนเป็นจุณ ซึ่งทำให้ง่ายต่อการสร้างใหม่มาก
เมื่อเทพเจ้านวโลหะตระหนักถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ใบหน้าของมันก็แดงก่ำขึ้นมาด้วยความเดือดดาลคั่งแค้น
ทว่ามันก็ได้บทเรียนจากครั้งก่อนแล้ว มันไม่กล้าผลีผลามอีก หากแต่ระมัดระวังตัวอย่างเต็มที่เพราะมันเชื่อว่าหากเขตแดนของกัสถูกสร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังของเทพเจ้าที่แท้จริงแล้วละก็ ความน่ากลัวของเขตแดนจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากจนเขตแดนเดิมไม่มีทางเทียบติด
ภายใต้ความเชื่อมั่นนี้เทพเจ้านวโลหะจึงไม่คิดที่จะลงมือ หากแต่วางแผนที่จะหลบหนี
แต่มีหรือที่กัสจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายหลบหนีไปง่ายๆ ดวงตาของกัสทอประกายขึ้นมาวูบหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าก็เผยให้เห็นถึงความดูถูกเหยียดหยาม
เมื่อเทพเจ้านวโลหะสังเกตเห็นความดูถูกบนใบหน้ากัส ดวงตาของมันก็เปลี่ยนเป็นดุร้าย ความไม่พอใจทำให้มันเกิดความลังเลไปชั่วขณะ
แต่สุดท้ายมันก็ตัดสินใจถอยเพราะมันตระหนักว่ามันในขณะนี้ไม่มีทางเอาชนะกัสได้
“เจ้าคิดหนีแล้วจริงๆ แต่น่าเสียดาย..เจ้าตัดสินใจช้าเกินไป”
สิ้นเสียงดอกบัวบนฝ่ามือของกัสก็เริ่ม ‘งอก’ ออกมาอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มของกัสเหยียดออกอย่างแผ่วเบา
“ดอกบัวหนึ่งดอกก่อกำเนิดหมื่นเหง้า หมื่นเหง้าบัวก่อเกิดเป็นดอกบัวพันหมื่น”
สิ้นคำพูด พลังของกฎเกณฑ์ก็ขับเคลื่อนไปตามการชี้นำของวาจา ซึ่งเป็นหนึ่งในเคล็ดลับการใช้พลังที่เรียบง่ายที่สุด ซึ่งเรียกว่า ‘วัจนะเทพ’
สิ่งนี้คือสิ่งที่แบ่งแยกเทพเจ้าที่แท้จริงจากเทพ ซึ่งใช้เรียกเหล่าครึ่งเทพ เทพอสูรและเทพเทวะ ออกจากกัน
เทพนั้นสามารถใช้พลังของกฎเกณฑ์ได้ แต่ก็เพียงแค่ ‘ใช้’ ผิดจากเทพเจ้าที่แท้จริงที่เป็นผู้ ‘ครอบครอง’ อำนาจและความยากง่ายในการใช้พลังของกฎเกณฑ์จึงแตกต่างกัน
แต่ในความเป็นจริงวัจนะเทพก็เป็นเพียงวิธีง่ายๆ ในการใช้พลังของกฎเกณฑ์เท่านั้น ประสิทธิภาพของมันจึงไม่สูงนัก แต่สำหรับกัสที่เพิ่งจะบรรลุเทพได้ไม่ถึงชั่วโมงวัจนะเทพก็นับเป็นเทคนิคที่ทรงพลังที่สุดแล้ว