เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 140 ไล่ออก

            “เรื่องรอบตัวที่น่าสนใจในเมืองผิง” เป็นรายการโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมสูงมากในท้องถิ่น

            ไม่เครียดเหมือนดูข่าว แต่ก็ไม่เกินจริง เรื่องรอบตัวแค่เกริ่นก็เข้าใจ พุ่งประเด็นสำคัญไปที่เรื่องรอบตัวที่สามารถเกิดขึ้นได้กับประชาชนไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะวิวาทกันของเพื่อนบ้าน น้ำมันจากท่อระบายน้ำ[1]ที่ใช้ในร้านอาหาร การฉีดน้ำเพื่อเพิ่มน้ำหนักในหมู…มีข่าวทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น

            ช่วงต้นปี 2000 ซึ่งอินเทอร์เน็ตยังไม่พัฒนาเท่ากับยุคปัจจุบันหลายคนที่ปิดเทอมหรือเลิกงานจึงมักมีงานอดิเรกคือดูโทรทัศน์

            เนื่องจากเป็นรายการที่สมเหตุสมผลหลายปีมานี้ทำให้มีผู้ติดตามชมอย่างเหนียวแน่น

            ในวันนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ตั้งตารอชมรายการเปิดช่องโทรทัศน์เพื่อรอเวลา นั่งประจำที่รอดูรายการ “เรื่องรอบตัวที่น่าสนใจในเมืองผิง”

            แต่ว่ารายการในวันนี้ดูแตกต่างไปจากปกติเล็กน้อย

            จางซานและหลี่ซื่อทะเลาะวิวาทกันหวังเอ้อและหูลิ่วกำลังโต้เถียงกัน จู่ๆ ก็มีเรื่องแทรกเข้ามา “กองทุนช่วยเหลือการศึกษา”

            สถานการณ์แบบนี้ทำให้พวกเขารู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ

            “มีเรื่องดีๆ แบบนี้ด้วยหรือ”

            “ให้เงินเปล่าๆ ฝันไปเถอะ มีเบี้ยเลี้ยงชีพก็ยังต้องผูกมิตรกับผู้ใหญ่บ้านหากไม่มีความสัมพันธ์อันดี ไม่มีทางได้รับความสำคัญ”

            มีคนไม่พอใจก็ย่อมมีคนที่มีวิสัยทัศน์ “แต่ก็ต้องเป็นคนเรียนดีในโทรทัศน์ก็บอกไม่ใช่หรือว่าเด็กเหล่านั้นล้วนแต่เป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีแต่ครอบครัวไม่มีเงินส่งเสีย เป็นนักเรียนเรียนดีกันทั้งนั้น”

            “นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ…”

            เมื่อมีข่าวกองทุนช่วยเหลือการศึกษาเข้ามาก็ได้รับความสนใจอย่างมากคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้ติดตามรายการนี้แต่ก็นั่งดูอยู่หน้าโทรทัศน์ได้ถกเถียงกันเรื่องนี้

            ต่างคนต่างแย่งกันพูด ถกเถียงกันด้วยความคิดต่างๆ

            แต่แล้วการสนทนานี้ก็หยุดลงอย่างกะทันหัน

            เมื่อในโทรทัศน์ปรากฏวิดีโอของอันธพาลจำนวนมากที่กำลังวิ่งไล่อะไรบางอย่างถึงแม้จะมีการเซนเซอร์หน้า แต่ในมือที่ถือท่อนเหล็กสามเหลี่ยม ไม้กระบอง มีดพร้าอาวุธต่างๆ ครบมือ รูปลักษณ์ที่ดุดันเหล่านั้นทำให้ผู้ชมอดไม่ได้ที่จะใจหาย

            พิธีกรรายการอย่างหลี่หมิงฉีรีบออกมารายงานสถานการณ์ข่าว

            “ช่วงเย็นของวันนี้ผมได้พบว่าในพื้นที่รกร้างทางเหนือของสถานีขนส่งเฉิงเป่ยเกิดการต่อสู้กันอย่างดุเดือด…”

            เนื้อหาทั้งหมดใช้เวลารายงานราวๆ ห้านาทีเต็มระหว่างนั้นมีการสอดแทรกวิดีโอต่างๆ และรายงานอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบแน่นอนว่าหลี่หมิงฉีไม่ใช่หนุ่มไร้เดียงสาที่จะรายงานไม่รอบคอบในตอนท้ายเขาได้ใส่ภาพตอนที่หน่วยปราบจลาจลมาถึงซึ่งในข่าวได้ยกย่องในความรวดเร็วและความจริงจังในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความรับผิดชอบ

            อย่างไรก็ตามประชาชนได้มุ่งความสนใจไปที่ฉากเปิดการทะเลาะวิวาทในตอนแรกแล้ว

            แต่แค่การทะเลาะวิวาทที่มาจากนักเรียนสองคนทำไมถึงกลายเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้…เมื่อได้ยินพิธีกรรายงานว่าผู้บาดเจ็บในตอนนี้ยังไม่พ้นขีดอันตรายก็ทำให้ผู้ชมที่อยู่หน้าโทรทัศน์พากันใจหาย

            ช่างเป็นข่าวที่เขย่าขวัญประชาชนจริงๆ

            นักเรียนเดี๋ยวนี้ทำได้ถึงขนาดนี้เชียวหรือ

            ในเวลาเดียวกัน ณ โรงพยาบาลประชาชนประจำเมืองเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเข้ามาแยกทั้งคู่ออกอย่างทันท่วงทีเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย

            ในเวลานั้นหลิวจินเซียงตะโกนจนคอแห้ง แขนก็ปวดระบม

            โจวกุ้ยฮวาที่ถูกเธอตบตีกลับมีสภาพย่ำแย่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงหน้าตาปูดบวม

            “เกิดอะไรขึ้น”

            คณบดีจางที่เลิกงานแล้วเมื่อได้รับแจ้งทางโทรศัพท์ก็รีบเดินจากอาคารที่พักมาด้วยหน้านิ่วคิ้วขมวด

            “คณบดีจางคะ พวกเขาทำร้ายร่างกายคนอื่นและก่อเรื่องค่ะ”

            โจวกุ้ยฮวาที่เป็นคนผิดรีบฟ้องก่อน แต่เพราะถูกทำร้ายบาดเจ็บน้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงไม่ค่อยชัดเจน

            แต่คนของตระกูลซูได้ยินชัดเจน เพราะความโกรธทำให้พวกเขาพูดไม่ออก

            ทว่ายังมีอวี๋ฉิงที่รู้เรื่องทุกอย่างดีเธอก้าวไปเบื้องหน้าและเล่ารายละเอียดทั้งหมด

            “พวกเขาโกหกค่ะ หลานสาวของฉันเป็นเด็กเชื่อฟังแม้แต่แมลงวันสักตัวยังไม่กล้าตี…”

            “พอแล้ว!”

            คณบดีจางขัดขึ้นทันทีด้วยความโกรธ “เลิกพูดได้แล้ว เรื่องเป็นยังไงผมรู้ดี”

            ในฐานะผู้ชมรายการ “เรื่องรอบตัวที่น่าสนใจในเมืองผิง” ตอนที่เริ่มรายการ คณบดีจางก็นั่งดูอยู่หน้าโทรทัศน์เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นอย่างไร เขารู้ดีเสียยิ่งกว่าทุกคนในนี้

            “ทำร้ายคนอื่น อันที่จริงก็ไม่ถูกต้องหรอก แต่…”

            เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ คณบดีจางชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาหันไปทางห้อง ICU ที่อยู่ด้านข้างเมื่อมองผ่านกระจกก็เห็นใบหน้าอ่อนเยาว์ของเด็กสาวที่อยู่ในนั้น

            โกรธแค้นอะไรกัน ทำไมทำร้ายเด็กสาวคนนี้ได้ถึงขนาดนี้

            คณบดีจางรู้สึกสงสารซูอิน แต่เมื่อได้ยินคำพูดของคนที่อยู่ด้านข้างความรู้สึกเหล่านั้นก็เปลี่ยนไป

            หลิวจินเซียงรีบพูด “คณบดีคะคุณอย่าเข้าข้างเธอเพราะเธอทำงานในโรงพยาบาล หลานสาวของเธอทำร้ายอินอินของเราไม่ขอโทษยังไม่เท่าไร แต่เธอกลับมายืนด่าอินอินของเรา เอาใจเขามาใส่ใจเราดูนะหากเด็กที่นอนอยู่ในนั้นเป็นบุตรหลานของคุณ คุณจะอดทนได้หรือคะ”

            แน่นอนว่าไม่มีทางทนได้

            คณบดีจางพยักหน้า แต่ไม่นานเขาก็จับใจความจากคำพูดของอีกฝ่ายได้ “นี่คือพนักงานในโรงพยาบาลหรือ”

            “ใช่ค่ะ เมื่อครู่เธอพูดเองว่าทำงานอยู่ในโรงพยาบาลนี้”

            เขามองหน้าโจวกุ้ยฮวาอย่างพิเคราะห์ รู้สึกคุ้นตาอยู่เหมือนกันโดยเฉพาะรูปร่าง เหมือนกับว่าเคยเห็นบ่อยๆ แต่นึกไม่ออกว่าอยู่แผนกไหน

            เมื่อนึกไม่ออกเขาจึงถามไปตรงๆ “ไม่ทราบว่าคุณคนนี้อยู่แผนกอะไรหรือ”

            โจวกุ้ยฮวาตัวสั่น แต่ก็เลือกที่จะตอบตามความจริง “โรงอาหารค่ะ…ตักอาหาร…”

            สำหรับคนเรียบง่ายอย่างคณบดีจางเขามักจะไปรับประทานอาหารที่โรงอาหารของโรงพยาบาลอยู่เสมอหากเป็นคนตักอาหารก็แสดงว่าต้องเป็นคนคนนั้นอย่างแน่นอนและเขาก็นึกออกอย่างรวดเร็ว

            จากนั้นเขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ในโรงอาหารกำลังยุ่งอยู่หรือ”

            โจวกุ้ยฮวา : …

            “ฉัน…ได้ยินว่าเกิดเรื่องขึ้นที่นี่ก็เลยวิ่งมาดูค่ะ"

            คณบดีจางไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ของโจวกุ้ยฮวาและซูอินทำให้เขาเข้าใจผิด “ดังนั้นคุณรู้อยู่แล้วว่าหลานสาวตัวเองทำร้ายลูกสาวของคนอื่นแล้วยังตั้งใจมาที่นี่ในเวลางานเพื่อด่าทอผู้ปกครองของคนอื่นหรือ”

            “คณบดีจางคะ หลานสาวของฉัน…เธอ…เป็นแค่เด็กสาวตัวเล็กๆจะไปทำร้ายคนอื่นให้กลายเป็นแบบนี้ได้ยังไงคะ”

            ความอดทนของคณบดีจางหมดลงในทันที “พอเถอะ เรื่องนี้ออกข่าวโทรทัศน์แล้วในนั้นรายงานอย่างชัดเจนหมด ทุกคนล้วนรักลูกหลานในครอบครัวของตนเองทั้งนั้นแต่การที่คุณทำแบบนี้ ผมไม่เคยพบเคยเห็น พนักงานแบบคุณไม่คู่ควรกับโรงพยาบาลของเราพรุ่งนี้หากแผนกการเงินมาทำงานแล้ว ก็เข้ามารับเงินเดือนซะ”

            คณบดีจางเป็นคนทำเพื่อคนอื่นอย่างตรงไปตรงมาหลายปีก่อนเมื่อรู้ว่าหลายๆ ครอบครัวของเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลประสบปัญหาเศรษฐกิจเมื่อเจ็บป่วยร้ายแรงก็ไม่ได้รับการรักษาที่ดี ทำให้เขาคิด “บัญชีสำรองประกันสุขภาพ” ขึ้นมา ทางโรงพยาบาลจะออกค่ารักษาพยาบาลให้ก่อน จากนั้นค่อยๆหักจากเงินเดือนหรือเงินประกันสุขภาพในภายหลัง

            คณบดีที่ไม่ได้คิดจะใช้ประโยชน์จากผู้อื่นเช่นนี้ มีคุณธรรมไม่มีทางที่เขาจะขัดต่อทัศนคติสามประการ

            หากโจวกุ้ยฮวาเป็นพนักงานประจำที่นี่ ตัวเขาคงไม่มีอำนาจไล่เธอออก แต่พนักงานที่ทำงานในโรงอาหารหากจะไล่ออก แค่พูดประโยคเดียวก็จัดการได้ทันที

            เหตุผลก็มีพร้อม ละทิ้งหน้าที่ในเวลางานโดยไม่มีเหตุผล

            โจวกุ้ยฮวารู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า

            เธอเป็นเพียงหญิงชนบท เรียนไม่จบชั้นประถมคนชนบทที่เหมือนกับเธอส่วนมากก้มหน้าตรากตรำทำนาตัวเธอที่ได้มาทำงานในโรงอาหารของโรงพยาบาล นอกจากทำงานสบายแล้วเงินเดือนก็ไม่น้อย บางครั้งที่กลับชนบทก็สามารถเสแสร้งเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคม

            ไม่คิดเลยว่าการที่เธอแค่จะมาดูเรื่องสนุก จะทำให้ต้องตกงาน

            ในเวลานี้โจวกุ้ยฮวาไม่เพียงรู้สึกเจ็บปวดบนหน้าในใจของเธอก็เริ่มรู้สึกไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

            คณบดีจางไม่ใช่ผู้ติดตามชมรายการ “เรื่องรอบตัวที่น่าสนใจในเมืองผิง” เพียงคนเดียว ในคืนนั้นหลายครอบครัวก็ได้รับชมข่าวเหตุการณ์นองเลือดเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

            ข่าวนี้จุดชนวนให้เกิดการอภิปรายในท้องถิ่นอย่างดุเดือด

            กว่าซูอินจะฟื้นก็หลังจากนั้นสามวัน

            ผ่านช่วงเวลาบ่มเพาะมาหลายวัน ทำให้ในเวลานี้สถานการณ์ด้านนอกเปลี่ยนไปมาก

     

    --------------------------------------------------------------------------

    [1] น้ำมันจากท่อระบายน้ำคือน้ำมันราคาถูกที่ได้จากการตักน้ำมันตามบ่อดักไขมันในท่อระบายน้ำของพวกร้านอาหารขนาดใหญ่ในเมืองเพื่อนำมากลั่นเป็นน้ำมันขายใหม่

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569] ที่คุณอ่าน