ณเมืองศิวิลักษณ์ แสงอาทิตย์ยามเย็นที่กำลังลับขอบฟ้าทอแสงอบอุ่นลงมายังหลังคาไม้ของอาคารสายลมเย็นอ่อน ๆ พัดผ่านลงมายังฐานทัพทหารที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าเสียงฝีเท้าของทหารรักษาการณ์ที่เดินลาดตระเวนดังเป็จังหวะมั่นคง
หลังจากการเดินทางกลับมาอย่างเหน็ดเหนื่อยทุกคนตั้งใจจะตรงไปยังโรงนอนเพื่อพักผ่อนให้เต็มที่ เอกบ่นเสียงเบา ๆด้วยท่าทางอ่อนล้า ขณะที่กล้าเดินนำหน้าทุกคนพร้อมแววตาที่เริ่มมองหามุมพักเงียบ ๆแต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ไปถึงโรงนอน บนเส้นทางเดินที่ปูด้วยหินเรียบ พวกเขาก็พบกับพระยาเดโช
พระยาเดโช:พวกเ้า…ไปไหนกันมา ข้าหาพวกเ้าอยู่ทั่วเลย
กล้า:พวกเราออกไปฝึกพัฒนาระดับขั้นเพิ่มนิดหน่อยนะครับ
พระยาเดโช: ไม่น่าล่ะข้าเข้ามา่กลางวันไม่เจอพวกเ้าสักครั้ง
ทิศใต้:ไม่ทราบว่า ท่านมีเื่อันใดรึ…
พระยาเดโช: ข้าแค่จะมาบอกว่าข้าได้รับอนุญาตจากท่านเ้าเมืองให้นำกองกำลังบุกเข้าช่วยคนในหมู่บ้านของพวกเ้าได้
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วพวกเขาต่างก็มองหน้ากันด้วยความดีใจจนแทบลืมความเหนื่อยล้าเมื่อก่อนหน้านี้ไปซะสนิท
รำพา: ในที่สุด!
ยุพิน:นั่น… ดูเป็ข่าวดีเลยนะ
เมื่อคำพูดของพระยาเดโชจบลงความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขาด้วยความหวังและกังวลตอนนี้ดวงตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความคาดหวัง ก่อนที่พระยาเดโชจะกล่าวขึ้นอีกครั้ง
พระยาเดโช: อืม…ตอนนี้พวกเ้าตามข้ามาก่อนเถอะ
ทุกคนพยักหน้าเล็กน้อยแม้พวกเขาจะดูเหนื่อยล้าจากการต่อสู้อสูรศาสตราเมื่อก่อนหน้าแต่เมื่อพูดถึงครอบครัวของพวกเขาแล้วมันเป็ดั่งความหวังที่เป็กำลังให้พวกเขารู้สึกหายเหนื่อย
หลังจากนั้นพวกเขาก็ตามพระยาเดโชไปที่จวนเมือง ทางเข้าที่ปูด้วยหินเรียบเสียงรองเท้าของพวกเขากระทบกับพื้นหินสร้างเสียงดังเบา ๆ ตามจังหวะการเดินบรรยากาศยามเย็นรอบข้างดูเงียบสงบ ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนสีเป็ม่วงอมส้มอ่อน ๆและแสงสุดท้ายของดวงอาทิตย์กำลังลับขอบฟ้า
ณจวนไม้ ที่พักส่วนตัวของพระยาเดโช เมื่อมาถึงจวนไม้ทรงไทยหลังใหญ่มีประตูที่แกะสลักลวดลายอันงดงามก็เปิดออก ตรงกลางลานกว้างแสงไฟจากโคมทองเหลืองรอบจวนไม้หลังใหญ่ส่องสว่าง ทำให้บรรยากาศดูสง่างามพระยาเดโชเดินนำทุกคนไปยังห้องประชุมที่อยู่ด้านในก่อนจะหันกลับมามองพวกเขาแล้วกล่าวขึ้น
พระยาเดโช:ในอีกสองถึงสามวัน ข้าจะนำกองกำลังบุกเข้าไปช่วยชาวบ้านของพวกเ้า
กล้า:จริงหรอครับ!
พระยาเดโช:จริงสิ ข้าก็ว่าจะบอกพวกเ้านานแล้วล่ะ แต่มาที่ไรก็ไม่เจอพวกเ้าสักที
ทิศใต้:ขอบคุณท่านมาก
พระยาเดโช:อืม ข้ายินดีช่วยพวกเ้า แต่…ในตอนที่ข้านำกองกำลังบุกเข้าไปช่วยชาวบ้านน่ะข้าเกรงว่าข้าคงจะให้พวกเ้าไปด้วยไม่ได้จริง ๆ
คำกล่าวของพระยาเดโชทำให้กล้าใเป้นอย่างมากและทำให้ความกลุ้มใจกลับมาอีกครั้งกล้าหันไปสบตากับทิศใต้ ทว่าอีกฝ่ายก็เพียงส่ายหน้าเบาๆ แม้จะไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่กล้าก็เข้าใจความหมายนั้น ก่อนที่เอกจะกล่าวแทรกขึ้นท่ามกลางความเงียบ
เอก:ตอนนี้พวกเราไปฝึกพัฒนาระดับขั้นพลังมาแล้วครับ!แล้วก็ได้เลื่อนขั้นพลังนักรบกันทุกคนด้วยนะครับ
รำพา: จริงด้วยตอนนี้พวกเรามีนักรบขั้นหนึ่งแค่คนเดียวนักรบขั้นสองทั้งหมดสามคนและนักรบขั้นสามอีกหนึ่งคน พวกเราพร้อมสู้มากค่ะ!
รำพากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่จริงจังแต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้พระยาเดโชจะให้พวกเขาไปด้วยเลยเนื่องจากภารกิจนี้ค่อนข้างเสี่ยงและอันตราย ซึ่งถ้าหากมีความผิดพลาดเกิดขึ้นมันอาจจะทำให้เมืองอินตราคิดว่าเมืองศิวิลักษณ์เป็ฝ่ายส่งทหารมาลอบโจมตีอย่างที่ขุนนางคนนั้นกล่าวไว้ก็เป็ได้
พระยาเดโช: ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้อยู่ดี งานนี้ต้องรอบคอบหน่อย เพราะท่านเ้าเมืองกำชับมาว่าให้แค่พาตัวชาวบ้านออกมาและสร้างความเสียหายให้น้อยที่สุดเพื่อให้ไม่มีการเข้าใจผิดว่าเป็การลอบโจมตีเมือง
คำกล่าวของพระยาเดโชทำให้บรรยากาศในห้องเงียบลงอย่างกะทันหันทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความกังวลและไม่พอใจที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ร่วมภารกิจนี้ด้วยทิวที่ยืนเงียบมาตลอดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ทิว:แต่ท่าน…พี่กล้ากับคนอื่น ๆ ก็มีศาสตราวุธพี่พอจะสู้ช่วยได้ข้าคิดว่าให้พวกเขาไปด้วยเถอะครับ
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วพระยาเดโชสบตาทิวอย่างพิจารณา ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่เรียบง่ายก่อนยื่นมือไปตบไหล่ทิว แล้วมองไปที่พวกพ้องเขารู้ดีว่าเด็กที่อยู่เบื้องหน้าเหล่านี้ต้องเป็ห่วงคนในครอบครัวของเขาเป็อย่างมากและพร้อมจะทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะช่วยครอบครัวของพวกเขา
แต่ถึงจะรู้อย่างนั้นแล้วพระยาเดโชก็ไม่สามารถให้เด็กเหล่านี้เดินทางไปด้วยอยู่ดี ไม่ว่าจะทางใดก็ตามนั่นทำให้กล้ากล่าวขึ้นด้วยสีหน้าที่ผิดหวังเล็กน้อยก่อนที่ทิศใต้จะเดินมาตบไหล่เขาเบา ๆ เพื่อเป็การปลอบใจเห็นแบบนั้นแล้วพระยาเดโชนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะถอนหายใจ แล้วกล่าวขึ้น
พระยาเดโช:ข้าเข้าใจนะ ว่าพวกเ้าเองก็อยากจะไปช่วยคนในหมู่บ้านของพวกเ้าแต่ไม่ต้องห่วง ข้าจะพาพวกเขาออกมาโดยปลอดภัยที่สุด
คำพูดนั้นทำให้ทุกคนมองพระยาเดโช สายตาต่างก็มองมาด้วยความหวังจากนั้นพระยาเดโชเดินไปหยิบม้วนกระดาษจากในลิ้นชักโต๊ะในห้องมาก่อนจะคลี่ออกให้ทุกคนดูภายในเป็แผนผังของป้อมปราการฐานทัพทหารทั้งหมดที่ชาวบ้านถูกจับตัวไปไว้ที่นั่นซึ่งระบุไว้ละเอียดแม้กระทั่งจำนวนทหารที่เฝ้ารักษาการอยู่จุดไหนบ้าง
พระยาเดโช:จากที่ข้ากับกองกำลังหน่วยสืบสวนได้แอบเข้าไปในป้อมปราการฐานทัพทหารข้าได้แอบเอาแผนผังนี้ออกมาด้วย และแผนผังนี้ จะบอกเส้นทางด้านในทุกทาง
กล้า:งั้นก็ดีเลยสิครับแบบนั้น
พระยาเดโช: ก็ใช่แต่เื่แผนการ ข้าคิดว่าจะนำกองกำลังเล็ก ๆ บุกเข้าไปตอนเที่ยงคืนซึ่งเป็ตอนที่การป้องกันของที่นั่นน่าจะอ่อนที่สุดจากนั้นก็จัดการทหารรักษาการพวกนั้น แล้วพาชาวบ้านออกมาเท่านี้ก็น่าจะได้
ระหว่างการอธิบายพระยาเดโชชี้นิ้วไปยังแผนผังที่แสดงเขาอธิบายเส้นทางและจุดต่าง ๆ ในแผนการที่จะบุกเข้าภายในป้อมปราการให้กล้าและพวกพ้องฟังอย่างละเอียด เสียงของเขาชัดเจนและหนักแน่น ทุกคนในห้องตั้งใจฟังอย่างเงียบๆ ในไม่นานการอธิบายจบลง พระยาเดโชกล่าวเสริมเล็กน้อย
พระยาเดโช: เพราะฉะนั้นแล้วข้าอยากให้พวกเ้ารออยู่ที่นี่ เพื่อความปลอดภัยของพวกเ้าเอง
พวกเขาพยักหน้าตอบรับอย่างไม่เต็มใจแม้จะเข้าใจที่พระยาเดโชสั่งไว้ก็เพราะไม่อยากให้พวกเขาต้องไปเสี่ยงอันตราย แต่ลึกๆ ในใจของพวกเขาก็ยังคงเป็ห่วงพ่อแม่ของพวกเขาและชาวบ้านคนอื่น ๆพระยาเดโชเองก็รู้สึกได้ถึงความเป็ห่วงของพวกเขาผ่านทางสีหน้าและแววตาของพวกเขา
พระยาเดโช: พวกเ้าไม่ต้องห่วงถึงแม้พวกเขาจะไม่ได้ไปด้วย แต่ข้าจะพาชาวบ้านออกมาอย่างปลอดภัยที่สุด
กล้า:ครับ…
พระยาเดโชที่ได้ยินแบบนั้นแล้วเขาก็เดินออกไปจากห้อง ขณะที่เขาเปิดประตู เขาหันกลับมาแล้วกล่าวขึ้น
พระยาเดโช: ส่วนเื่อาหารของพวกเ้าข้าจะให้ทหารที่รักษาการอยู่หน้าประตูเอามาให้
หลังจากกล่าวจบพระยาเดโชก็เดินออกจากห้องปล่อยให้กล้าและพวกพ้องได้แต่ยืนอยู่โดยไม่รู้จะทำอะไรต่อ เมื่อประตูปิดลงความเงียบก็ปกคลุมห้องแห่งนั้น
ทิว: พวกเราต้องอยู่เฉยๆ แบบนี้จริง ๆ น่ะหรอ
รำพา: แต่ทิว…เขาเองก็ให้สัญญาแล้วว่าจะช่วยพวกเราออกมา พวกเราต้องเชื่อมั่นในตัวเขาสิ
เอกที่ยืนกอดอกอยู่ข้างๆ รำพา ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนกล่าวขึ้น
เอก:เฮ้อ.. ข้าก็ไม่รู้ว่าเขาจะกลับมาเมื่อไหร่และข้าไม่อยากนั่งรอเฉย ๆ เหมือนกัน…
คำพูดของเอกทำให้ทุกคนหันมามองกันด้วยความเห็นพ้องยุพินที่ยืนอยู่ห่าง ๆ ที่มุมหนึ่งของห้อง เธอเดินเข้ามาหาเอกแล้วกล่าวขึ้น
ยุพิน:ข้าว่าเราควรรออยู่ที่นี่ตามที่เขาบอกเถอะ เอ็งอย่าลืมนะว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของพวกเอ็งที่จะทำอะไรได้ตามอำเภอใจได้
กล้า:ที่เอ็งพูดมาก็มีเหตุผล แต่…ตอนนี้ พวกเรา…ทำอะไรได้บ้างล่ะ
เมื่อได้ยินแบบนั้นทุกคนต่างก็มองหน้ากันด้วยความอึดอัดใจ แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมาทำให้ความเงียบที่ปกคลุมทั้งห้อง พวกเขาทำได้แต่เพียงรอพระยาเดโชให้กลับมาในขณะที่รอพวกเขาเดินไปเดินมาอยู่ในจวนไม้แห่งนั้น
เวลาค่อยๆ เคลื่อนผ่านอย่างเชื่องช้าแต่ละวันดวงจันทร์ที่ลอยเด่นในยามค่ำคืนฉายแสงอ่อนโยนลงมายังลานกว้างของจวนเ้าเมืองก่อนจะถูกแทนที่ด้วยแสงอบอุ่นของดวงอาทิตย์ในรุ่งเช้าวันที่ผ่านไปถูกนับด้วยไก่ขันในเช้าของทุก ๆ วัน ทิวเดินไปเดินมาภายในจวนด้วยความกระวนกระวายในขณะที่กล้ายืนมองท้องฟ้าอยู่ริมหน้าต่างจ้องมองออกไปยังถนนที่ทอดยาวราวกับรอคอยบางสิ่งที่ไม่รู้จะมาถึงเมื่อใดซึ่งเป็อยู่แบบนั้นในทุก ๆ วัน
3วันต่อมา ภายในจวนไม้ที่พักส่วนตัวของพระยาเดโชทุกอย่างยังคงเงียบสงัด บรรยากาศรอบข้างชวนให้อึดอัดเสาไม้เรียงรายในพื้นที่โล่งกว้างสร้างเงามืดตัดกับแสงจาง ๆที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาแสงนั้นตกกระทบพื้นไม้จนเกิดเป็ลวดลายที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะของสายลมวันแล้ววันเล่าก็ยังไม่มีท่าทีว่าพระยาเดโชจะกลับมา
รำพา:นี่ก็สามวันแล้วนะ.. ทำไมยังไม่มีข่าวอะไรจากเขาเลยล่ะ
เสียงของรำพาเต็มไปด้วยความกังวลเอกที่นั่งกอดอกอยู่ใกล้ ๆ ถอนหายใจแรง ก่อนจะกล่าวขึ้น
เอก:เฮ้อ.. ข้าเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าทุกอย่างจะเป็ไปตามที่เขาบอกจริงหรือเปล่าไม่แน่บางที.. พวกเขาอาจเจอปัญหาอะไรบางอย่าง
ทิว:ข้าก็เริ่มคิดแบบนั้นเหมือนกัน…มันเงียบเกินไป ไม่มีทหารคนไหนมาส่งข่าวอะไรเลย
กล้า:แต่ในตอนนี้ พวกเราจะทำอะไรได้ล่ะ พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปไหนด้วยซ้ำ…
คำพูดของกล้าทำให้ทุกคนเงียบอีกครั้งสายลมที่พัดผ่านหน้าต่างนำพากลิ่นหอมจาง ๆ ของอาหารที่ทหารนำมาให้ในแต่ละมื้อแม้จะเพียงพอให้พวกเขาอิ่มท้องแต่กลับไม่สามารถลดความกระวนกระวายในใจของพวกเขาได้เลย
วันเวลาผ่านไปพร้อมกับความอดทนที่เริ่มลดน้อยลงความเป็ห่วงครอบครัวและชาวบ้านที่ถูกจับตัวไปยังคงกัดกินหัวใจของพวกเขากล้ายืนพิงกรอบหน้าต่าง มองออกไปยังลานหน้าจวนที่ยังคงไร้การเคลื่อนไหวใด ๆสีหน้าของเขาแสดงถึงความกดดันที่สะสมมาหลายวัน ขณะที่รำพาเดินไปเดินมาเธอหยุดอยู่กลางห้องก่อนจะพูดขึ้น
รำพา:ข้าทนไม่ไหวแล้ว พวกเราอยู่เฉยแบบนี้ไม่ได้
เอก:อืม ข้าก็คิดว่าพวกเราควรทำอะไรสักอย่าง
ยุพิน:นี่ ข้าเข้าใจนะว่าพวกเอ็งเป็ห่วงครอบครัวของพวกเอ็งแต่ถ้าพวกเอ็งทำอะไรผิดพลาดขึ้นมา มันอาจแย่ยิ่งกว่าที่เป็อยู่นี่นะ
คำพูดของยุพินเหมือนจะทำให้บรรยากาศเงียบลงอีกครั้งแต่กลับเป็เพียง่สั้น ๆ ทิวที่นั่งอยู่ใกล้ประตูลุกขึ้นยืนพร้อมเสียงถอนหายใจหนัก
ทิว:แต่ถ้าพวกเรายังอยู่แบบนี้ก็ไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอกครับข้าว่าพวกเราควรตามไปช่วยเขาด้วย
สายตาทุกคนหันไปที่กล้าซึ่งยังคงนิ่งอยู่ที่เดิม เขาไม่ได้พูดอะไรในทันทีแต่ในตาของเขาบ่งบอกถึงความคิดที่ซับซ้อนก่อนจะหันมาหาคนที่เหลือแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
กล้า: ข้าว่าพวกเราต้องออกไปเพราะอยู่ที่นี่ไปก็คงไม่มีอะไรเกิดขึ้นหรอกจะให้รออยู่แบบนี้ก็คงทนต่อไปไม่ไหวหรอก
คำพูดของกล้าทำให้ทุกคนรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาดวงตาของพวกเขาเริ่มเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่นอีกครั้งในผนักอีกด้านทิศใต้ที่ยืนกอดอกยืนพิงพนังอยู่ก็กล่าวขึ้น
ทิศใต้:อืม พวกเราจะออกไปช่วยเขากัน
ยุพิน:ก็ได้ แล้วแต่เอ็ง ต้องระวังกันด้วยล่ะ
เอก:ไม่ต้องห่วงหรอกพี่ยุพิน ตอนนี้ระดับของเกราะอาวุธของพวกเราก็เยอะกันแล้วไม่เหมือนตอนแรกที่เจอกับทหารพวกนั้นข้าเชื่อว่าพวกเราสู้กับทหารพวกนั้นได้แน่ครับ!
รำพา:ใช่ค่ะ!
คำพูดของเอกและรำพาทำให้บรรยากาศในห้องคึกคักขึ้นแต่ในขณะเดียวกัน กล้าก็เริ่มรู้สึกกังวลลึก ๆสายตาของเขาหันไปมองทิวที่ยังไม่มีศาสตราวุธ ก่อนจะเดินไปหาทิวแล้วกล่าวขึ้น
กล้า:ไอ้ทิว…
ทิว:ครับพี่กล้า
กล้า:พี่อยากให้เอ็งรออยู่ที่นี่ แต่ไม่ต้องห่วงเื่พ่อกับแม่นะเดี๋ยวพี่พาพวกเขากลับออกมาอย่างปลอดภัยแน่…
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทิวก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย ถึงแม้ว่าลึก ๆ ในใจเขายังคงเป็ห่วงพ่อกับแม่อยู่ดีสายตาของเขาจับจ้องไปที่กล้า ก่อนตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น
ทิว:พี่กล้า ข้ารู้ว่าพี่ห่วงข้านะ แต่ข้าไม่เป็ไรหรอกถึงข้าจะไม่มีอาวุธ…ข้าเชื่อว่าข้าทำได้มากกว่าอยู่ที่นี่เฉย ๆ
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นของทิวทำให้กล้าอึ้งไปครู่หนึ่งเขามองน้องชายด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจก่อนจะถอนหายใจยาวและพยักหน้า
กล้า:ถ้าอย่างนั้น เ้ามาด้วยก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ให้มาหาพี่นะ
ทิว:ครับ
กล้ายิ้มออกมาเล็กน้อยเมื่อได้ยินคำตอบนั้นก่อนที่บรรยากาศจะผ่อนคลายขึ้นทันทีเมื่อเอกเดินเข้ามากอดคอทิวอย่างสนิทสนมตามมาด้วยรำพาที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก่อนที่เอกจะกล่าว
เอก:ไม่ต้องหรอกครับพี่ เดี๋ยวข้าจะดูแลไอ้ทิวให้อีกคน
ทิว:ข้าต้องให้เอ็งดูแลซะที่ไหนกัน เอ็งน่ะดูแลตัวเองให้รอดก่อนเถอะ
รำพา:ฮ่า ๆ อันนี้ก็จริงนะ
เสียงหัวเราะเบาๆ ของพวกเขาทำให้บรรยากาศในห้องเริ่มเปลี่ยนไปทุกคนมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น
ทิศใต้: ตามที่เขาเคยบอกไว้ว่าการป้องกันของทหารที่นั่นจะอ่อนใน่เที่ยงคืนถ้าถึงเวลานั้นพวกเราก็น่าจะใช้่เวลานั้นแอบเข้าไปได้
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วทุกคนต่างก็พยักหน้าอย่างพร้อมเพรียงแม้ว่าลึก ๆ แล้วความกังวลต่าง ๆ ยังคงวนเวียนอยู่ในใจแต่สายตาของแต่ละคนต่างแสดงความมุ่งมั่นชัดเจน แล้วยุพินก็กล่าวแทรกขึ้น
ยุพิน:แต่... เอ็งต้องระวังหน่อยล่ะพวกเราต้องไปถึงที่ป้อมปราการทหารของเมืองอินทรา่เที่ยงคืน
เอก:พี่ยุพินหมายถึงว่า พวกเราต้องเผื่อเวลาเดินทางสินะครับ
ยุพิน:อืม ถูกต้องแล้วล่ะ
ทิศใต้:งั้นเราไปเตรียมตัวกันคืนนี้
ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ารับพร้อมกันเวลาเวลาในค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างช้า ๆ ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเปลี่ยนเวรยามให้กับดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้าแสงจันทร์นวลอ่อนลอดผ่านหน้าต่างจวนไม้ สาดแสงลงบนพื้นไม้เก่า ๆเสียงลมพัดผ่านทำให้บรรยากาศดูเงียบสงัด
ในขณะที่ท้องฟ้าเริ่มมืดสนิทพวกเขามารวมตัวกันอีกครั้งที่กลางห้อง พูดคุยถึงแผนการที่จะออกจากจวนไม้แห่งนี้แต่ยังคงติดปัญหาอยู่คือ ด้านหน้าของจวนไม้ มีทหารเฝ้ายามจำนวน 2 นาย ที่พระยาเดโชได้มอบหมายให้รักษาการณ์ไว้
หากพวกเขาเดินไปขออนุญาตออกไปยังไงทหารที่เฝ้าหน้าประตูก็ไม่มีทางให้ออกไปแน่ พวกเขาจึงช่วยกันคิดแผนในการจัดการกับทหารสองนายนั้นไม่นานรำพาก็คิดแผนออก ก่อนกล่าวออกไป
รำพา:นี่ ๆ พวกพี่ ข้าคิดว่าถ้าเราแบ่งอาหารเย็นออกไปส่วนหนึ่งแล้วเอาไปให้ทหารที่เฝ้าหน้าประตู ที่ยืนจนเมื่อยมาทั้งวันแล้วถ้าพวกเขากินของอร่อย ๆ จนอิ่มท้อง ก็น่าจะง่วงจนเผลอหลับไปแน่จากนั้นพวกเราก็ค่อยย่องออกไปกันดีไหมล่ะ
เอก:แบบนั้นก็ดีนะ พวกเขาคงไม่สงสัยอะไรด้วย
กล้า:ดีเลย งั้นเอาตามนั้น
เสียงสนทนาของพวกเขาเงียบลงทันทีเมื่อได้ข้อสรุปทุกคนแยกกันไปและรอคอยเวลาที่เหมาะสม
เวลาในค่อยๆ ผ่านไปอย่างช้า ๆ ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเปลี่ยนเวรยามให้กับดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางท้องฟ้า
ทุกคนต่างเอียงหูฟังเสียงฝีเท้าของทหารที่อยู่ด้านนอกจวนไม้เมื่อถึงเวลาพวกเขาจัดเตรียมแบ่งอาหารมื้อค่ำของพวกเขาส่วนหนึ่งออกไปให้ทหารที่เฝ้ายามโดยพวกเขาได้ให้รำพาเป็คนเดินเอาไปให้เธอเดินไปที่ประตูไม้บานใหญ่ที่มีทหารเฝ้ายามอยู่อีกด้าน ก่อนเคาะประตูเบา ๆจากด้านใน
ทางฝั่งของทหารสองนายที่เฝ้ายามอยู่ได้ยินเสียงเคาะประตูจึงเดินไปใกล้ ๆ เปิดประตูออก เผยให้เห็นรำพาที่ยืนอยู่หน้าประตูนั้นแต่เมื่อเห็นอาหารที่เธอถืออยู่ ทำให้สีหน้าของพวกเขาดูผ่อนคลายลง ก่อนกล่าวขึ้น
ทหารเฝ้ายามนายหนึ่ง: มีอะไรรึเปล่ายัยหนู
รำพา:ข้าเห็นว่าพวกท่านยืนเฝ้ายามทั้งวัน คงเหนื่อยแย่เลย ข้าเลย…เอาของมาให้
รำพากล่าวพร้อมยิ้มให้อย่างจริงใจก่อนจะยื่นอาหารจานใหญ่ที่เธอถือมาให้ ทำให้ทหารทั้งสองไม่เอะใจอะไรพวกเขารับอาหารไปอย่างรวดเร็วและนั่งลงกินตรงหน้าประตู
จากนั้นรำพาก็เดินกลับเข้ามาด้านในบอกสัญญาณกับทุกคนให้เตรียมพร้อมและคอยสังเกตทหารเฝ้ายามที่อยู่ด้านนอกเมื่อเสียงพูดคุยของทหารด้านนอกค่อย ๆ เงียบลงไม่นานต่อมาพวกเขาทั้งสองเริ่มเอนตัวพิงกำแพง แล้วในที่สุดก็หลับไป
เอก:เอาล่ะ ได้เวลาแล้ว ไปกันเถอะ
เอกกระซิบเรียกด้วยความระมัดระวังของทุกคนพวกเขาขยับตัวอย่างเงียบเชียบที่สุดแต่ก่อนนะออกเดินทางทิศใต้ไม่ลืมที่จะหยิบเอาแผนผังนำทางในที่อยู่ใต้โต๊ะและแผนผังของป้อมปราการที่พระยาเดโชวางไว้ที่โต๊ะในห้องประชุม
เมื่อก่อนหน้ามาด้วยแล้วเดินเรียงกันออกไปทางประตู กล้าเดินนำหน้า โดยทิศใต้กับเอกคอยปิดท้ายเสียงฝีเท้าเบา ๆ ก็กลืนหายไปกับความเงียบสงัดของค่ำคืนดวงจันทร์ยังคงส่องแสงนำทางให้พวกเขาก้าวออกจากจวน
กลางป่าใหญ่ พวกเขาค่อยๆ ก้าวเท้าไปตามเส้นทางตามกองกำลังของพระยาเดโชที่ไปก่อนหน้าภายใต้ในเงามืดของป่าโดยรอบแม้พื้นดินจะเต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่พร้อมจะส่งเสียงทุกครั้งที่เหยียบแต่พวกเขาต่างระมัดระวังจนเสียงที่เกิดขึ้นแทบไม่ได้ยิน
ทิศใต้:ถ้าเราเดินลัดเลาะไปตามแนวป่านี้ เราจะสามารถเข้าใกล้ป้อมปราการได้โดยไม่ถูกจับตา
กล้า: อืม
หลังจากนั้นพวกเขาเดินทางกันต่อไปในค่ำคืนที่มืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องนำทางพวกเขาไปพื้นดินจะเต็มไปด้วยใบไม้แห้งที่พร้อมจะส่งเสียงทุกครั้งที่เหยียบแต่พวกเขาต่างระมัดระวังจนเสียงที่เกิดขึ้นแทบไม่ได้ยินพวกเขายังคงวิ่งตามร่องรอยที่พระยาเดโชนำกองกำลังเดินทางไปยังเมืองอินทราจนสุดรอย
เมื่อวิ่งตามมาได้สักพักพวกเขาสังเกตเห็นว่ามีแสงไฟสลัว ๆ อยู่เบื้องหน้าไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่ทำให้พวกเขารู้ได้ทันทีว่าด้านหน้าคือทางเข้าเมืองอินทราเป็อย่างแน่ทุกคนจึงหยุดวิ่งและค่อย ๆ เดินเข้าไปใกล้ ๆ อย่างระมัดระวังสายลมพัดผ่านกิ่งไม้ดังแ่เบา ก่อนที่เสียงบางอย่างจะแว่วมาแต่ไกล
เสียงฝีเท้าหนักๆ ที่พยายามจะเคลื่อนตัวอย่างเงียบ ๆ เพื่อเข้าใกล้พบว่ามีเห็นเงาดำเคลื่อนผ่านไปที่เส้นทางด้านหน้าพลประตูเมืองของเมืองอินทราสองคนที่มาพร้อมอาวุธที่ครบมือ พวกเขาเดินลาดตระเวนไปตามป้อม
พลประตูเมืองนายหนึ่ง:เฮ้อ… วันนี้ก็น่าเบื่ออีกเช่นเคยสินะ…
พลประตูเมืองอีกนาย:เอ็งก็อย่าทำเป็บ่นมากเลยน่า
พลประตูเมืองนายหนึ่ง:ข้าก็ไม่ได้อยากบ่นหรอกนะ เมื่อก่อนทหารที่เฝ้ายามตรงนี้มีมากกว่านี้ถ้าไม่ใช่เพราะองค์ชายทั้งสองคนไปตีเมืองและจับชาวบ้านมาละก็ข้าคงมีเพื่อนอยู่คุยเล่นมากกว่านี้ จะได้ไม่ง่วง…
พลประตูเมืองอีกนาย:เอาเถอะ ๆ ให้พวกเขาไปคุมชาวบ้านพวกนั้นไว้ก็ได้คืนนี้พวกเราเฝ้ายามก็ไม่น่ามีอะไรเหมือนคืนก่อน ๆ นั้นแหละ
พลประตูเมืองนายหนึ่ง:ข้าก็ง่วงนี่สิ… ไม่มีอะไรจะทำด้วย ถ้ามีชาวบ้านคนไหนแอบหนีออกมาได้แล้วข้าเห็นนะข้าจะตัดหัวมันเอามาเตะเล่นเลยค่อยดูสิ
พลประตูเมืองอีกนาย:อืม…ว่าง ๆ ไม่มีทำ
กล้าที่ได้ยินคำพูดของพลประตูเมืองของเมืองอินทราแล้วใจของเขาหล่นวูบลงไปถึงปลายเท้า ความหวาดหวั่นแล่นพล่านไปทั่วร่างกายแต่เขาต้องข่มความรู้สึกเอาไว้ และพวกเขาพยายามค่อย ๆ เดินตะคุ่ม ๆเข้าใกล้พลประตูเมืองของเมืองสองคนให้ได้มากที่สุด
เมื่อเดินเข้าใกล้ในระยะที่้าทิศใต้เหลือบมองที่รำพา ราวกับว่า้าจะสื่อให้เธอโจมตีได้รำพาที่เห็นแบบนั้นแล้ว เธอพยักหน้าตอบรับก่อนจะลมหายใจด้วยเธอสงบนิ่งขณะประเมินตำแหน่งของเป้าหมายดวงตาจับจ้องไปที่ลำคอของทหารทั้งสอง ซึ่งเป็จุดอ่อนที่ไร้เกราะป้องกัน
ปิ่นทองที่แหลมถูกขว้างออกไปด้วยความรวดเร็วและแม่นยำได้ปักลงบนผิวเนื้อบริเวณซอกคอของพลประตูเมืองทั้งสองร่างของพลทั้งสองชะงักไปทันที ดวงตาเบิกกว้างเพียงชั่วเสี้ยววินาทีก่อนที่ร่างของพวกเขาจะทรุดฮวบลงกับพื้นอย่างไร้เสียง
เมื่อรำพาสามารถจัดการกับพลประตูเมืองได้แล้วพวกเราก็ได้วิ่งเข้าไปในป้อมปราการฐานทัพทหารทันที
ในระหว่างทางพวกเขายังเจอกับทหารเฝ้ายามอีกหลายคนแต่ไม่ว่าจะมากแค่ไหนพวกเขาก็สามารถจัดการได้อย่างสมบูรณ์แบบจนพวกเขาได้เข้ามาถึงป้อมปราการทหารด้านในได้สำเร็จทิศใต้จึงได้เอาแผนผังของป้อมปราการทหารที่เขาได้หยิบติดมือมาด้วยออกมาดูและเขาก็ได้นำทางให้ทุกคนเข้าไป พวกเขาได้เดินเข้ามาเรื่อย ๆแต่ไม่มีวี่แววว่าจะเข้าใกล้ที่ที่ครอบครัวและชาวบ้านถูกขังไว้เลยกล้าที่เริ่มสงสัยในเส้นทางจึงกล่าวถาม
กล้า:ไอ้ใต้ พวกเราก็เดินมานานมากแล้วนะทำไมข้าถึงยังไม่เห็นว่าจะเข้าใกล้ที่คุมขังเลยสักนิด
เอก:จริงด้วยครับ แถมแถวนี้ก็ดูโล่ง ๆ ไม่เห็นจะมีทหารเฝ้ายามเยอะเหมือนก่อนหน้านี้เลย
ทิว:มันเงียบ ๆ แปลกจริง ๆ นะพี่
ทิศใต้:อืม…ก็ไม่รู้สิ
กล้า:ช่างเถอะ แล้วพวกเราต้องไปทางไหนกันต่อล่ะ
ทิศใต้:ข้าก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน อาจจะต้องไปทางซ้าย ไม่สิ…ลองไปทางขวาดูดีไหม
กล้า:ดูที่แผนผังสิ ไอ้ใต้…
ยุพิน:นี่เ้า! อย่าบอกนะว่า…ที่เดิน ๆ กันมานี่…เ้าไม่ได้ดูแผนผังนั่นเลย!!
ทิศใต้: ก็ใช่…แล้วมันแปลกตรงไหนหรือปกติข้าเดินป่า ข้าก็ไม่เห็นได้ใช้แผนผังอะไรหรอก
ยุพิน:เ้าบ้า! นี่เ้าดูแผนผังไม่เป็…
เมื่อได้ยินแบบนั้นแล้วทิศใต้ก็ได้แต่ยักไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สาเขายื่นแผนผังให้กับกล้าโดยไม่เถียงอะไรต่อ
กล้า:เอาแผนผังมาให้ข้า ข้าจะดูเอง
กล้าคว้าแผนผังในมือของทิศใต้มาคลี่ออกเขาให้นิ้วชี้ไปตามเส้นทางในแผนผังดวงตาของเขากวาดมองไล่ดูตามเส้นทางที่พวกเขาเดินมาคิ้วขมวดขึ้นทันทีเมื่อพบว่าพวกเขาเดินทะลุมาถึงด้านหลังของป้อมปราการแห่งนี้โดยไม่รู้ตัว
กล้า:แย่ล่ะ ตอนนี้พวกเราเดินเลยมาจนอยู่ด้านหลังแล้ว…
เอกที่ได้ยินแบบนั้นรีบขยับตัวเข้ามาดูแผนผังกับกล้าเขามองเพียงไม่นานก็รู้ได้ทันทีว่าที่ป้อมปราการทหารแห่งนี้นั้นมีใจกลางอยู่ซึ่งน่าจะเป็ที่ขังชาวบ้านที่ถูกจับตัวมา ก่อนชี้ไปยังจุดหนึ่งที่อยู่กลางแผนผัง
เอก:พี่กล้า! ดูนี่สิครับ จุดนี้น่าจะเป็ที่ขังชาวบ้านนะ
ทิวที่ได้ยินแบบนั้นเขาค่อย ๆ ชะเง้อมองไปบนแผนผังที่อยู่ในมือของกล้าเขาสังเกตไปตามเส้นทางอย่างละเอียด ก่อนพบว่ายิ่งใกล้ใจกลางของป้อมปราการทหารนั้นมากเท่าไหร่ ยิ่งมีจำนวนของทหารเฝ้ายามมากขึ้นซึ่งมันทำให้เขามั่นใจมากขึ้นว่าครอบครัวของพวกเขาและชาวบ้านคนอื่น ๆถูกจับไปขังไว้แน่
ทิว:ข้าว่าก็น่าจะใช่อย่างที่ไอ้เอกพูดนะพี่กล้า ตรงใจกลางของป้อมปราการทหารนั่นต้องเป็ที่ขังคนที่ถูกจับมาแน่ ๆ ครับ
รำพา:จริงด้วยค่ะ…
กล้าหันหน้าไปหาทิวก่อนพยักหน้าให้เขาชี้นิ้วไปตามเส้นทางและพยายามกวาดสายตามองไปบนแผนผังนั้นอย่างละเอียดเพื่อหาทางที่ใกล้ที่สุดเพื่อไปยังพ่อกับแม่ของเขาและชาวบ้านคนอื่น ๆถูกขังตัวเอาไว้
กล้า:ดูจากแผนผังนี้แล้ว พวกเราน่าจะอยู่ตรงนี้…ตรงด้านหลัง แต่ถ้าจะไปตรงที่เ้าว่าพวกเราต้องเดินกลับไปทางที่ผ่านมา แล้วหาทางแอบเข้าไปด้านในให้ได้
ยุพิน:แต่…คงต้องระวังกันหน่อยแล้วล่ะ เ้าจะจัดการกับทหารเฝ้ายามด้านในพวกนี้เหมือนคนก่อน ๆ หน้าไม่ได้อีกแล้วล่ะ ถ้ามีพวกมันมาเห็นเข้าพวกมันต้องรู้ตัวแน่ว่ามีคนลักลอบเข้ามา
ทิศใต้:อย่างนั้นก็ได้ แต่ถ้ามันจำเป็จริง ๆ เก็บออกหน่อยก็คงไม่เสียหายไม่ว่ายังไงพอพวกเราไปช่วยชาวบ้านที่ถูกขังออกไปได้แล้วก็ต้องออกทางเหมือนเดิมอยู่แล้ว
ทิวชี้ไปที่จุดหนึ่งบนแผนผังเป็เส้นทางแคบ ๆ ที่ดูเหมือนทางเดินเล็ก ๆ อยู่ขนานกับกำแพงป้อมปราการแห่งนั้น
ทิว:เส้นทางตรงนี้ เหมือนจะเป็ทางเดินของทหารลาดตระเวน แต่มันไม่ได้ระบุชัดเจนว่าเป็เส้นทางหลักแปลว่าอาจมีทหารเฝ้าน้อยกว่าตรงประตูทางเข้า
รำพา:จริงด้วยค่ะ! ถ้าเราใช้เส้นทางนี้ เราอาจเข้าไปได้โดยไม่ต้องปะทะกับทหารเยอะเกินไป
กล้าก้มมองที่แผนผังอย่างละเอียดและเริ่มพิจารณาเส้นทางที่ทิวพูดถึงซึ่งเป็ทางเดินเล็ก ๆ อย่างที่ทิวพูดซึ่งเส้นทางนั้นทอดยาวไปจนเกือบถึงใจกลางป้อมปราการมันอาจเป็ทางที่พวกเขาจะเข้าไปได้โดยไม่ถูกพบตัวง่าย ๆ เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วเขาจึงตกลงเลือกให้เส้นทางนั้นทันที ทิศใต้พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนจะออกเดินนำไปเงียบๆ โดยมีพวกพ้องเดินตามหลัง
ทุกคนก้าวอย่างระมัดระวังสายตาสอดส่องไปรอบ ๆ จากนั้น พวกเขาก็เดินตามเส้นทางนั้นไปทันที
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้เขตชั้นในของป้อมปราการบรรยากาศเริ่มตึงเครียดมากขึ้นแสงคบไฟตามกำแพงส่องให้เห็นทหารลาดตระเวนเดินไปมาเป็คู่ ทุกคนพยักหน้า พวกเขาค่อยๆ หลบเลี่ยงเงาทหาร ลัดเลาะไปตามขอบกำแพง พลางใช้สิ่งของรอบตัวเป็ที่กำบังเสียงฝีเท้าของพวกเขาเบาหวิว
ในขณะที่กล้าเดินนำไปทางด้านหน้าเขาก็ชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะยกมือเป็สัญญาณให้ทุกคนหยุดตาม แล้วกวักมือเรียกให้ทุกคนเดินไปดูสิ่งที่ปรากฏตรงหน้าทำให้หัวใจของทุกคนเต้นรัว ๆ ราวกับว่าจะหลุดออกมา
ในตาของทุกคนเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้านั่นก็คือชาวบ้านมากมายทั้งที่คุ้นหน้าและไม่คุ้นหน้ารวมไปถึงครอบครัวของพวกเขาถูกจับมัดมือมัดเท้าด้วยโซ่สีดำและนั่งคุกเข่าเรียงกันไปเป็แถวๆ กันไป ส่วนคนที่มีศาสตราวุธก็จะถูกขังเดี่ยวในกรงขังขนาดใหญ่ ซึ่งมีสนามพลังสกัดกั้นล้อมไว้อยู่ด้านนอกทำให้พวกเขาไม่สามารถใช้ศาสตราวุธได้
เมื่อมองจากที่ที่พวกเขายืนอยู่แล้วจะพบว่าภายในกรงขังนั้นมี ธีระ เป็คุณครูที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันกับทิวและเป็คนที่สู้กับนักรบ เพื่อถ่วงเวลาให้กล้ากับทิวและชาวบ้านวิ่งหนีไปอีกด้วยต่อมาไม่ไกลก็พบว่า วิโรจน์ คนที่เป็ลุงของเอกที่ร่วมเดินทางมาด้วยอยู่ในกรงข้างหลัง ทว่า... สภาพของพวกเขาทั้งสองคนไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่
เมื่อเห็นแบบนั้นแล้วดวงตาของเอกเต็มไปด้วยโทสะและความเป็ห่วง เขาอยากจะพุ่งเข้าไปเดี๋ยวนั้นแต่ก็ถูกทิวห้ามไว้ ทำให้เอกได้แต่กัดฟันแน่น เพื่อควบคุมอารมณ์เอาไว้
จากนั้นพวกเขาเริ่มวางแผนที่จะช่วยเหลือครอบครัวและชาวบ้านคนอื่น ๆโดยจะให้ทิวแยกตัวออกไปช่วยครอบครัวและชาวบ้านคนอื่น ๆส่วนคนที่เหลือจะไปก่อกวนเพื่อดึงความสนใจของทหารให้ได้มากที่สุดเมื่อตกลงกันได้แล้ว พวกเขาก็ได้ลงมือทันที