“ นายท่านๆ ท่านตื่นสิ ตื่นสินายท่าน ข้ารอท่านอยู่ตรงนี้ ท่านเห็นข้ารึป่าว?”
ดวงตา แดงก่ำที่มองเห็นไกลๆ กำลังคืบคลานเข้ามา ใกล้เข้ามา ทิพย์สะดุ้งตื่น นี่เราฝันอะไร? ดวงตานั้นเป็ดวงตาของใคร เป็ดวงตามนุษย์หรือดวงตาสัตว์ประหลาดกันแน่ ทิพย์ได้แต่ครุ่นคิด ก่อนจะเหลือบไปดูนาฬิกาข้างหัวเตียงนอน
“ วันนี้นัดบุษบาไว้นี่” ว่าแล้วเธอก็ลุกไปอาบน้ำแต่งตัว
……………………………………………………………………………………………………………………………………………….
“ป้าแม้ว มีไรกินมั่งคะ” ทิพย์เอ่ยถามแล้วเดินไปตู้เย็นเพื่อเปิดเอานมมาดื่ม แล้วเหลือบไปเห็นบุษบานั่งคุยอยู่กับปู่ของเธอที่ตรงรับแขก ทั้งสองคุยกันหัวเราะชอบใจ ดูเหมือนทั้งคู่จะคุยกันถูกคอซะด้วยสิ
“ปู่กลับมาตอนไหนคะ ทำไมทิพย์ไม่รู้เลย” ทิพย์เอ่ยทักปู่
ปู่หันมาแล้วยิ้ม
“ มาถึงตอนหัวรุ่งจ้ะ ไม่อยากปลุกให้ตื่น พอดีมาเจอบุษบาเพื่อนของหนูรออยู่หน้าบ้าน เลยชวนเข้ามารอในบ้านอย่างที่เห็นนี่ละ” ทิพย์มองมายังบุษบา ซึ่งเ้าตัวได้แต่ยิ้มหวาน
“ท่านปู่เ้าคะ วันนี้ข้ามีนัดกับทิพย์จะไปช้อปปิ้งเ้าค่ะ” บุษบารีบเอ่ย
“เอาสิ..จะไปกันเลยเหรอ” ปู่ตอบอย่างใจดี บุษบายิ้มแป้น
“แล้วเ้ามีเงินหรือเปล่า บุษบา” ปู่ถามต่อ
“ท่านปู่เ้าคะ ข้าเป็ลูกคนร่ำรวย เงินข้าไม่มีหรอกนะเ้าคะ แต่ข้ามีทองงงงงง” บุษบาพูดจบพร้อมชูกำลังทองขึ้นมาอวดทั้งสองหัวเราะชอบใจ
“เ้าเอาทองนี้ไปขาย มีหวังนักโบราณคดีต้องตามมาถึงบ้านปู่แน่ๆ” พูดจบปู่ลุกไปเปิดลิ้นชักหยิบเงินจำนวนหนึ่งมาส่งให้ทิพย์
“ เอาเงินนี้ไปซื้อของให้บุษบานะ เสื้อผ้าสวยๆตามที่เขา้า ราคามันไม่แพงถึงขั้นต้องจ่ายด้วยทองหรอกนะบุษบา” ปูหันมายิ้มให้บุษบาอย่างอ่อนโยน
“ โอยไม่ได้หรอกเ้าค่ะ ข้าจะรับของท่านปู่ได้อย่างไร เอาอย่างนี้ละกัน ท่านปู่ให้เงินข้า ส่วนข้าให้กำไลทองนี้กับทิพย์ เราคนค้าขายไม่เอาเปรียบกันเ้าค่ะ”
แล้วบุษบาก็คว้ามือทิพย์มา บรรจงสวมกำไลให้
“ตอนนี้กำไลนี้อาจจะยังมองไม่เห็นในโลกมนุษย์ แต่เมื่อไหร่ที่พันธนาการของข้าจบลง ทุกคนในโลกมนุษย์จะเห็นมัน” บุษบายิ้มให้ทิพย์ แม้ทิพย์จะไม่เข้าใจสิ่งที่พูดนัก แต่ก็ยิ้มตอบบุษบากลับไป
........................................................................................................................................................................……………
ณ สวนสาธารณะแห่งนี้ ปรเมศธ์จะมาเดินเล่นประจำ เขามองดูดอกไม้ตรงหน้า สักพัก ก็ถอดถุงมือที่ตนเองที่สวมใส่แทบตลอดเวลาออก เอื้อมมือไปแตะดอกไม้ ทันใดดอกไม้ที่กำลังสดชื่นอยู่ก็เหี่ยวเฉาตาย
ปรเมศธ์เกิดมาพร้อมด้วยพลัง หัตถ์ยมทูต เขาสามารถทำลายล้างทุกอย่างให้เป็ผุยผงได้ทันตา แม้จะเป็พลังที่น่าเกรงกลัว แต่มันก็ทำให้เขาเศร้าหดหู่ได้เช่นกัน ปรเมศธ์ไม่สามารถแตะสิ่งของหรือผู้คนทั้ง 3 โลกธาตุ ด้วยมือเปล่าได้ เขาจึงต้องสวมถุงมือตลอดเวลา บางครั้งเขาเองก็อยากััสิ่งต่างๆด้วยมือที่ปราศจากถุงมือ แต่สิ่งนั้นก็จะตาย ผุสลายไป
แม้เวลาจะผ่านมานาน ปรเมศธุ์ยังจดจำใบหน้าเด็กหญิงตัวน้อยๆคนหนึ่งได้อย่างแม่นยำ เมื่อครั้งนานมา ปรเมศธ์ไปดินแดน์กับผู้เป็พ่อ เขาได้เดินเล่นที่สวนดอกไม้ จากนั้นเขาก็เริ่มวิ่งเล่นแล้วใช้มือแตะพืชพรรณ ดอกไม้ ในสวนแห่งนั้น พืชพรรณเ่าั้ก็เริ่มเหี่ยวลง บ้างก็แห้งกรอบตาย ขณะที่เขากำลังสนุก เขาได้พบว่าพืชพรรณเ่าั้ค่อยๆกลับมาสดชื่นและมีชีวิตอีกครั้ง เขามองตามพืชพรรณเ่าั้ไป แล้วได้พบเด็กหญิงคนหนึ่งกำลังแตะดอกไม้ ที่เขาทำให้เหี่ยวเฉาเพื่อคืนชีพให้เหล่าดอกไม้อีกครั้ง
เด็กหญิงได้หันมาสบตาเขานิ่งไม่พูดอะไร เขายังแตะพืชพรรณต่อไป เด็กหญิงคนนั้นก็แตะตามหลังเขามา ทั้งสองไม่พูดจากัน ทำแบบนี้สักพัก ปรเมศธ์เขาก็ได้เผยรอยยิ้มครั้งแรกออกมา
เขาอดรู้สึกดีไม่ได้ เขากำลังทำลายเหล่าดอกไม้ แต่กำลังมีคนๆหนึ่งช่วยมันอยู่ เมื่อเด็กหญิงเห็นเขายิ้ม เด็กหญิงจึงเอ่ยออกมา
“นี่เ้าหยุดทำร้ายเหล่าดอกไม้ได้แล้วนะ”เด็กหญิงยังจ้องมาที่เขา
“ ทำไมเ้าทำลายดอกไม้สวยๆนี้ได้ลงคอ” เด็กหญิงต่อว่า
“เ้ายังไม่เคยเห็นดอกไม้ที่สวยงามจริงๆละสิ” เขาตอบกลับ
“ยังมีดอกไม้ที่สวยกว่านี้เหรอ”เด็กหญิงถาม
“ มีสิ มันชื่อ ดอกบัวหมื่นสี มันใช้เวลานับหมื่นปีกว่าจะออกดอกหนึ่งหน ดอกของมันมีเป็หมื่นสีในดอกเดียว เ้าคงคิดไม่ออกหรอก”เขาทำท่าทางเหนือกว่า
“ข้าไม่เชื่อเ้าหรอก ถ้าข้าได้เห็นกับตาถึงจะเชื่อ” เด็กหญิงทำทางยอกย้อน
“ก็แล้วแต่เ้า ดอกบัวหมื่นสี มันอยู่ที่ดินแดนอสูรกาย การที่จะไปเอามันมา อันตรายมากมาย ถ้าข้าจะเอามาให้ใครสักคน ใครคนนั้นคือคนที่ข้าจะแต่งงานด้วย” เด็กชายพูดจบ ทำท่าหันหลังจะเดินจากไป
“ข้าจะแต่งงานกับเ้า” เด็กหญิงะโออกมา ทำให้เด็กชายหันหน้ากลับมาอีกครั้ง
“ ถ้าข้าแต่งงานกับเ้า เ้าจะไปเอาดอกบัวนั่นมาให้ข้าไหม?” เด็กหญิงยังคงจ้องหน้าเขานิ่ง
ปรเมศธุ์เดินเข้ามาใกล้ๆเด็กหญิงก่อนจะตอบ
“เมื่อเ้าโตขึ้น ถ้าเ้ายังอยากจะแต่งงานกับข้า ถึงตอนนั้นข้าจะไปเอามาให้เ้าเอง” ปรเมศธุ์พูดประโยคเดียวกับที่เขาพูดกับเด็กหญิงตอนนั้น
“เมื่อเ้าโตขึ้น ถ้าเ้ายังอยากจะแต่งงานกับข้า ถึงตอนนั้นข้าจะไปเอามาให้เ้าเอง” แล้วเขาก็ยิ้มออกมา
ทันใดนั้นก็มีพลังของวิหคเพลิงพุ่งมาััตัวเขา
“อะไรกันนี่? วิหคเพลิงอยู่ไม่ไกลจากตรงนี้เหรอ?”
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ขณะเดียวกันนั้น พิทักสินธิ์ที่มายังโลกมนุษย์ ก็ััพลังของวิหคเพลิงได้เช่นกัน เขารีบตามพลังของวิหคเพลิงไป
“ พลังของวิหคเพลิง มาจากทางทิศเหนือ น่าจะไม่ไกลมาก”
เมื่อพิทักสินธิ์มาถึงจุดเกิดพลังวิหคเพลิง เขารับรู้ได้ว่าวิหคเพลิงพึ่งใช้พลังไปไม่นานเท่าไหร เพราะกลิ่นอายพลังยังคงครุกรุ่นอยู่
เขาเพ่งมองไปทั่วบริเวณที่เกิดเหตุ ไม่พบตัววิหคเพลิง แต่เขากลับพบชายหนุ่ม รูปงามใส่ชุดสีดำ รุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา ยืนอยู่และมองมาที่เขา นาทีนั้นเขารับรู้ได้ทันทีว่านี่คือ มัจจุราช
ชายหนุ่มในชุดสีดำได้มองสบตาพิทักสินธิ์ ใช่แล้วเขาคือ ปรเมศธุ์ และปรเมศธุ์เองก็รับรู้ได้ถึงพลังของพิทักสินธิ์เช่นกัน
“ อาชาพยัคฆ์!!”ปรเมศธ์ใเล็กน้อย ตอนนี้เขาอดคิดไม่ได้แล้วว่า งานของเราคงไม่ง่ายอีกแล้วสินะ!!
…………………………………………………………………………………………………….
“ ที่นี่มันที่ไหน?” ทิพย์รู้สึกตัวแบบงงงวย
“ฟื้นแล้วเหรอทิพย์” บุษบาปรี่เข้ามาหา ทิพย์มองสีหน้าของบุษบาไม่สู้ดีนัก
“ ที่นี่มันที่ไหนบุษบา ทำไมฉันดูไม่คุ้นเลย” ทิพย์พยายามจะลุกนั่ง บุษบารีบช่วยประคอง
“บ้านข้าเอง”บุษบาตอบเสียงเบาๆทั้งแสดงสีหน้ากังวล
“มันเกิดอะไรขึ้น ฉันจำได้ว่าก่อนนี้เราซื้อของเสร็จแล้ว และกำลังจะพากันกลับบ้าน จากนั้นฉันก็จำไรไม่ได้เลย” ทิพย์หลับตาทบทวนเหตุการณ์ บุษบานิ่งเงียบก่อนจะเอ่ย
“ข้าเองก็ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น ตอนนั้นห้วงเวลามันถูกหยุดชั่วขณะ”แล้วบุษบาได้เล่าย้อนไปในเหตุการณ์ให้ทิพย์ฟัง
ขณะที่ทั้งสอง ออกจากร้านขายเสื้อผ้า และกำลังจะกลับบ้านกัน
“ทิพย์ วันนี้ข้ามีความสุขมากกกก ขอบใจเ้านะ” บุษบาเดินคล้องแขนทิพย์
ทิพย์ยิ้มแล้วพยักหน้า ก่อนที่ทิพย์จะพูดอะไรต่อ ก็มีเสียงกรีดร้องด้วยความใ ทั้งสองหันมองไปตามเสียงที่กรีดร้อง ภาพที่เห็น รถนักเรียนอนุบาล เบรกแตก เสียหลัก เด็กๆในรถต่างใร้องไห้กันจนฟังจับใจความอะไรไม่ได้ และรถก็กำลังจะพุ่งเข้าหาทั้งสอง บุษบาได้แต่ตาค้าง ทิพย์ใสุดขีดะโออกมา
“หยุดดดด!!”ยกมือทั้งสองข้างขึ้นกำบังตนเอง นาทีนั้นทุกอย่างที่อยู่รอบตัวก็ได้หยุดชะงัก ยกเว้นบุษบา
สิ่งที่บุษบาได้เห็น มีพลังบางอย่างพุ่งออกมาจากบริเวณหน้าผากของทิพย์ แล้วตัวทิพย์ก็ลอยขึ้น ทิพย์ยกมือขึ้นทำท่าทางเหนือนยกของ แล้วรถนักเรียน ก็ลอยขึ้น ทิพย์จัดวางรถนักเรียนไว้ในที่ปลอดภัย เมื่อทุกอย่างปลอดภัยแล้วร่างทิพย์ก็ค่อยๆลงมาที่พื้น ทันทีที่เท้าแตะพื้น พลังงานนั้นก็หายไป ่เวลาที่หยุดชะงักก็กลับมาเป็ปกติ บุษบารีบรับร่างของทิพย์ที่หมดสติ
“ทิพย์ ตื่นสิๆ” บุษบาเขย่าตัวทิพย์ ทันใดนั้นเธอก็ััได้ถึงพลังของมัจจุราช บุษบารับรู้ถึงอันตรายที่กำลังจะมาเธอทั้งสอง
“สายลม!!!!” บุษบาะโสุดเสียง ทันใดนั้นก็เกิดลมพัดมาอย่างรุนแรง พร้อมปรากฏตัวของม้าสีหมอก วิ่งตรงมาหาเธอทั้งสอง บุษบาคว้าบังเหียนขึ้นหลังม้าพร้อมด้วยทิพย์วิ่งหนีหายเข้าไปในสายลม
ทิพย์อึ้งในสิ่งที่บุษบาเล่า
“เ้าทำได้อย่างไรทิพย์” บุษบาถาม
“ฉันทำอะไร?” ทิพย์ยังมึนงงกับสิ่งที่ได้ฟัง
“หยุดห้วงเวลา” บุษบาพูดด้วยน้ำเสียงที่เบา แต่ท่าทางตื่นเต้นแทบหัวใจจจะะเิ
“ฉันไม่รู้ ถ้าหยุดห้วงเวลาได้จริง ทำไมเธอถึงไม่หยุดนิ่งละบุษบา” ทิพย์สงสัย
“นั่นสิ หรือว่า เ้าหยุดได้เฉพาะห้องเวลาของโลกมนุษย์ละ” ทั้งสองมองหน้ากันแต่ไม่มีใครสามารถให้คำตอบแก่กัน
“แล้วเธอพาฉันมาที่นี่ทำไม? ทำไมไม่พาฉันกลับบ้าน” ทิพย์ถามด้วยความสงสัย
“ตอนนั้นข้าใมาก ข้ารับรู้ถึงพลังของมัจจุราช ข้ากลัว คิดอะไรไม่ออก คิดว่าพาเ้ามาที่นี่น่าปลอดภัยที่สุด อย่างน้อยโซ่ตรวนทองคำก็ช่วยกั้นไม่ให้ใครเข้าออกได้ ไม่ว่าจะเป็เทพหรือมัจจุราช” บุษบาพูดจบ สักพักก็ตาโต
“เออใช่ เ้าเข้ามาที่นี่ได้อย่างไรเนี่ย” บุษบาหันควับมาถามทิพย์
“ก็เธอพาฉันมา ฉันจะรู้ได้ไง” ทิพย์ชักสีหน้าใส่
“ไม่ใช่แบบนั้น ข้าหมายถึงที่นี่มีโซ่ตรวนทองคำกักขังอยู่ ไม่มีใครสามารถเข้าออกได้ ยกเว้น....” บุษบามองหน้าทิพย์อย่างตื่นเต้น ทำตาโต
“หรือเ้าคะคะคืออออ จะจะเ้าของงง โซ่ตรวน!!!!”