มิฮารุในวัยสะพรั่งงดงามดั่งภาพเขียนเมื่อเด็กหนุ่มได้พบเพื่อนวัยเด็กที่เขารักที่สุดอีกครั้งพลันรู้สึกลิงโลดจนััได้ถึงจังหวะหัวใจของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกตกตะลึงผสมอยู่ด้วยเพราะข้างกายมิฮารุมีชายหนุ่มอีกคนซึ่งฮารุโตะไม่เคยพบมาก่อนยืนอยู่เมื่อได้เห็นทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนมจึงทำให้เด็กหนุ่มเกิดความประหม่าและสับสนเขาจึงไม่กล้าทักเธอในวันงานปฐมนิเทศนั้น
เมื่อกลับถึงบ้านเย็นวันนั้นเอง ความกลัดกลุ้มก็เริ่มก่อตัวขึ้นในใจของฮารุโตะเด็กหนุ่มไม่ได้คาดหวังว่าเมื่อได้พบกันกับมิฮารุอีกจะต้องทำตามสัญญาเพียงแต่สำหรับเขาแล้ว ความทรงจำเื่มิฮารุนั้นคือสมบัติอันล้ำค่าและเพราะสัญญาในวัยเยาว์ครั้งนั้นเองที่ทำให้เขาเดินทางมาจนถึงตรงนี้ได้อย่างไม่ลังเลแต่เพียงแค่คิดว่ามิฮารุลืมสัญญาของเขาไปแล้ว เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนตนเองไร้จุดยืนและมองไม่เห็นทางข้างหน้า ราวกับกำลังจมดิ่งสู่ห้วงภวังค์ของภาพลวงตา
แม้ว่าทั้งสองอาจจะกลับไปสนิทกันเหมือนแต่ก่อนไม่ได้แล้วแม้ว่ามิฮารุจะมีคนที่ชอบแล้ว หรืออาจมีแต่ตัวเขาเองที่เอาแต่ฝันละเมอเพ้อถึงมิฮารุราวกับคนบ้าแต่ต่อให้เป็เช่นนั้น ความปรารถนาที่อยากจะเจอมิฮารุอีกครั้งก็ยังไม่เสื่อมคลาย

ฮารุโตะตั้งใจไว้ว่า วันรุ่งขึ้นจะรวบรวมความกล้าที่จะทักมิฮารุดูแต่แล้ว...
มิฮารุก็ไม่มาปรากฏตัวให้เห็นอีกเลย
หลังจากวันเปิดเรียนมิฮารุก็ขาดเรียนไปหลายวันและลาออกอย่างกะทันหันในเวลาต่อมาราวกับหายสาบสูญ
แต่ที่น่าแปลกคือ มีนักเรียนอีกหลายคนที่ค่อยๆทยอยกันลาออกจากโรงเรียนเหมือนอย่างมิฮารุ คนอื่นๆที่เหลืออยู่ในโรงเรียนจึงเริ่มพากันแตกตื่นแต่ทางโรงเรียนก็ไม่ยอมชี้แจงรายละเอียดใดๆพร้อมยกเหตุผลว่าเป็เื่ส่วนบุคคลจึงเปิดเผยไม่ได้มาอ้าง
ในเวลานั้นฮารุโตะเป็เพียงแค่นักเรียนมัธยมปลายคนหนึ่งทำให้เขาไม่สามารถทำอะไรได้จึงได้แต่ปล่อยเวลาให้ล่วงผ่านไปโดยที่ไม่ได้เบาะแสข้อมูลอะไรเกี่ยวกับรักแรกของเขาอีกเลยเด็กหนุ่มนึกละอายใจและโทษตนเองอยู่เสมอเื่ที่เขาไม่กล้าเข้าไปทักมิฮารุั้แ่วันพิธีปฐมนิเทศ
แม้ว่าจะเป็เพียงแค่เื่สมมติก็เถอะ เขาก็อดคิดไม่ได้ว่า หากในวันนั้น ตอนนั้นเขาเดินเข้าไปทักมิฮารุ สถานการณ์ในตอนนี้อาจไม่เป็แบบนี้ก็ได้
เหลือไว้เพียงความอาลัยหนักกว่านั้นคือความรู้สึกของฮารุโตะมีต่อมิฮารุก็ยิ่งเพิ่มขึ้นทวีคูณ
ตัดใจไม่ได้! ไม่อยากยอมแพ้! เขากู่ร้องในใจด้วยความเ็ป
แม้ว่าจะถูกผู้หญิงสารภาพรักมากมายเมื่อฮารุโตะลองจินตนาการว่าตนกำลังคบกับหญิงอื่นนอกจากมิฮารุแล้วก็รู้สึกผิดและรังเกียจตัวเองขึ้นมาอย่างอธิบายเป็คำพูดไม่ได้
แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรเพื่อเสาะหาตัวมิฮารุได้
เมื่อสูญสิ้นเป้าหมายแล้ว ฮารุโตะจึงใช้ชีวิตอย่างไร้ค่าเรื่อยเปื่อย
◇◇◇
เวลาก็ล่วงเลยมาสี่ปีแล้ว นับจากที่มิฮารุได้หายตัวไป
ตอนนี้ฮารุโตะกำลังจะบรรลุนิติภาวะด้วยวัยยี่สิบปีแล้วขณะนี้เขาเป็นักศึกษาชั้นปีที่สองในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในโตเกียว
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนแต่นาฬิกาของฮารุโตะก็ได้หยุดเดินลงไปั้แ่วันที่มิฮารุหายตัวไปแล้ว
เด็กหนุ่มใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายแม้จะยังอยู่ในวัยนักศึกษาเขาเรียนไปด้วยพร้อมกับทำงานพิเศษในร้านคาเฟ่แห่งหนึ่ง
วัฏจักรการใช้ชีวิตในแต่ละวันของฮารุโตะคือ ตื่นนอนในตอนเช้าออกไปเรียนที่มหาวิทยาลัย ตกเย็นทำงานพิเศษ เลิกงานแล้วกลับบ้านวนเวียนอยู่อย่างนี้เรื่อยไป
ดูเผินๆ แล้วอาจจะคิดว่านี่เป็วัฏจักรการใช้ชีวิตของนักศึกษามหาวิทยาลัยปกติทั่วไปแต่ชีวิตของฮารุโตะนั้นมีอยู่เท่านี้จริงๆ
ฮารุโตะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยให้ผ่านไปวันๆสำหรับฮารุโตะแล้วบนโลกใบนี้มีเพียงกาลเวลาเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลง
แล้วสิ่งที่เขาไม่คาดฝันก็บังเกิด...
ในวันที่อากาศร้อนสุดๆ วันหนึ่ง วันนี้ท้องฟ้าสดใสอาทิตย์สาดแสงเจิดจ้าราวกับจะแผดเผาถนนหนทางวันนี้ช่างเหมือนวันที่ฮารุโตะต้องจากกับมิฮารุในวัยเด็กเสียจริง สีหน้าของฮารุโตะกลับเยือกเย็นขัดกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุ
เด็กหนุ่มทำหน้าเฉยชาพร้อมกับก้าวขาขึ้นรถโดยสารที่ป้ายรถประจำทางซึ่งอยู่ไม่ห่างจากมหาวิทยาลัยอาจเป็เพราะเขาใช้บริการรถโดยสารใน่บ่าย ผู้โดยสารบนรถประจำทางจึงบางตาหลังจากที่ผู้โดยสารผลัดเปลี่ยนหน้ากันขึ้นลงจนผ่านไปได้หลายสถานีแล้วตอนนี้จึงเหลือผู้โดยสารเพียงสามคนเท่านั้น คือฮารุโตะเด็กสาวมัธยมในชุดเครื่องแบบโรงเรียนมัธยมปลายในสังกัดของมหาวิทยาลัยของฮารุโตะที่ดูเหมือนเพิ่งจะเสร็จจากกิจกรรมชมรมและเด็กนักเรียนผู้หญิงซึ่งน่าจะยังเป็เด็กประถม
นอกจากเสียงประกาศจากคนขับรถที่ดังมาเป็ระยะแล้วก็มีเพียงเสียงเครื่องยนต์เท่านั้น ฮารุโตะได้แต่เหม่อมองทิวทัศน์ที่เคลื่อนผ่านไปทางหน้าต่าง
(...หือ?)
ฮารุโตะรู้สึกเหมือนกำลังถูกจ้องมอง จึงหันไปยังที่ที่รู้สึกถึงสายตาซึ่งมาจากตำแหน่งที่เด็กประถมผู้หญิงคนนั้นนั่งอยู่
(เด็กคนนี้คือ...เอ็นโด ซุซุเนะจังใช่ไหมเนี่ย?)
ฮารุโตะจำเด็กคนนี้ได้ เพราะก่อนหน้านี้เธอเผลอหลับเลยป้ายและร้องไห้ไม่หยุด ฮารุโตะจึงไปส่งเธอถึงที่บ้าน หลังจากนั้นเวลาบังเอิญขึ้นรถคันเดียวกันก็จะถูกสายตาของซุซุเนะจ้องมองมาเสมอเขาจึงพอจะจำเด็กคนนี้ได้บ้าง
เมื่อซุซุเนะเห็นว่าฮารุโตะรู้ตัวแล้ว และจ้องมองกลับมาหนูน้อยจึงลากสายตาก้มมองลงไปที่พื้นแทน
(เรา....ทำอะไรผิดไปหรือเปล่าเนี่ย?)
ฮารุโตะพยายามหาคำตอบเท่าไรก็คิดไม่ออก
คงจะไม่ใช่เื่แปลกที่ถูกมองหรอกมั้ง ก็เราเคยคุยกับซุซุเนะจังครั้งหนึ่งตอนที่ช่วยเธอเอาไว้นี่นา
ตอนนั้นก็ไปส่งถึงหน้าบ้านจนคุณแม่ของซุซุเนะจังต้องออกมาขอบคุณด้วยนี่ คงไม่ใช่ว่าซุซุเนะจังมองหน้าเราเพราะมีปัญหาอะไรหรอก เราคงจะคิดมากไปเองนี่ก็คาใจจนอยากจะถามหรอกนะ หากเป็แค่เื่เข้าใจผิดขึ้นมาเราคงดูเป็พวกตัวประหลาดในสายตาคนอื่นแน่ๆยิ่งในสมัยนี้ขนาดเด็กตัวเล็กๆ ยังรู้จักวิธีการป้องกันตัวจากคนแปลกหน้าเลย
(การชวนเด็กสาววัยประถมคุยในรถประจำทางเนี่ย...ดูยังไงก็ไม่ต่างจากโรคจิตล่ะนะ)
อืม...ช่างเถอะ ฮารุโตะรู้สึกหัวเสียนิดหน่อยจึงถอนหายใจและเมินเฉยต่อสายตาของซุซุเนะ
“โอ๊ะ!”
จู่ๆ รถบัสก็สั่นะเือย่างรุนแรง
ฮารุโตะรู้สึกเบาโหวงราวกับล่องลอยในอากาศไปชั่วขณะ ร่างกายเขาก็กระแทกกับหลังคาภายในรถอย่างรุนแรง
“อั่ก...!”
ฮารุโตะปวดร้าวไปทั้งร่างกายและหายใจไม่ออกความรู้สึกร้อนวาบแล่นไปทั่วร่างราวกับถูกน้ำร้อนราดทั้งตัว รู้สึกเวียนหัวและจู่ๆสติก็เลือนราง
ภาพสุดท้ายที่เขาเห็นก่อนจะหมดสติไปคือภาพภายในรถบัสที่บิดเบี้ยว
(รถชน...เหรอเนี่ย?)
ถึงแม้ฮารุโตะจะไม่ค่อยมีสติ แต่เขาก็พอจะมองสถานการณ์ออก
เรากำลังจะตายเหรอ? ร่างกายเขาชาจนไม่รับรู้ถึงความเ็ป เมื่อเด็กหนุ่มเริ่มตระหนักได้ถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามา เขาก็รู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ
“อั่ก...!”
เด็กหนุ่มพยายามเปล่งเสียงออกมาอย่างสุดกำลังด้วยพลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่มีเพียงเสียงไอปนเืเท่านั้นที่เล็ดลอดออกมาจากปากเขา
“มี่...จั...”
ในใจฮารุโตะะโเรียกชื่อมิฮารุน้ำตาของเขาไหลรินเป็สายผสมกับโลหิตที่หลั่งออกมาไม่ขาดสติเลือนรางจนแทบจะไม่รู้สึกตัว
.............ฮารุ............ด้วย
ราวกับได้ยินเสียงไพเราะแสนหวานดังเข้ามาในโสตประสาท
ทันใดนั้น พื้นดินก็พลันเปลี่ยนเป็มิติรูปเรขาคณิตซ้อนกันหลายๆชั้นขนาดใหญ่!
“ข่าวต่อไปค่ะ วันนี้เวลา 15:23 น. เขต......ในกรุงโตเกียว เกิดอุบัติเหตุรถประจำทางชนประสานงากับรถบรรทุกขนาดกลางทำให้มีผู้โดยสารสามคนในรถเสียชีวิตในขณะที่สามารถช่วยคนขับรถได้อย่างหวุดหวิดราวกับปาฏิหาริย์แม้ว่าจะอาการสาหัสมากก็ตามส่วนสาเหตุนั้นสันนิษฐานว่าเกิดจากการที่คนขับรถหลับในขณะปฏิบัติงาน”