บทที่ 3 ถูกรังควาน
เจ็ดวันเต็ม ๆ ที่เฟยชิงหลีกลายเป็เหยาฟางหนิง ในเจ็ดวันนี้ไม่ใช่ว่าอยู่อย่างไร้ประโยชน์ หล่อนไม่ได้หายใจทิ้งไปวัน ๆ ฟางหนิงรู้ดีว่าสภาพของร่างนี้่แรก ๆ แทบดูไม่ได้เลย ขืนออกไปหางานทำ รับประกันได้เลยว่า...ไม่มีใครรับคนร่างผอมแรงน้อยแบบนั้นเข้าทำงานแน่ ๆ
ระหว่างนี้ก็ให้ถือเป็่ชุบตัวก็แล้วกัน ตอนที่เก็บกวาดห้องพัก ฟางหนิงค้นเจอตั๋วอาหารในลิ้นชักจำนวนแปดใบ เจอคูปองอาหารสองใบ นี่จึงเปรียบเสมือนหนทางรอดของพวกเธอ
ฟางหนิงนำตั๋วอาหารสี่ใบไปแลกเนื้อหมู ผักสด และไข่ไก่ที่ร้านสหกรณ์รัฐ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่พัก ส่วนคูปองอาหารสองใบ สามารถแลกอาหารที่โรงอาหารรัฐได้แค่สองมื้อเท่านั้น ถึงมันจะน้อยแต่ก็ดีกว่าไม่มี
ระยะนี้ฟางหนิงจึงเริ่มมีเนื้อมีหนังขึ้นมาบ้าง หล่อนไม่ซูบผอมเหมือนคราวก่อน เรี่ยวแรงก็มีมากขึ้น หล่อนเริ่มอยากหางานทำ แต่เท่าที่ออกไปสำรวจดูโลกภายนอก พบว่ามีแต่พวกงานใช้แรงงานทั้งนั้น
ประเมินจากร่างนี้ที่หุ่นเพรียวผอมตามลักษณะของอิสตรี คงทำงานแบกหามพวกนั้นไม่ได้แน่ ๆ โรงทอผ้าที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟก็ดันไม่รับพนักงานเพิ่ม ให้เหตุผลว่าลูกสาวเ้าของโรงงานไม่ชอบขี้หน้าเหยาฟางหนิง
โอ้! ให้ตายเถอะ!!! แบบนี้ก็มีด้วยเหรอ?
เหลือจะเชื่อจริง ๆ ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็มีพวกไร้เหตุผลเต็มไปหมด
แต่ระดับเฟยชิงหลีในร่างของแม่หม้ายคนนี้ จะไม่ย่อท้อต่อโชคชะตาเด็ดขาด หล่อนกินอาหารครบห้าหมู่ กินผักเยอะขึ้น นอนครบแปดชั่วโมงต่อวัน ขัดสีฉวีวรรณเป็อย่างดี ดังนั้นสีผิวที่ขมุกขมัวก็เริ่มกลับมาสม่ำเสมอกัน ใบหน้าที่มัวหมองคล้ำหม่นก็กลับมาสว่างสดใส
หล่อนเริ่มรู้จักผลัดแป้งแต่งหน้าเยอะขึ้น นี่แหละหนาที่เขาเรียกว่า ผ้างามเพราะปักดิ้นแพร ผู้หญิงก็เช่นกัน แต่งนิดเสริมหน่อย ทำไมจะไม่สวยล่ะ พอสวยแล้วก็มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น ระหว่างนี้ฟางหนิงก็มีงานอดิเรกทำ คือเขียนบทละครคั่นเวลาไปพลาง ๆ ส่วนหนึ่งคงเพราะไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกเหงาเกินไปนั่นแหละ ฟางหนิงเป็ผู้หญิงสู้ชีวิต ไม่ใช่ผู้หญิงเกียจคร้านที่ต้องแบมือขอเงินสามีไปวัน ๆ
“โม่หลินจ๊ะ ค่อย ๆ ปลูกผักพรวนดินรอแม่อยู่ที่นี่นะ แม่จะไปร้านสหกรณ์รัฐ”
“คุณแม่อย่าไปนานนะคะ”
่ระยะเวลาอันสั้น หลังได้ปรับความเข้าใจและละลายพฤติกรรม โม่หลินกับฟางหนิงก็สนิทกันมากขึ้น โม่หลินสามารถเรียกฟางหนิงว่าคุณแม่ได้อย่างสนิทปาก เด็กน้อยวัยสามขวบอยากให้คุณแม่ใจดีแบบนี้ตลอดไป
ครั้งก่อนฟางหนิงใช้ตั๋วอาหารไปแค่ 4 ใบเท่านั้น ยังเหลืออีก 4 ใบ หล่อนตั้งใจจะนำไปแลกเนื้อหมูสามชั้นติดมัน กับพวกกระดาษสีชา ถ้าเป็ไปได้หล่อนอยากเขียนบทละคร ส่งประกวดที่โรงละครหน้าจัตุรัสเมือง ตามใบประกาศที่ติดอยู่บนผนังอพาร์ทเม้นท์
เงินรางวัลตั้ง 50 หยวน กินหรูอยู่สบายได้สองสามเดือนเชียวล่ะ
ถ้าหล่อนได้เงินรางวัล หล่อนจะเอาไปสร้างงานสร้างอาชีพ!
.
.
“อุ้ย! ตายจริง! เดินอะไรของหล่อน ทำไมไม่ดูทาง ไม่มีตาหรือไง”
ขณะเดินสับเท้าว่องไวอยู่บนลู่ทางเดิน สาวสวยผมลอนสีดำสนิทมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ เดินกระทบหัวไหล่ฟางหนิงอย่างแรง จนร่างน้อยของเธอแทบปลิวล้ม เห็นกันอยู่แท้ ๆ ว่าหล่อนเป็ฝ่ายเดินมาชนฟางหนิงเอง แล้วพูดออกมาได้ยังไงว่าฟางหนิงไม่มีลูกตา!?
“คุณคะ! ช่วยมีมารยาทบ้างก็ดีนะคะ คุณเป็คนชนฉันก่อนแท้ ๆ มาพูดแบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอคะ”
เหยาฟางหนิงไม่ชอบถูกกล่าวหาที่สุด เธอก็อยู่ของเธอดี ๆ แล้วผู้หญิงปากแดงคนนี้โผล่มาจากที่ไหนก็ไม่ทราบ นอกจากไม่มีมารยาท ยังกอดอกสูง...แล้วเชิดหน้าหยิ่ง ปานตัวเองหล่นลงมาจากฟ้า นี่มันบทนางร้ายในละครย้อนยุคชัด ๆ
“ทะเลาะกับใครเหรอครับ?”
ขณะที่สองสาวเริ่มมีปากเสียงกันรุนแรงขึ้น จู่ ๆ เสียงปริศนาก็ลอยเข้ามาแทรกอย่างน่าขุ่นเคือง ั้แ่หย่ากันสามเดือนเศษ อดีตสามีของร่างเดิมก็เพิ่งโผล่มาให้เห็นหน้า ที่แท้ก็หล่อเหลาเอาการ แต่หน้าตาดีแล้วนิสัยไม่เข้าท่า เหยาฟางหนิงคนใหม่ก็ไม่สนหรอกย่ะ
“จะใครได้ละคะ ก็ภรรยาเก่าของคุณนะสิคะ หล่อนจงใจหาเื่ฉัน หล่อนเกือบตบฉันด้วย โชคดีที่คุณมา ไม่งั้นฉันคงถูกหล่อนทึ้งผมรังแก อ้อ...ภรรยาเก่าของคุณหล่อนปากร้ายกว่าที่คุณเคยเล่าให้ฟังอีกนะคะ มิน่าล่ะ...คุณถึงไม่เสน่หาในตัวหล่อนเลย งั้นก็บอกหล่อนไปเลยสินะ ว่าคุณแต่งงานกับหล่อนเพราะผลประโยชน์เท่านั้น”
ชัดเลย! นี่มันบทนางร้ายในละครย้อนยุค!!!
แต่เจอบทนางร้ายในละคร...จากโลกอนาคตหน่อยเป็ไง!
ฟางหนิงม้วนนิ้วมือเป็กำปั้นแน่น ตรงเข้าไปสอยใต้คางอดีตสามี ซึ่งมีชื่อว่าโจวชวนฉวินหนึ่งหมัด แล้วเบี่ยงตัวเล็กน้อย หมายจะตบหน้าสวย ๆ ของผู้หญิงปากแดงคนนั้นสักหนึ่งฉาด ก่อนจะถอยออกมาแล้วชี้นิ้วแม่นไปที่ใบหน้าของโจวชวนฉวิน พร้อมตวาดเสียงดังเอาให้อับอายกันไปข้าง ดีชั่วให้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ช่วยตัดสินกันเอาเอง
“ฟังนะชวนฉวิน! ฉันพลาดที่หลงรักผู้ชายอย่างคุณ และต่อไปนี้ฉันจะไม่มีวันรักคนอย่างคุณอีก เราหย่ากันแล้ว ฉันไม่ได้ไปยุ่มย่ามอะไรกับคุณ อย่างนั้นก็ช่วยจัดการคนของคุณให้ดีด้วย อย่าให้หลุดออกมาเห่าหอนคนอื่นแบบนี้”
คำเตือนของฟางหนิงเฉียบขาด จนเ้าตัวทนฟังไม่ไหว มันไม่มีคำหยาบแต่เจ็บแสบเข้ากระดูก แล้วการที่ชายชาติทหารถูกอดีตภรรยาต่อยตีต่อหน้าสาธารณชน เป็เื่ที่ไม่ควรเกิดขึ้นและทำให้ชวนฉวินอับอายจนอยากหมุดหน้าลงดิน
แต่จะทำแบบนั้นไม่ได้ เดี๋ยวชาวบ้านชาวเมืองจะมองว่า โจวชวนฉวินคนนี้ไร้บทบาทในบ้าน เพราะไม่มีบ้านไหนยอมให้ผู้หญิงเป็ใหญ่กว่าผู้ชายหรอก งั้นก็ต้องกู้หน้าหน่อยแล้วกัน
“ฟางหนิง! ชักจะทำเกินไปแล้วนะ” ฝั่งผู้ชายตวาดลั่นพร้อมง้างมือค้างเติ่ง
เหยาฟางหนิงเชิดหน้ารอให้ตบ ดวงตาของหล่อนท้าทายเกินทน สีหน้าของหล่อนร้ายกาจกว่าเมื่อก่อนหลายเท่าตัว จะแตกต่าง...ก็ที่มันดูร้ายกาจแบบมีชั้นเชิง ร้ายกาจแบบมีจริต หล่อนไม่ได้ร้ายกาจแบบไร้สมองเหมือนที่ผ่านมา
เอาเลยสิ! ถ้าผู้ชายจะตบผู้หญิงในที่สาธารณะ เพียงแค่อยากปกป้องเมียใหม่ ก็เอาให้คนที่นี่เห็นพร้อมกันทั้งหมดนี่แหละ ส่วนที่ฟางหนิงตบสามี ก็ตบสั่งสอนในฐานะที่เขาทรยศความรักของร่างเดิม มีตรงไหนไม่สมควรงั้นเหรอ?
เขาแต่งงานกับหล่อนเพียงเพราะ้าให้พ่อของหล่อน ที่เป็ทหารอยู่ในค่ายเดียวกัน ช่วยดันตำแหน่งให้ตัวเอง ภายหลังเมื่อพ่อของฟางหนิงประสบอุบัติเหตุ จนต้องลาออกจากราชการทหาร เหยาฟางหนิงก็กลายเป็ผู้หญิงไร้ประโยชน์ไปโดยปริยาย ถ้าฟางหนิงมีบุตรชายให้เขาสักคน บางทีจุดจบอาจไม่ได้ลงเอยที่การหย่าก็ได้
ในเมื่อภรรยาใหญ่ป่วยตาย ภรรยารองไร้ประโยชน์ อย่างนั้นก็ไม่แปลกที่ผู้ชายสมองกลวง ๆ อย่างโจวชวนฉวินจะแสวงหาผู้หญิงคนใหม่ และแน่นอนว่าผู้หญิงคนใหม่...จะต้องมีประโยชน์กับเขาไม่ด้านใดก็ด้านหนึ่ง
ได้ยินมาว่ากำลังคบหากับลูกสาวนายกองท่านหนึ่ง และกำลังจะจดทะเบียนสมรสกันเร็ว ๆ นี้ ก็คงเป็ผู้หญิงปากแดงคนนี้สินะ
“เอาเลยสิ! คุณจะตบฉัน...ก็เอาเลยสิ!”
เหยาฟางหนิงอ่านเกมออกว่าเขาต้องไม่กล้าลงมือแน่ ๆ หล่อนก็ยิ่งเปล่งเสียงเล็กเสียงน้อยท้าทายเขา ได้เห็นสีหน้าไม่เอาไหนของเขา เหยาฟางหนิงรู้สึกสะใจจริง ๆ
“ฉันจะฟ้องคุณพ่อ แล้วพาคนมาจัดการหล่อนทีหลัง ผู้หญิงปากร้ายอย่างหล่อนไม่มีวันได้ดีหรอก”
หญิงปากแดงกุมมือชวนฉวินไว้แน่นแฟ้น แล้วออกปากด่าทอฟางหนิงอย่างไม่ลืมหูไม่ลืมตา ...หล่อนคงลืมคิดไปว่า แถวนี้ไม่ได้มีแค่พวกหล่อน ยังมีพวกมนุษย์ป้าทั้งหลายที่กำลังเงี่ยหูฟังอยู่เพียบ
การที่หล่อนบอกว่าจะฟ้องคุณพ่อ จะพาคนของคุณพ่อมาจัดการเมียเก่าของฝั่งผู้ชาย คิดว่ามันดูยิ่งใหญ่และน่ายกย่องงั้นเหรอ ในสายตาของคนอื่นกำลังตัดสินว่าหล่อน...เป็พวกลูกแหง่เอาแต่ใจไงล่ะ
“ไอ่โย่! มาเถอะจ้ะ ฉันกลัวจนขนลุกไปหมดแล้ว หล่อนคิดว่าบ้านเมืองไม่มีกฎหมายงั้นเหรอ อย่าเอาแต่ใจจนเหมือนคนตาบอดหน่อยเลย ฉันจะบอกให้เอาบุญก็แล้วกันนะ หล่อนคิดว่าชวนฉวินแต่งกับฉันเพราะผลประโยชน์ แล้วจู่ ๆ เขาก็ย้ายไปแต่งกับหล่อน คิดว่าไงล่ะ!? คิดว่าเพราะรักแท้งั้นเหรอ ถุย! รักแท้กับผีนะสิ”
หญิงปากแดงได้ฟังสิ่งที่เหยาฟางหนิง ยกขึ้นมาพูดเหยียดหยามก็เริ่มรู้จักฉุกคิด หล่อนเริ่มระแวงขึ้นมา พอเหลือบมองหน้าชายคนรัก ก็รู้สึกหงุดหงิดชอบกล จนต้องสะบัดก้นหนีอย่างเอาแต่ใจ
“เดี๋ยวก่อนสิครับ คุณอย่าไปฟังที่ฟางหนิงพูด ผมรักคุณจริง ๆ นะครับ”
โจวชวนฉวินอยากจะหักคอฟางหนิงให้ขาดสองท่อน แต่ก็ทำไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุด...คือรีบวิ่งข้ามฟากถนนไปง้อผู้หญิงอีกคนให้สำเร็จ
“อ้อ! ใจจริงฉันอยากให้หล่อนได้แต่งไปอยู่บ้านตระกูลโจวเร็ว ๆ ดูซิว่าน้ำหน้าอย่างหล่อนจะรับมือกับปัญหาแม่ผัวลูกสะใภ้ยังไงบ้าง”
ฟางหนิงเผยอหน้ายิ้มเหยอย่างสะใจ ก่อนจะะโไล่หลังลั่นทางเดิน
ในเมื่อเป็ฝ่ายเริ่มก่อน...และเป็ฝ่ายที่ทำให้ฟางหนิงขายหน้า ตอนนี้ก็เอาให้อับอายอย่างเท่าเทียมกันหน่อยเป็ไง