“นี่อาหลิงในเรือนไม้ไผ่พวกนั้นมีอะไรอยู่หรือเหตุใดเ้าจึงได้ล็อกกุญแจแ่านัก” ช่างเป็คำถามที่สมกับเป็แม่ทัพใหญ่ผู้เถรตรงยิ่งนัก
“มันเป็เรือนที่ข้าใช้สำหรับเก็บของ ส่วนมากก็มักจะเป็ ‘ของเล่นหลอกเด็ก’ น่ะ”
หลิงซีตอบไปอย่างไม่ใส่ใจนัก เนื่องด้วยคนทั้งสองประกาศตัวเองว่าจะเข้ามาอยู่ในบ้านของเขาอย่างกะทันหัน หลิงซีจึงไม่สามารถขนย้ายสิ่งประดิษฐ์เ่าั้ออกไปให้ไกลหูไกลตาสองคนนี้ได้ เขาจึงทำได้แค่ล็อกกุญแจเอาไว้เท่านั้น
“..ทั้งหมดนั่นเลยหรือ เปิดให้ข้าดูหน่อยได้หรือไม่”
นั่นปะไร ว่าแล้วเชียว
“ไม่หรอก มีโรงเก็บเหล้าที่ข้าหมักเองด้วย ข้าสามารถเปิดโรงเก็บเหล้าให้ท่านชมได้ แต่สำหรับเรือนหลังอื่นข้าคงเปิดให้ท่านดูไม่ได้หรอก มันน่าอายเกินไปที่จะให้ใครเห็น ‘ของเล่น’ เ่าั้”
“ไม่เห็นจะน่าอายตรงไหนข้าเองก็เคยมีของเล่นอยู่เช่นกัน”
หานหลินพูดเสริมอย่างเป็เหตุเป็ผล ด้วยเขาเองก็นึกสงสัยไม่น้อยเช่นกัน นับั้แ่ที่พวกเขามาที่นี่หลิงซีก็มักจะพยายามหลีกเลี่ยงที่จะไปยังโรงเรือนเ่าั้ที่ตั้งเรียงรายกันมากเกินความจำเป็ หากจะบอกว่าเป็ห้องเก็บของธรรมดาก็ดูจะมากเกินไปสักหน่อย ขนาดห้องเก็บของบ้านเขายังไม่มากเท่านี้เลยด้วยซ้ำ อีกทั้งมันยังถูกล็อกกุญแจเอาไว้อย่างหนาแน่นอีกหลายชั้น มันก็ยิ่งดูน่าสงสัยขึ้นไปอีก
“พวกท่านอยากเห็นของเล่นของข้าจริงๆ หรือ”
“แน่นอน”
“เช่นนั้นท่านผู้เฒ่ามาแต่งเข้าบ้านข้าเป็อย่างไร แล้วหลังจากนั้นข้าจะเปิดให้ท่านดูทุกอย่างเลย ท่านว่าดีหรือไม่”
แค่นี้คงจบแล้วกระมัง…
“ไม่ดี! นี่เ้าลูกชายเปิดให้พ่อบุญธรรมของเ้าดูหน่อยไม่ได้หรือ ตอนนี้ข้าเบื่อจะแย่อยู่แล้ว”
..อันที่จริงจี้ผิงก็ไม่ได้ใส่ใจโรงเก็บของเ่าั้นักหรอก เขาแค่ว่างจนรู้สึกเบื่อเลยคิดจะหาเื่กลั่นแกล้งลูกบุญธรรมของเขาเล่นสักหน่อยก็เท่านั้น
“เอาเถิด ข้าจะเปิดโรงสุราไว้ให้ท่านเข้าไปเยี่ยมชมก็แล้วกัน สุราในนั้นมีมากมายนักคงทำให้ท่านหายเบื่อได้บ้าง”
น่าจะผ่านไปได้ด้วยดีสำหรับยกนี้ หรือเปล่านะ? ..
“อืม ถึงจะพูดแบบนั้นมันก็ยังน่าเบื่อเกินไปอยู่ดีนั่นแหละ นี่เ้าจะไม่ยอมเปิดเรือนเ่าั้ให้พวกข้าได้เข้าไปสำรวจดูจริงๆ หรือ ในเมื่อมันมีแต่ของเล่นก็ไม่เห็นว่ามันจะมีอะไรน่าอายเลยนี่ หรือว่า..เ้าแอบซ่อนของน่าอายอะไรเอาไว้ในนั้นด้วยอย่างนั้นหรืออาหลิง”
“..ก็มีแต่ของเล่นพวกนั้นแหละที่น่าอาย ข้าบอกแล้วหากท่านอยากดูจริงๆ ก็มาแต่งงานกับข้าก่อนแล้วข้าจะเปิดให้ท่านดู อีกอย่างมีใครที่ไหนบ้างจะเปิดห้องเก็บของให้แขกที่เข้าพักในบ้านดูกัน”
“ข้าเป็พ่อบุญธรรมของเ้าก็ถือว่าเป็คนในครอบครัวเดียวกันไม่ใช่คนอื่น แล้วข้าก็จะเข้าไปดูของเล่นพวกนั้นด้วย”
..นั่นปะไร นี่แสดงว่าจะไม่ยอมจบง่ายๆ อย่างนั้นสินะ
“ท่านผู้เฒ่าอย่าเอาแต่ใจตัวเองนักเลย ไม่ว่าอย่างไรนั่นก็เป็สมบัติที่ข้าทะนุถนอมเชียวนะ ถึงมันจะเป็แค่ของเล่นไร้ราคาก็เถอะ”
“อืม น่าสนใจดี แต่ว่านะอาหลิงคุณค่าของสิ่งของไม่ได้อยู่ที่ราคาเสมอไปหรอกนะ พ่อบุญธรรมแค่อยากรู้ว่าสิ่งที่เ้าให้ความสำคัญนั้นคืออะไร และอีกอย่างกุญแจที่เ้าซ่อนไว้ก็อยู่ในมือของข้าแล้ว เ้าห้ามข้าไม่ได้หรอกเด็กน้อย…”
นี่แหละมันถึงจะน่าสนุก ลูกบุญธรรมของเขาจะซ่อนของเล่นแบบไหนเอาไว้บ้างนะ ยิ่งเห็นสีหน้าตกตะลึงของอีกฝ่ายมันก็ยิ่งทำให้เขาอยากแกล้งเ้าเด็กแสบนี่มากขึ้น เขาคิดถูกแล้วจริงๆ ที่หยิบกุญแจพวกนี้ออกมาด้วย
“...!!” นี่มัน..พ่อบุญธรรมของเขาช่างน่าตียิ่งนัก เขาซ่อนเอาไว้ดีแล้วแท้ๆ ยังอุตส่าห์หาเจอจนได้ าในครั้งนี้หลิงซีพ่ายแพ้อย่างราบคาบ และดูเหมือนเขาจะห้ามไม่ได้แล้วด้วย จะให้เข้าไปแย่งกุญแจเ่าั้กลับมาอย่างนั้นหรือ มันย่อมไม่มีทางสำเร็จ เขาคงทำได้แค่คิดหาวิธีรับมือเื่ต่อจากนี้แล้วสินะ
ในเมื่อห้ามไม่ได้แล้วก็คงต้องปล่อยเลยตามเลย ส่วนสองคนนั้นก็กำลังเริ่มไขกุญแจเข้าไปสำรวจห้องเก็บของ ซึ่งมันมีอะไรต่อมิอะไรมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น
และเมื่อพวกเขาได้เห็นมัน ก็คงเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะไม่สงสัย ถึงแม้หลิงซีจะบอกว่ามันเป็ของเล่นก็เถอะ แต่ยังไงซะสองคนนี้ก็คงไม่มีทางเชื่อเขาอย่างเด็ดขาด
แล้วก็เป็ไปตามคาด…
“ของพวกนั้นมันคืออะไร…” แม่ทัพใหญ่ถามขึ้นอย่างฉงนใจ ด้วยตัวเขาไม่เคยเห็นอะไรพวกนี้มาก่อน และไม่ว่าจะอย่างไรเขาก็ไม่สามารถมองของพวกนี้เป็ของเล่นได้ ถึงแม้ว่าตอนแรกเขาแค่อยากจะแกล้งอีกฝ่ายเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะได้เจอสิ่งประดิษฐ์ที่น่าทึ่งเหล่านี้
“ก็ของเล่นไง”
เมื่อได้ยินดังนั้นหานหลินจึงได้พูดสิ่งที่ตนเองคิดออกมาอย่างไม่ปิดบัง “เ้าเรียกสิ่งของเ่าั้ว่าของเล่นอย่างนั้นหรือ ถึงแม้ข้าจะไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่ไม่ว่าจะมองอย่างไรมันก็ไม่เหมือนของเล่นแม้แต่น้อย”
ดูเหมือนท่านกุนซือจะจริงจังกับเื่นี้อยู่ไม่น้อย ซึ่งมันก็ไม่ใช่เื่แปลกอะไรกับผู้ที่มีสมองอันชาญฉลาด ย่อมไม่มีทางที่จะมีความคิดที่ตื้นเขินหรือมองอะไรเพียงผิวเผินอย่างแน่นอน
หลิงซียังคงยืนยันคำเดิม “ท่านคิดมากเกินไปแล้วมันคือของเล่น ถึงแม้มันจะมีหน้าตาไม่ค่อยเหมือนของเล่นทั่วไปก็เถอะ แต่ข้าสามารถยืนยันได้ว่ามันคือของเล่น”
“..เอาออกมาได้หรือไม่” หานคุนไม่สนใจว่ามันจะเป็อะไร แต่เขาเลือกที่จะพูดในสิ่งที่เขา้าแทน
“อันไหนเล่า”
“หุ่นเหล็กขนาดใหญ่สองตัวนั้น…”
หลิงซีผิวปากเสียงหนึ่ง หุ่นเกราะเหล็กขนาดใหญ่สองตัวนั้นก็เริ่มขยับแล้วเดินออกมาจากเรือนเก็บของ มีเสียงฟันเฟืองดังออกมาเล็กน้อยในขณะที่กลไกภายในยังคงทำงานอยู่ หุ่นเกราะเหล็กเยื้องย่างมาหยุดอยู่ตรงหน้าหลิงซีอย่างเชื่องช้า ส่วนคนทั้งสองก็กำลังสำรวจหุ่นเกราะเหล็กอย่างถี่ถ้วน พวกเขาคงกำลังคิดอย่างรอบคอบถึงผลที่จะตามมาหากพวกมันไม่ได้เป็เพียงแค่ ‘ของเล่น’
อันที่จริงเกราะเหล็กแบบนี้จะถูกพัฒนาขึ้นในอีกสิบกว่าปีข้างหน้า ซึ่งมันเป็หุ่นทดลองรุ่นแรกที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแทนถ่านหินหรือเครื่องจักรกลไอน้ำ ซึ่งความจริงแล้วหลิงซีมีโอกาสได้สร้างรุ่นทดลองขึ้นก่อนที่เขาจะตาย มันถือเป็หุ่นรบที่มีศักยภาพสูง และแน่นอนว่าตอนนี้หลิงซีก็ได้พัฒนามันให้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิมอย่างเทียบไม่ติด
ซึ่งแน่นอนว่ามันคือหุ่นรบเต็มรูปแบบที่ดีที่สุดเท่าที่หลิงซีเคยสร้างได้ พวกเขาช่างมีพร์ในการเลือก ‘ของเล่น’ ที่มีประสิทธิภาพมากจริงๆ ขนาดเอาผ้าคลุมหุ่นสองตัวนี้เอาไว้แล้วแท้ๆ พวกเขายังสามารถหาเจอได้อย่างง่ายดาย ช่างเป็พวกหูผีจมูกมดโดยแท้ หรือไม่ก็ต้องบอกว่าช่างสมกับเป็พวกเขาแล้วจริงๆ ..
หากจะให้กล่าวกันตามตรงในเวลานี้แม่ทัพใหญ่ เฟิ่งจี้ผิง ในวัยเพียงสิบเก้าปีที่มีความสามารถเกินอายุ เข้ารับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่และสืบทอดบรรดาศักดิ์เป็ ‘กง’ ั้แ่อายุสิบสามปี สร้างชื่อเสียงมากมายจากการปราบปรามชนเผ่ารอบข้างหรือแม้กระทั่งแคว้นข้างเคียงที่คิดตั้งตัวเป็ศัตรูกับแคว้นหยาง หรือชนเผ่าใต้อาณัติที่มีความคิดกระด้างกระเดื่อง ก็ล้วนแล้วแต่ถูกแม่ทัพเฟิ่งเฆี่ยนตีกำราบจนสิ้นฤทธิ์มาหมดแล้วทั้งสิ้น
ส่วนอีกคนคือกุนซือปีศาจ หวงเยว่เทียน ในวัยสิบเก้าปีเช่นกัน เขามีความสามารถมากล้นและมีสติปัญญาที่ชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็กลศึกใดล้วนมองออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ซึ่งแน่นอนว่าฉายากุนซือปีศาจนั้นไม่อาจได้มาเพราะโชคช่วย แต่ล้วนได้มาเพราะความสามารถทั้งสิ้น
พวกเขาและสายลับที่แฝงตัวอยู่ ต่างปลอมแปลงสถานะและใช้ชื่อปลอมทั้งสิ้น..
หลิงซีเริ่มคาดเดาได้แล้วว่าต่อจากนี้ทั้งสองคนคิดจะทำอะไรต่อไป แต่ไม่ว่าอย่างไรสิ่งที่พวกเขาคาดหวังมันย่อมต้องผ่านความเห็นชอบจากเ้าของผลงานซึ่งก็คือหลิงซีเสียก่อน
หากหลิงซีจะลองทำตัวเป็เด็กเอาแต่ใจ ถือเอาความคิดของตัวเองเป็ใหญ่โดยไม่รับฟังเหตุผล แบบนั้นจะเป็ไปได้หรือไม่นะ หรือหากเขาลองพูดอย่างเป็เหตุเป็ผล จะสามารถทำให้สองคนนี้เปลี่ยนความตั้งใจหรือไม่
หลิงซีรู้ดีว่าพวกเขาทั้งคู่ล้วนเป็คนที่มีเหตุผล และนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนเื่ส่วนตัว และเพราะแบบนั้นมันจึงกลายเป็เื่ยากที่จะทำให้ทั้งสองคนเปลี่ยนความตั้งใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มากที่กำลังจะตามมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกี่ยวพันถึงความมั่นคงของแคว้น รวมไปถึงทหารกล้ามากมายที่มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย หากมีสิ่งที่สามารถลดการสูญเสียทหารกล้าเ่าั้ได้ มีหรือพวกเขาจะยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ
มันแทบจะไม่มีทางเป็ไปได้เลยสักนิด…