“ท่านย่าหก พี่หญิงใหญ่ของข้าเป็นคนทำหมูผัดจานนี้เองเจ้าค่ะ นางทำหมูผัดอร่อยยิ่งนัก อีกเดี๋ยวพวกท่านลองชิมดูว่าเป็นเช่นไรนะเจ้าคะ” นางพูดไปพลางหยิบชามใบเล็กออกมาจากตะกร้า เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นหอมของน้ำแกงไก่ก็ลอยออกมา
“แม่หนู นี่คือยาบำรุงที่เจ้าทำเองงั้นหรือ? กลิ่นหอมยิ่งนัก” ผู้เฒ่าหลิวกำลังสนทนากับผู้นำตระกูลหลี่อยู่ เมื่อได้กลิ่นอาหารหอมหวนชวนน้ำลายไหลจึงอดไม่ได้ที่จะสูดจมูกดม และหันมาถามหลี่หมิงเยว่
“ปู่หลิว น้ำแกงบำรุงของข้าหม้อนี้มีสรรพคุณให้ความอบอุ่นและบำรุงกำลังเจ้าค่ะ เมื่อครู่ข้าตุ๋นไว้เยอะเลยตักมาให้พวกท่านได้ลองชิมด้วย” หลี่หมิงเยว่ชี้ไปที่น้ำแกงไก่พลางอธิบายสรรพคุณของมันอย่างยิ้มแย้ม
จากนั้นจึงชี้ไปยังไหสุราในมือของหลี่อวิ๋นห้าวและพูดกับผู้เฒ่าหลิวและหลี่ชงด้วยท่าทางซุกซนว่า “ปู่ผู้นำตระกูล ปู่หลิว พวกท่านลองทายดูสิว่าข้างในนี้คืออะไร ข้าจะแอบใบ้ให้นิดหน่อยก็แล้วกันว่า…มันคือสิ่งที่ข้าหมักเองเจ้าค่ะ”
ผู้นำตระกูลหลี่มองไหใบนั้นอย่างสงสัย ไหเช่นนี้มักจะนิยมเอาไว้ใช้ทำผักดองหรือไม่ก็หมักสุรา เมื่อนึกถึงสุราขึ้นมาเขาก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้า ในครอบครัวของพวกนาง หากไม่นับหญิงตั้งครรภ์คนที่เหลือก็มีแต่เด็กเล็ก ๆ สิ่งที่พวกนางนำมาคงไม่น่าจะใช่สุราอย่างแน่นอน
ผู้เฒ่าหลิวก็คาดเดาอยู่ในใจเช่นกัน ‘แม่หนูน้อยนี่บอกว่านางเป็นคนหมักเอง… หรือว่าข้างในไหใบนี้จะเป็นสุราจริง ๆ?’ ก่อนหน้านี้เขาได้ยินเจ้าเด็กอวิ๋นฮุยหลุดปากพูดออกมา บอกว่าพี่สี่ขอนตนนั้นหมักเหล้าผลไม้ไว้ไม่น้อยเลย
เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ ชายชราจึงรีบเอ่ยถามด้วยสายตาวิบวับทันที “แม่หนู นี่คือเหล้าผลไม้ที่เจ้าหมักไว้หรือ?”
“ปู่หลิวน่าทึ่งมาก ท่านเดาออกได้อย่างไร นี่คือเหล้าผลไม้ที่ข้าใช้องุ่นหมักไว้ก่อนหน้านี้ ปู่หลิวและปู่ผู้นำตระกูลช่วยข้าชิมสักหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ ดูว่ารสชาติเป็นอย่างไรบ้าง” หลี่หมิงเยว่ให้พี่ชายคนโตวางไหสุราลงตรงหน้าชายทั้งสอง พร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้ม
“เหล้าผลไม้ที่ใช้องุ่นหมักหรือ? นี่มันของหายากเลยนี่นา! แม่หนู เจ้าหมักออกมาได้จริง ๆ รึเนี่ย!” ผู้เฒ่าหลิวมองเด็กหญิงที่ยังสูงไม่ถึงอกของเขาด้วยสายตายากจะเชื่อ
หลี่หมิงเยว่อมยิ้มกรุ้มกริ่มแต่ไม่อธิบายอะไร นางก้าวเข้าไปเปิดฝาไหออกช้า ๆ เมื่อฝาของไหสุราถูกเปิดออก กลิ่นหอมหวานของสุราเลิศรสก็ฟุ้งกระจาย น่าชื่นใจยิ่งนัก
“เป็นกลิ่นของเหล้าองุ่นไม่ผิดแน่ ก่อนหน้านี้ข้าเคยดื่มเหล้าองุ่นที่เมืองหลวงครั้งหนึ่ง กลิ่นของมันเป็นเช่นนี้เลย” เพราะได้กลิ่นหอมของสุราผลไม้ ผู้เฒ่าหลิวจึงเริ่มนั่งไม่ติดที่ เขารับกระบวยที่หลี่อวิ๋นห้าวส่งมาให้ ก่อนจะค่อย ๆ ตักน้ำสุราออกมาอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงรับถ้วยใบน้อยจากมือหลี่อวิ๋นซู่
น้ำสุราสีทับทิมเข้มถูกเทใส่ถ้วยใบเล็กสีขาว แวววาวและหอมหวาน ดูแล้วช่างน่าหลงใหลเหลือเกิน เขาโน้มตัวลงบรรจงสูดดมกลิ่มอย่างตั้งใจอีกครั้ง กลิ่นหอมหวานโชยเข้าไปในจมูก จากนั้นจึงยกขึ้นจิบและหลับตาพิจารณารสชาติในโพรงปากอย่างละเอียด
รสชาติของเหล้าองุ่นไหนี้ยอดเยี่ยมกว่าที่เขาเคยได้ลิ้มลองมาก่อน ทั้งยังเข้มข้นกว่าหลายส่วนด้วย สักพักหนึ่งชายชราจึงลืมตาขึ้น แล้วจ้องมองไปยังหลี่หมิงเยว่ด้วยดวงตาเป็นประกาย เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากชม “เหล้าไหนี้รสชาติเข้มข้นจริง ๆ รสเลิศกว่าที่ข้าเคยดื่มในเมืองหลวงเสียอีก! แม่หนู เจ้ายังมีเหล้าเช่นนี้อีกหรือไม่ หากมีก็นำมาให้ข้าอีกสองสามไห”
หลี่ชงที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นแบบนั้นก็ทนไม่ได้อีกต่อไป ยิ่งฟังสิ่งที่พวกเขาพูดก็ยิ่งอยากจะลองชิม ก่อนหน้านี้เขาเพียงแต่เคยได้ยินคนพูดกันเกี่ยวกับเหล้าองุ่น แต่ไม่เคยมีโอกาสได้ลิ้มรสมันมาก่อน มาตอนนี้เห็นผู้เฒ่าหลิวเอาแต่เอ่ยชมไม่หยุดปาก แล้วเขาจะทนได้อย่างไรเล่า!
ผู้นำตระกูลหลี่หยิบถ้วยใบเล็กของตนขึ้นมาและตักสุราองุ่นใส่จนเต็ม จากนั้นจึงซดลงท้องไปอึกใหญ่ ขณะที่เหล้าไหลผ่านลำคอเข้าไปนั้น เขารู้สึกเพียงว่ามันมีรสชาติค่อนข้างหวาน ออกจะนุ่มนวลแปลก ๆ ไม่ได้แรงบาดคอจนสะใจเหมือนสุราน้ำขาว… ไม่รู้ทำไมผู้เฒ่าหลิวถึงได้คิดว่ามันดี!
ผู้เฒ่าหลิวเห็นคนข้าง ๆ ดื่มเหล้าองุ่นอย่างบ้าคลั่งเช่นนั้นก็อดปวดใจเล็ก ๆ ไม่ได้ เขาคว้าไหสุราไปกอดไว้ในอ้อมแขนก่อนจะมองหลี่ชงอย่างไม่พอใจ “เจ้าแก่นี่ ของดีเช่นนี้กลับถูกเจ้าเหยียบย่ำซะได้ ชิ! น่าหงุดหงิดชะมัด”
ถูกต่อว่ามาเช่นนั้นทำให้หลี่ชงรู้สึกอับอายเล็กน้อย จึงเอ่ยปากบ่นงึมงำตอบกลับไปอย่างไม่พอใจ “ข้าพูดถูกแล้ว เหล้านี่ค่อนข้างจะอ่อนไปสักหน่อย ไม่รู้ว่ามีดีอะไร”
หลี่หมิงเยว่ยิ้มจนตาหยีเมื่อได้ฟังการโต้เถียงของชายชราทั้งสอง สุดท้ายจึงเอ่ยปากขึ้น “ปู่หลิว ตอนนี้ข้ามีให้ท่านได้สองไห แต่ละไหมีปริมาณห้าจิน ส่วนที่เหลือข้าต้องเก็บเอาไว้ให้อาจารย์กับเพื่อนอีกคนหนึ่งเจ้าค่ะ ปีนี้ข้าหมักเหล้าองุ่นไว้ไม่มากนัก ปีหน้าข้าจะรับซื้อองุ่น รอให้ได้องุ่นมากกว่านี้ แล้วข้าจะทำเหล้าองุ่นมาคำนับปู่หลิวนะเจ้าคะ”
จากนั้นนางก็หันไปหาผู้นำตระกูลหลี่พลางพูดอย่างรู้สึกผิด “ปู่ผู้นำตระกูล เหล้าองุ่นที่เหลืออยู่มีไม่มากแล้ว ข้าจึงหยิบมาเผื่อท่านได้แค่หนึ่งไห เหล้าผลไม้นี้มีสรรพคุณเป็นยา หากให้สตรีดื่มน้อย ๆ ติดต่อกันเป็นเวลานานจะดีต่อร่างกายเจ้าค่ะ ท่านเอาไปให้ท่านย่าลองดื่มดูนะเจ้าคะ หากมันได้ผลดี ปีหน้าข้าจะเก็บไว้ให้ท่านมากสักหน่อย
“ดี ดี ๆ เสี่ยวหมิงเยว่ใส่ใจมากจริงๆ” หลี่ชงที่ได้ยินว่าเหล้าองุ่นนี้ดีต่อภรรยาตน จึงมองไหเหล้าที่อยู่บนโต๊ะด้วยสายตาหมายมาดอย่างไม่ต้องการให้ผู้เฒ่าหลิวมาแย่งไปได้ ผู้เฒ่าหลิวที่เห็นเช่นนั้นก็หนังตากระตุก ความคิดที่จะขอท้าดวลกับคนร่วมโต๊ะตัวต่อตัวเริ่มก่อกำเนิดในใจ
หลี่หมิงเยว่มองศึกชิงเหล้าองุ่นที่ฟาดฟันกันทางสายตาอย่างไม่มีฝ่ายใดยอมถอยของคนแก่ทั้งสองด้วยรอยยิ้ม นางพูดคุยกับพวกเขาอีกสองสามประโยค จากนั้นจึงเดินกลับบ้านไปพร้อมพี่ชายทั้งสอง เธอยังมีเรื่องที่ต้องจัดการให้เรียบร้อยอยู่!
“ลุงหลิว นี่คือยาสำหรับเดือนนี้เจ้าค่ะ ในห่อนี้คือยากำจัดพิษที่ข้าปรุงขึ้นเอง มันสามารถล้างพิษทั่ว ๆ ไปได้ ส่วนในถุงกระดาษนั่นคือผงยาชนิดต่าง ๆ เพราะมีวัตถุดิบไม่พอเลยเตรียมไว้ได้เท่านี้เจ้าค่ะ ส่วนนี่คือเหล้าผลไม้ที่ข้าหมักขึ้นเอง ท่านช่วยนำไปให้ส่งพี่ชายด้วยนะเจ้าคะ” ผู้ดูแลหลิวมารับยาในตอนสิ้นเดือน หลี่หมิงเยว่นำของที่เตรียมไว้สำหรับมอบให้ซือถูชิงเฉินก่อนหน้านี้รวมถึงเหล้าองุ่นจำนวนสี่ไหให้ผู้ดูแลหลิวนำกลับไปส่ง
ผู้ดูแลหลิวมองดูคนงานที่กำลังขนของขึ้นรถ และนึกถึงคำพูดของเจ้านายตนขึ้นมาได้ “เสี่ยวหมิงเยว่ เถ้าแก่บอกว่าต้องการซื้อยาบางส่วนจากเจ้าอีก นี่คือรายการยาที่ต้องการ เจ้าดูทีว่าสามารถปรุงยาตามนี้ได้หรือไม่”
หลี่หมิงเยว่รับรายการนั้นมาแล้วกวาดสายตามองปริมาณที่ต้องใช้ ก่อนจะส่ายหัวพร้อมกับพูดอย่างลำบากใจ “ข้าทำได้เพียงครึ่งเดียวของปริมาณที่ว่าไว้ในนี้เจ้าค่ะ ไม่ใช่ว่าไม่อยากทำ แต่ข้าเป็นคนปรุงยาพวกนี้เองทั้งหมด หากจะให้ทำออกมาภายในระยะเวลาสั้น ๆ เกรงว่าจะเป็นไปไม่ได้เจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นความสงสัยในสายตาของผู้ดูแลหลิว หลี่หมิงเยว่จึงเปิดปากอธิบายเพิ่ม “ลุงหลิว สถานการณ์ของที่บ้านข้าเป็นอย่างไรท่านเองก็ทราบ หลังจากผ่านวันข้ามปีข้าจะส่งพี่ชายและน้องชายทั้งสี่คนไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำ ถึงตอนนั้นที่บ้านจะเหลือแค่พวกข้าที่เป็นผู้หญิงไม่กี่คน ไม่อาจทำยามากมายเช่นนั้นได้เลยเจ้าค่ะ”
ลุงหลิวโล่งใจทันทีที่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุผลนี้ และเมื่อนึกถึงคำพูดของผู้เป็นนาย ชายหนุ่มก็หัวเราะทันที “เสี่ยวหมิงเยว่ สภาพครอบครัวเจ้าเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว อยากจะซื้อคนสักสองสามคนกลับไปหรือไม่ ถึงพวกเขาจะช่วยงานยาก ๆ ไม่ได้ แต่แม่ของเจ้าก็ใกล้คลอดแล้ว อย่างไรก็ต้องการคนดูแลไม่ใช่หรือ อีกอย่าง บ้านของพวกเจ้าเองก็ทั้งใหญ่ ทั้งมีเรือนตั้งหลายหลัง เจ้าน่าจะหาคนดูแลไว้ดูแลบ้านบ้างก็ดีนะ!”
“ซื้อคนหรือเจ้าคะ? ข้าเองก็เคยคิดอยู่เช่นกัน แต่จะหาคนที่ไว้ใจได้ในชั่วอึดใจนั้นยากยิ่งกว่ายาก ข้ากลัวว่าถ้าเลือกได้ไม่ดี จะกลายเป็นทำร้ายคนในบ้านแล้วอาจต้องเสียใจภายหลังเอาได้เจ้าค่ะ และถึงคิดอยากจะซื้อคนที่ไว้ใจได้แต่ข้าก็ไม่มีเส้นสายอะไรเลย” หลี่หมิงเยว่แสดงความคิดเห็นของตนออกไปอย่างกังวล
ก่อนหน้านี้นางคิดอยากจะซื้อคนรับใช้อยู่เหมือนกัน แต่กลัวว่าหากซื้อกลับมาแล้วจะได้คนไม่ซื่อสัตย์ และกลายเป็นสร้างปัญหาให้กับพวกนาง และก็เพราะไม่รู้จักใครที่พอจะชี้แนะนางได้เลย ดังนั้นเรื่องนี้จึงได้แต่ผัดวันประกันพรุ่งออกไปเรื่อย ๆ มาตอนนี้ เมื่อผู้ดูแลหลิวพูดขึ้นมา นางจึงถือโอกาสเอ่ยความนึกคิดและความต้องการของตัวเองไป เบื้องหลังของผู้ดูแลหลิวมีคนผู้นั้น หากเขาให้ความช่วยเหลือคงจะเป็นเรื่องดีไม่น้อย
****คำเตือน : เนื้อหาของเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของนักเขียนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความบันเทิงแก่นักอ่านเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน พฤติกรรมที่เข้าข่ายค้ามนุษย์เป็นสิ่งผิดกฎหมาย สำนักพิมพ์ไม่มีเจตนาในการสนับสนุนส่งเสริมการกระทำดังกล่าวทั้งทางตรงและทางอ้อมในทุกกรณี****
.
.
.