“ความตายน่ะอยู่รอบตัวคุณั้แ่เกิดแล้วนะคะคุณเชษฐ์”
ผมหันควับไปหวังจะถามว่า เธอรู้จักชื่อผมได้ยังไงแต่พอหันก็ไม่เจอร่างของเธออีกแล้ว เรากับว่า เธอไม่มีตัวตนมาั้แ่แรกแล้ว
ผมมองซ้ายขวาอีกด้วยความรู้สึกเสมือนหัวใจจะเต้นตุ่มๆ ต่อม ๆ
เธอเป็ใคร
แล้วคำตอบของเธอนั้นมีความหมายว่ายังไง
ผมไม่เข้าใจถึงคำเตือนที่ว่านั้นจนกระทั่งผมได้รับรู้ถึงความหมายของคำพูดที่ว่านั้นด้วยตาของตัวเอง
“เชษฐ์เสร็จหรือยัง เดี๋ยวจะไปกันแล้วนะ”
“ครับ น้าพิน รอแปปนะครับ”
เสียงของน้าพินดังขึ้นมาจากด้านหน้าบ้านขณะที่ผมกำลังยืนอยู่หน้ากระจกเพื่อมองว่าตัวเองแต่งตัวดีแล้วหรือเปล่านะถึงจะเป็ชุดนักเรียนตัวเดิมจากโรงเรียนเก่าซึ่งโชคดีที่โรงเรียนนี้มีสีกางเกงเดียวกันเลย แค่ไปแก้ชื่อตัวอักษรย่อก็เรียบร้อยแล้ว
ผมยืนมองตัวเองตรงหน้ากระจกอีกครั้งเมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างโอเคแล้ว ผมก็คว้ากระเป๋านักเรียนแล้ววิ่งออกไปหาน้าพินตรงหน้าบ้าน
“มัวทำอะไรอยู่เดี๋ยวจะไปสายแต่วันแรกนะ”
“คือผมตรวจดูตัวเองเรียบร้อยดีแล้วหรือเปล่าน่ะครับ”
น้าพินได้ยินผมพูดแบบนั้นก็ทำหน้าเหมือนมีเลศนัยออกมา
“กลัวว่าจะดูไม่ดีต่อหน้าหนูบัวหรือไง”
“เอ๊ะ ไง น้าคิดงั้นละครับ”
“แหม่...ผู้ชายเวลาไปเจอผู้หญิงก็ต้องแต่งตัวดี ๆทั้งนั้น เชษฐ์ยืนตรงหน้ากระจกตั้งนานแน่ะ”
“โธ่ น้าครับ คิดมากแล้วผมแค่เช็คดูว่าตัวเองแต่งตัวดีหรือยังน่ะครับ ไม่อยากถูกคนซุบซิบว่า เด็กย้ายมาใหม่เริ่มรูดซิบกางเกงั้แ่หรอกนะครับ”
“จ้ะ ๆ ตามใจเชษฐ์แล้วกันนะ แต่เจอหนูบัวอย่าใละ”
“ทำไมผมต้องใครับ ?”
“เอาเถอะน่า บอกแค่ว่า อย่าใก็พอ”
น้าพินยิ้มร่าแล้วค่อย ๆ ขับรถออกจากหมู่บ้านไปผมมองไปที่บ้านของน้าพินก็เห็นผู้หญิงในชุดสไบสีเขียวกำลังยืนอยู่ตรงรั้วแล้วโบกมือให้ผมเหมือนมาส่งผมยิ้มตอบไปแต่ไม่รู้ว่าเ้าตัวจะเห็นหรือเปล่านะ
“ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ให้ใครน่ะ”
น้าพินถาม
“เปล่าไม่มีอะไรครับ”
“แปลกคน”
น้าพินขับรถต่อโดยเอื้อมมือเปิดวิทยุที่เป็คลื่นของท้องถิ่นละมั้งนะเลยมีเพลงลูกทุ่งและข่าวประจำท้องถิ่นมาด้วยตอนนี้กำลังรายงานข่าวเกี่ยวกับคดีบางอย่างเมื่อหลายวันก่อน
“ต่อไปนี้เป็ความคืบหน้าคดีหายตัวไปของเด็กชายในโรงเรียนแถวบ้านเรานะครับหลังเ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมสนธิกำลังออกค้นหาตัวเด็กชายที่หายตัวไปั้แ่เมื่อวันที่27 เป็ต้นมา ทางตำรวจยืนยันจะทำเต็มที่เพื่อพาเด็กชายกลับมาให้ได้…”
ข่าวในวิทยุบอกแบบนั้น แต่ตัวผมสังเกตเห็นว่าสีหน้าของน้าพินดูไม่ค่อยชอบใจข่าวนี้เท่าไหร่นัก
“น้าพินครับ?”
“อะไรเหรอ เชษฐ์”
“เด็กชายที่หายไปเนี่ยเป็เด็กโรงเรียนที่น้าพินสอนหรือเปล่าครับ”
“จ้ะ”
“เขาหายไปได้ยังไงครับ”
“เื่นี้น้าก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แค่ว่าพอเด็กคนนี้หายไป โรงเรียนก็วุ่นไปหมด น้าต้องประชุมดึกหลายวันก็แบบนี้ล่ะนะ”
“เหรอครับ”
“เชษฐ์ก็เหมือนกันเลิกเรียนแล้วรีบออกจากโรงเรียนรีบกลับบ้านซะนะ จะไปเที่ยวกับหนูบัวก็ได้นะน้าไม่ว่า”
“เข้าใจแล้วครับ แต่ว่าทำไมต้องไปเที่ยวกับบัวละครับ”
“ก็เพื่อนเก่าเจอกันก็น่าจะอยากมีที่คุยกันนาน ๆ นี่นะน้าคิดว่านะ”
น้าพินกลับไปยิ้มอีกครั้ง โดยผมได้แต่คิดว่าน้าสาวคนนี้ก็ช่างแหย่ผมได้เก่งดีจริง ๆ ทั้งที่ผมสังเกตว่าสีหน้าของเธอยังมีความกังวลใจอยู่บ้างก็ตาม
ใช้เวลาประมาณสิบห้านาทีก็มาถึงที่โรงเรียนซึ่งตอนนี้มีนักเรียนกำลังเดินเข้ามาในโรงเรียนกันเต็มไปหมด หลังลงจากรถ เพราะน้าพินต้องเอารถไปจอดด้านหลังโรงเรียนแล้วบอกให้ผมยืนรออยู่ใต้ศาลาทรงไทยเพียงคนเดียวโดยมีบรรดานักเรียนที่เดินเข้ามาในโรงเรียนเดินผ่านไปมาพร้อมกับส่งสายตาสงสัยว่าผมเป็ใครกันเป็ทิวแถว
กระทั่ง
“เชษฐ์?”
เสียงหนึ่งดังมาจากด้านหลังของผม มันเป็เสียงใส ๆที่ไพเราะราวกับกระดิ่งอันสดใสพอหันมองไปก็เจอร่างของเด็กผู้หญิงกำลังมองมาที่ผมพร้อมกับถือกระเป๋านักเรียนสีดำเอาไว้ตรงมือทั้งสอง
จะพูดไงดี ผมมองเธอด้วยความใพลางคิดว่าผมรู้จักเธอด้วยเหรอ ทั้งที่ความทรงจำไม่น่าจะรู้จักคนสวย ๆ แบบนี้อยู่แล้ว ถ้าพูดเธอเป็เด็กผู้หญิงที่สวยมากทั้งผิวที่ขาวเนียนอมชมพูดูสุขภาพดีที่มาพร้อมกับเส้นผมสีน้ำตาลออกไปสีทองที่เข้ากันดีกับดวงตาสีเดียวกันดูเลอค่าเสมือนอัญมณีกลางมหาสมุทรเส้นผมสีทองละเลียดยาวจนถึงแผ่นหลังของชุดนักเรียนคอซองนี้อย่างมากรูปร่างของเธอก็จัดว่าสูงโปร่งกว่าผู้หญิงทั่วไปนัก หากจะเทียบอาจจะสูงใกล้ ๆผมเลยก็ว่าได้
ที่สำคัญกว่านั้นแม้ว่าจะเป็เด็กนักเรียนม.ปลายก็ตามพูดคือเด็กผู้หญิงมัธยมก็ตาม เธอกลับดูมีความเป็ผู้ใหญ่อย่างมากทั้งบรรยากาศและรอยยิ้มที่ส่งมาให้ดูภูมิฐานรวมทั้งหน้าอกหน้าใจที่ล้นจนชุดแทบปริอันนั้นด้วย
เพราะไม่รู้ว่า เธอเป็ใครผมเลยได้แต่ยิ้มให้เพราะ นึกไม่ออกกระทั่งเธอเอ่ยปากถามว่า
“เชษฐ์จำผมไม่ได้เหรอ ?”
จำ ผมอยากถามสวนไปว่า ผมเคยรู้จักเธอด้วยเหรอแต่สะดุดกับสรรพนามที่เธอเรียกตัวเองนี่ละ
ผม
ผมเหรอ ?
เดี๋ยวนะถ้าเป็ผู้หญิงแล้วตัวเองว่า ผมเนี่ย มันมีอยู่ไม่กี่คนละมั้งนะอย่างน้อยก็มียัยนั่นคนหนึ่งนี่ละ แต่ว่ามันจะเป็ไปได้เหรอ
“เธอคือ?”
“อะไรกัน เมื่อวานเชษฐ์พึ่งโทรคุยกับผมอยู่ไม่ใช่เหรอ ?”
เธอเดินตรงเข้ามาหาผมแล้วส่งยิ้มให้
“เดี๋ยวดินี่แกเองเหรอ บัว”
หญิงสาวผมสีทองก้มตัวลงเล็กน้อยแล้วหัวเราะร่วน
“อะไรกันเล่าแค่นี้จำกันไม่ได้แล้วเหรอ เชษฐ์ นายน่ะเป็พวกปลาทองความจำสั้นหรือไง”
“มาถึงก็ว่ากันฉอด ๆ เลยนะ ก็แกเปลี่ยนไปขนาดนั้นใครจะจำได้”
“เจ๊พินไม่ได้บอกเหรอว่า เราเป็ยังไงน่ะ”
ผมเงียบแล้วเอียงคอนึกย้อนรู้สึกว่า น้าพินจะบอกผมว่าระวังใกับการเปลี่ยนแปลงของพินตลอดตอนแรกไม่คิดอะไรเท่าไหร่จนมาเจอตัวเองนี่เรียกว่าเปลี่ยนไปจนผมจำไม่ได้เลยนะเนี่ย
จากยัยทอมบอยทำตัวเหมือนผู้ชายขี่จักรยาน สวมเสื้อกล้ามกับกางเกงขาด ๆ ไง ถึงได้กลายเป็สาวสวยแบบนี้กันหน่อ ?
ที่สำคัญคือผมสังเกตไปยังชื่อจริงของบัวที่เหมือนจะเปลี่ยนไปจากเดิม
“มองอะไรของแกน่ะเชษฐ์”
“เปลี่ยนชื่อเหรอ ?”
“อื้อ พึ่งเปลี่ยนไม่นานมานี้ มันไม่มงคลกับตัวเองน่ะ”
“เหรอ ชื่อเดิมออกจะเรียกง่าย”
“ง่ายไป ชื่อนี้เองก็ความหมายเดิมแต่เพราะกว่ามั้ง”
“แล้วแต่นะ”
“อื้อ แล้วแกชอบไหมละ เชษฐ์”
“ชอบอะไร ?”
“ชอบเราที่เป็แบบนี้ไง”
บัวถามผมด้วยสีหน้าสงสัย ท่าทางของเธอคงอยากรู้ว่าผมคิดยังไงกับการเปลี่ยนแปลงของเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ละมั้งนะดังนั้นคำตอบของผมก็คงเป็
“ก็ต้องชอบสิไม่ว่าบัวจะเป็ยังไง บัวก็เป็เพื่อนรักของฉันเสมอนั้นแหละ”
บัวทำหน้าแดงชั่วขณะแล้วยิ้มตอบ
“เชษฐ์ชอบพูดแบบนี้ทุกที”
“ก็พูดจริงนี่”
ผมตอบบัวไปแบบนั้นทำให้สีหน้าของเพื่อนสมัยเด็กคนนี้มุ่ยไปชั่วขณะก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าอย่างรวดเร็ว
“เชษฐ์ก็เป็คนแบบนี้แหละเอาเถอะผมทำใจแล้วละนะ”
บัวยิ้มแล้วเดินนำผมไปก่อน
“จะไปไหนน่ะ?”
“ก็พาไปที่ห้องน่ะสิ เชษฐ์อยู่ห้องเดียวกับผมนะเดี๋ยวพาไปที่ห้องให้เอง”
“ไม่ต้องก็ได้ เดี๋ยวต้องไปหาน้าพินที่ห้องพักครูก่อนน่ะ”
“งั้นผมไปด้วย”
“หา ?”
บัวบอกแบบนั้น
“เชษฐ์ไม่รู้ทางไปห้องพักครู่ใช่ไหมเดี๋ยวผมพาไปเอง ไว้ใจเพื่อนคนนี้เถอะน่า”
“แล้วเธอไม่ไปหาเพื่อนคนอื่นหรือไง”
“ไว้ทีหลังก็ได้ ตอนนี้พาเชษฐ์ไปห้องพักครูสำคัญกว่า”
บัวบอกผมแบบนั้น ถึงจะเปลี่ยนไปแค่ไหนแต่นิสัยดื้อดึงเอาแต่ใจแบบพวกบอสใหญ่ยังคงอยู่ ทำเอาผมคิดว่าถึงปฏิเสธเ้าตัวก็จะตื้อให้ผมไปด้วยกันอยู่ดีนั้นแหละสุดท้ายผมเลยต้องเดินตามเพื่อนสมัยเด็กที่กลับมาเจอกันคนนี้ไปห้องพักครู่ด้วยกันจนได้
แน่ละว่าระหว่างเ้าตัวดูจะพูดแนะนำสถานที่ตรงนั้นตรงนี้ให้ผมอย่างเต็มที่ ท่ามกลางสายตาของเด็กในโรงเรียนที่ต่างมองผมกันตาเป็มันด้วยความสงสัยไปตลอดทาง
ทำไมกันนะ
ทำไมต้องมองผมด้วย
หรือผมทำอะไรผิดหรือเปล่าเนี่ย
“มีอะไรเหรอเชษฐ์ ดูนายไม่ได้ฟังผมพูดเลยนะ”
“เปล่า ๆ ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกแปลก ๆ น่ะ”
“แปลก ?”
“เหมือนคนจะมองฉันตลอดทางเลยนะ ฉันทำอะไรผิดหรือเปล่า”
บัวยืนเดินแล้วมองมาทางผม
“ก็ไม่มีอะไรนี่”
“จริงเด้ะ”
“อื้อ ผมคิดว่า กล้าก็ไม่มีอะไรผิดปกติหรอกนะแต่งตัวก็เรียบร้อยตามระเบียบโรงเรียนด้วย”
“แล้วทำไมต้องมองฉันละ ?”
“เพราะเป็เด็กใหม่ คนเลยสนใจละมั้งนะ”
“เหรอ ?”
ผมรู้สึกว่า มันไม่น่าจะใช่ที่บัวบอกละมั้งแววตาของคนที่มองมามันออกจะแนวไม่ชอบใจไม่พอใจหรือจะเรียกว่าปล่อยจิตสังหารออกมายังไงยังงั้นแหละ
ไม่ค่อยสบายใจยังไงไม่รู้สิ
ผมพยายามปล่อยวางจากความรู้สึกด้านลบที่ส่งมาจากสายตาของพวกนักเรียนเดินตามบัวไปยังบริเวณอาคารอำนวยการด้านหลังโรงเรียนซึ่งเป็อาคารหลังเก่าต่างจากตึกใหม่ ๆ ด้านหน้าราวฟ้ากับเหว
“ห้องพักครูอยู่ชั้นสองนะเชษฐ์เดินขึ้นไปก็เจอแล้วละ”
“แล้วบัวไม่ขึ้นไปเหรอ ?”
“ไม่ละ เดี๋ยวผมต้องไปทำธุระที่ห้องชมรมน่ะ อยากไปด้วยแต่คิดว่า ต้องแวะไปหน่อยละนะ”
“เหรอ ว่าแต่ว่า บัวอยู่ชมรมอะไรเหรอ ?”
“ว่ายน้ำ”
“หา ?”
“ก็บอกว่า ชมรมว่ายน้ำไงตรงหน้าเทศบาลมีสระว่ายน้ำของอำเภออยู่ ชมรมเราอาศัยไปว่ายน้ำกันที่นั้นแหละ”
“เหรอ ดีจัง ฉันเองก็อยากเห็นบัวว่ายน้ำมั้งจัง”
พอผมพูดแบบนั้นบัวก็หัวเราะออกมาแล้วตอบว่า
“เอาไว้วันหลังจะพาไปดูแล้วกันนะ ผมไปก่อนละเดี๋ยวเจอกันที่ห้องเรียนนะ”
“เจอกัน เจอกัน”
บัวโบกมือให้ผมแล้วเดินแยกตัวไปขณะที่ผมมองขึ้นไปบนอาคารเก่าหลังนี้แล้วถอนใจเล็กน้อย เนื่องจากส่วนตัวแล้วผมไม่ค่อยชอบอาคารเก่า ๆ พวกนี้เท่าไหร่ เพราะอาคารพวกนี้มันมีจะมีพวกนั้นเยอะนี่สิ หันมองขึ้นไปเห็นทั้งผู้หญิงใส่ชุดไทยทั้งขุนหลวงชุดราชประแตนเพียบเลย
ผมถอนหายใจแล้วทำเป็มองไม่เห็นพวกเขาแล้วก้าวเท้าขึ้นไปที่ห้องพักครูทันที