บทที่ 4 โบยจนถึงแก่ชีวิต
จวินเจ๋อหมุนแหวนน้าวหยกในมืออย่างเอื่อยเฉื่อย ตั้งใจไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องมาคิดบัญชีกับกู้อวี้ให้ได้ เขาเอ่ยว่า “ในเมื่อเซียวซื่อจื่อไม่กล้าพูด เช่นนั้นก็ให้กู้ซื่อจื่อเงยหน้าขึ้นมามองข้าแทนก็แล้วกัน”
หญิงสาวอับจนปัญญา คนผู้นี้มีแค้นต้องชำระ คิดว่าวันนี้คงมาเอาคืนเื่ที่ถูกนางต่อยไปตอนนั้น รวมถึงเื่ที่ยื่นคำร้องเรียนต่อสำนักตรวจการในภายหลังด้วยเป็แน่แท้
กู้อวี้กัดฟันแหงนหน้าขึ้นมองคู่กรณี
คนตรงหน้ามีคิ้วกระบี่พาดเฉียง ใบหน้ามีเหลี่ยมมุมชัดเจน ดวงตาดอกท้อแพรวพราวคู่นั้นฉายแววเ็า รอยยิ้มหยันนั้นทำให้เขาแลดูไม่อินังขังขอบยิ่งกว่าเดิม ความหยิ่งยโสที่แผ่ซ่านออกมาทั่วร่างถูกบ่มเพาะมาจากการอยู่ในตำแหน่งที่ทรงอำนาจมาเป็เวลานาน
นางใจลอยอย่างห้ามไม่อยู่ ‘คนเสเพลไม่อินังขังขอบ’ ที่ใครต่อใครวิจารณ์เขานั้นเป็เพียงเปลือกนอก คนผู้นี้หาได้เรียบง่ายปานนั้นไม่
“เป็อะไรไป หรือข้าจะอัปลักษณ์มากเสียจนกู้ซื่อจื่อถึงกับใขวัญหาย?”
วาจาเ็าของจวินเจ๋อเต็มไปด้วยความเสียดสี
ถ้าเขามีรูปโฉมอัปลักษณ์ ใต้หล้านี้คงไม่มีคนรูปงามแล้ว
กู้อวี้ได้สติคืนมาอย่างรวดเร็ว ได้ยินเช่นนั้นก็รู้สึกหนาววาบในใจ นางกล่าวว่า “ท่านอ๋องโปรดระงับโทสะ ข้าน้อยเพียงคิดไม่ถึงว่าท่านอ๋องจะรูปโฉมคมคาย บุคลิกภาพสง่างามปานนี้ จึงเหม่อลอยไปชั่วขณะ”
แววตาของจวินเจ๋ออ่อนลง เขามองประเมินกู้ซื่อจื่อ
หนึ่งเดือนก่อนหน้านี้ หมัดที่ถูกอีกฝ่ายต่อยเข้าที่มุมปากถือว่าไม่เบา เขาต้องใช้เวลาพักฟื้นถึงครึ่งเดือนกว่ารอยฟกช้ำจะหายสนิท
แม้จะรู้แก่ใจว่ากู้อวี้ไม่ได้ชมจากใจจริง จำต้องทำเพราะสถานการณ์บังคับ แต่นั่นก็ทำให้เขารู้สึกดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย
บ่าวรับใช้ยกเก้าอี้มาให้จวินเจ๋อ เขานั่งลงด้วยท่วงทีเป็ธรรมชาติ ทั้งยังยกขาข้างหนึ่งขึ้นมาไขว่ห้าง
จวินเจ๋อกล่าวกับอีกฝ่าย “ได้ยินราชครูชมว่ากู้ซื่อจื่อมีความรู้แตกฉาน โดยเฉพาะด้านกฎหมายอาญา ข้าขอถามกู้ซื่อจื่อว่า ล่วงเกินเบื้องสูงมีโทษสถานใด?”
กู้อวี้ร่ำร้องในใจว่าไม่ได้การ คนผู้นี้จงใจมาคิดบัญชีกับนางอย่างเห็นได้ชัด
เซียวสิงจือที่อยู่ข้าง ๆ หลั่งเหงื่อเย็นซึมตามไรผม เขามองมาที่นางอย่างขอความช่วยเหลือ
แม้นางจะคุกเข่าอยู่ตรงนั้น แต่แผ่นหลังกลับตั้งตรง เสมือนต้นไผ่ที่ไม่ยอมหักและไม่ยอมงอ
จวินเจ๋อไม่สบอารมณ์กู้อวี้อย่างถึงที่สุด
คนผู้นี้ช่างไร้ยางอายเกินไปแล้ว
ยามนั้นรถม้าของสองฝ่ายล้วนวิ่งเร็วกันทั้งคู่ ไม่อาจบอกได้เลยว่าใครเป็ฝ่ายชนใคร
แต่รถม้าแบบเทียมม้าคู่ของเขาจัดทำโดยราชสำนัก มั่นคงและไม่พลิกคว่ำโดยง่าย ถึงได้ชนกันจนทำให้กู้อวี้กระเด็นออกมาจากรถม้า
เขาเห็นคู่กรณีแล้วก็อัดอั้นใจอย่างยิ่ง ยากนักที่จะรู้สึกเห็นใจคนอื่นสักครั้ง จึงไปช่วยดูอาการาเ็ให้อีกฝ่าย แต่กลับถูกกู้อวี้ต่อยมาหนึ่งหมัด ทั้งยังพ่นเืใส่เขาอีกต่างหาก
แม้ภายหลังจะตรวจสอบแน่ชัดแล้วว่ากู้ซื่อจื่อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเื่ขององค์ชายห้า แต่การที่มันทำให้เขาเสียเวลาเข้าวังกลับเป็เื่จริงแท้แน่นอน
เซียวเหยาอ๋องเห็นแก่ที่อีกฝ่ายได้รับาเ็ จึงทำตัวเป็ผู้ใหญ่ใจกว้างไม่ไปถือสาหาความ
หาได้คาดคิดไม่ว่าอีกฝ่ายกลับทำตัวไม่รู้สำนึก แว้งกลับมาแทงข้างหลังเขา
ใน่ที่ผ่านมา สำนักตรวจถวายฎีการ้องเรียนเขากับฝ่าาไม่น้อย เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าในจำนวนนั้นไม่มีคำร้องเรียนของกู้ซื่อจื่อ
กู้อวี้ระบายลมหายใจออกมาเบา ๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงเป็ปกติ
“ตอบท่านอ๋อง ตามกฎหมายอาญาของต้าอวี่ ล่วงเกินเชื้อพระวงศ์ สถานเบาลงโทษสักหน้า ส่วนสถานหนัก…”
ริมฝีปากบางเผยอขึ้น นางกล่าวถ้อยคำที่ทำให้เซียวสิงจือต้องหนาวสันหลังวาบออกมาอย่างช้า ๆ
“โบยจนถึงแก่ชีวิต”
จวินเจ๋อเลิกคิ้ว ลอบสาแก่ใจขณะกล่าวว่า “จุ๊ ๆ โบยจนตายก็ออกจะเกินไป แต่ใบหน้าขาวผ่องไร้มลทินของกู้ซื่อจื่อ ถ้าจะลงโทษก็น่าเสียดายแท้ ๆ”
เมื่อหญิงสาวได้ยินคำกล่าวเช่นนั้นก็รู้สึกขึ้นมา คำลือที่ว่าเซียวเหยาอ๋องมีใบหน้าอัปลักษณ์ จิตใจดุจอสรพิษนั้นช่างจริงแท้ไม่มีผิด
ฝ่ายเซียวสิงจือได้ยินเช่นนั้น ยังไม่ทันขบคิดให้เข้าใจว่าเพราะเหตุใด ทั้งที่ตนเองเป็คนกล่าววาจาจาบจ้วงเซียวเหยาอ๋อง แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่กัดกู้อวี้ไม่ยอมปล่อย ก็โพล่งขึ้นมาด้วยความร้อนใจ
“ท่านอ๋อง เมื่อครู่เป็ข้าน้อยที่หลงเชื่อคำเท็จ ไม่เคารพท่านอ๋อง ไม่เกี่ยวอันใดกับสหายกู้ หากจะลงโทษสักหน้าก็สักข้าน้อยแต่เพียงผู้เดียวเถิด สหายกู้เป็ผู้บริสุทธิ์”
กู้อวี้ทราบดีว่าจวินเจ๋อพุ่งเป้ามาที่ตนเอง จึงกล่าวว่า “เื่นี้เกิดขึ้นเพราะพวกข้าสองคนปราศจากความเคารพยำเกรง หากท่านอ๋องจะลงโทษ ข้าน้อยก็ยินดีน้อมรับ”
คู่กรณีเลิกคิ้ว กล่าวว่า “นี่กู้ซื่อจื่อเป็ฝ่ายเต็มใจรับโทษเองนะ อย่ามาหาว่าข้าไร้เหตุผลเอาทีหลังก็แล้วกัน”
นางปรามาสในใจว่า น่าขันสิ้นดี ท่านใช้อำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงมานานปี เคยมีเหตุผลั้แ่เมื่อไหร่กัน
จวินเจ๋อกล่าวต่อไปว่า “เมื่อก่อนถ้าในกองทัพมีทหารใหม่ที่ไม่เชื่อฟังคำสั่ง เพียงโบยไปสิบกว่าไม้ก็ว่าง่ายเชื่อฟังขึ้นมาทันตาเห็น”
กู้อวี้เงยหน้าขึ้นมากะทันหัน เห็นรอยยิ้มหยันในแววตาอีกฝ่ายก็ลอบกัดฟันในใจ เคราะห์ครั้งนี้เกรงว่าคงเลี่ยงไม่ได้แล้ว
จวินเจ๋อเห็นท่าทางเดือดดาลแต่ไม่ปริปากสักคำของอีกฝ่ายแล้วก็รู้สึกสมใจนัก เขากล่าวว่า “น่าเสียดาย ข้าคิดว่าด้วยร่างกายผอมแห้งแรงน้อยของกู้ซื่อจื่อคงทนไม่ไหวเป็แน่ ช่างเถอะ ผู้ใดใช้ให้ข้าเป็คนมีเมตตากันเล่า กรณีของบัณฑิตอย่างพวกเ้าให้ใช้ไม้วัดแทนก็แล้วกัน”
สถานการณ์บังคับคน กู้อวี้กล่าวอย่างเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ข้าน้อยขอบคุณท่านอ๋องที่เมตตาผ่อนผัน”
เซียวเหยาอ๋องเอ่ยปากแล้วย่อมไม่มีใครกล้าชักช้า ในไม่ช้า ในห้องเรียนที่โอ่โถงนั้นก็มีเสียงไม้กระทบเนื้อดังกังวานเป็จังหวะ
ในนั้นยังมีเสียงครางอย่างเ็ปของเซียวสิงจือปนมาด้วย
ขายหน้า ช่างขายหน้าเกินไปแล้ว
กู้อวี้นับในใจอย่างเงียบ ๆ รวมทั้งสิ้นสามสิบที ฝ่ามือเริ่มจากเจ็บจนกลายเป็ด้านชา
นางปิดปากกัดฟันแน่น ทราบว่าเซียวเหยาอ๋องกำลังนั่งชมเื่ตลกของตนเองจากอีกฝั่ง จึงฝืนข่มความเ็ปเอาไว้ไม่ยอมส่งเสียงออกมา
จวินเจ๋อยกถ้วยชาขึ้นมาจิบด้วยท่าทางไม่รีบไม่ร้อน
แลเห็นหางตาของกู้อวี้เป็สีแดงก่ำ ไม่ทราบว่าเป็เพราะความโกรธหรือความเจ็บ แต่ก็น่าประทับใจยิ่ง
เซียวเหยาอ๋องลอบหัวเราะในใจ ใบหน้านี้นับว่าโดดเด่นทีเดียว แต่คล้ายอิสตรีเกินไป ตลอดร่างไม่มีเค้าชายชาตรีเลยสักนิด
เื่ที่เจิ้นกั๋วกงพลีชีพเพื่อชาติถูกนำไปประพันธ์เป็ลำนำขับร้องอยู่ในโรงมหรสพ
หนุ่มน้อยหน้าหยกตรงหน้า มองอย่างไรก็ไม่อาจนำไปเชื่อมโยงกับเจิ้นกั๋วกงที่องอาจน่าเกรงขามในลำนำขับร้องนั้นได้เลยสักนิด
หากไม่ใช่เพราะเชื้อสายของชนชั้นสูงมีการแบ่งแยกชัดเจน จวินเจ๋อคงเข้าใจว่าเจิ้นกั๋วกงถูกสวมหมวกเขียวเข้าเสียแล้ว*[1]
เมื่อตีครบสามสิบที มือทั้งคู่ของกู้อวี้ก็บวมเป่งจนสามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า เพียงกระทบกระเทือนเล็กน้อยก็เ็ปแทบขาดใจ
แม้นางจะอดทนอดกลั้นได้เก่งแค่ไหน มือทั้งสองก็ยังสั่นระริกน้อย ๆ อย่างไม่อาจควบคุม
จวินเจ๋อชมเชยมือทั้งสองที่ดูราวกับตีนหมูของกู้อวี้และเซียวสิงจือจนพอใจแล้วค่อยหยัดกายลุกขึ้น กล่าวต่อสาธารณชนว่า
“เอาละ สมควรพูดธุระสำคัญเสียที ที่ข้ามาสำนักศึกษาหลวงก็เพราะอยากขอให้ราชครูทุกท่านเป็พยาน หนึ่งเดือนก่อนข้าชนกู้ซื่อจื่อจนได้รับาเ็เพราะความประมาท วันนี้จึงตั้งใจมาขอขมากู้ซื่อจื่อโดยเฉพาะ”
กู้อวี้ขมวดคิ้วน้อย ๆ ท่านอ๋องผู้นี้เป็คนที่จะยอมก้มศีรษะให้คนอื่นง่าย ๆ เสียที่ไหน
ในอดีตเคยถึงขั้นส่งคนไปดักตีบุตรชายของเสนาบดีจนบิดามารดายังจำไม่ได้ เคยด่าธิดาขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนเกือบคิดสั้นฆ่าตัวตาย ก็ไม่เคยเห็นว่าเขาจะเคยขอขมาใครมาก่อน ไฉนคราวนี้ถึงมาขอโทษคนตัวเล็ก ๆ อย่างนางได้เล่า?
นางใคร่ครวญเื่ที่เกิดขึ้นใน่เวลานี้อย่างรวดเร็ว
จริงด้วย องค์ชายห้า!
วันที่รถม้าชนกัน องค์ชายห้าที่อารมณ์ร้ายมาแต่ไหนแต่ไรผู้นั้นมีปากเสียงกับราชครูเจิ้งในชั้นเรียนจนถึงขั้นพลิกโต๊ะคว่ำด้วยความโมโห
เพราะเื่นี้ ฝ่าาจึงทรงลงโทษให้องค์ชายห้าไปทบทวนตัวเองที่อารามขงจื๊อบนเขาอวี้ตูซาน จวบจนวันนี้ก็ยังไม่มีดำรัสอนุญาตให้กลับมา
ฮองเฮาเสี้ยวิ่ พระมารดาขององค์ชายห้าเป็อาหญิงของจวินเจ๋อ จวินเจ๋อจึงถือว่าเป็พรรคพวกขององค์ชายห้า
จวินเจ๋อคงจะอาศัยเื่ขอโทษนางเป็โอกาสในการขอพระเมตตาจากฮ่องเต้แทนองค์ชายห้าเป็แน่
เมื่อเป็เช่นนี้ก็สมเหตุสมผล
แต่คำพูดให้เกียรตินางเสียเลิศเลออย่างเมื่อครู่ นางจะกล้ารับไว้ได้อย่างไร!
[1] สวมหมวกเขียว (戴绿帽子) หมายถึง สวมเขา