บทที่ 5-2 ผู้หญิงกับการซื้อของ
จุดหมายแรกที่ทั้งเจ็ดคนไปคือ ร้านอาหารในตำบลที่หวังิเยว่เคยเห็นในคราวที่แล้วเมื่อหวังหลินข่ายเห็นว่าบุตรสาวกำลังจะเดินเข้าไปในร้านอาหารจึงรีบร้องห้าม
“เยว่เอ๋อร์ พวกเรากลับไปกินข้าวที่บ้านได้อย่าได้สิ้นเปลืองเลยลูก”
“แต่ข้าหิวมากเ้าค่ะท่านพ่อถ้าไม่กินข้าวแล้วข้าจะเอาแรงที่ไหนไปซื้อของต่ออีกอย่างท่านพ่อทำตัวให้ชินไว้นะเ้าคะ เพราะในอนาคตเราจะได้กินข้าวในร้านอาหารบ่อยๆ เ้าค่ะ” หวังิเยว่ส่งรอยยิ้มให้บิดา แล้วเดินนำเข้าไปในร้านอาหารอย่างมั่นใจ
ทั้งหมดได้แต่มองหน้ากัน แล้วเดินตามหวังิเยว่เข้าไปในร้านอาหารเสี่ยวเอ้อเมื่อเห็นคนทั้งเจ็ดใส่เสื้อผ้าเนื้อดีจึงรีบมาต้อนรับและพาไปที่โต๊ะอาหารหวังิเยว่สั่งอาหารขึ้นชื่อของทางร้านมาห้าอย่างและข้าวอีกเจ็ดถ้วยทั้งเจ็ดคนกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย เพราะนี่คือครั้งแรกที่ครอบครัวตระกูลหวังได้มากินอาหารข้างนอกบ้านด้วยกันเยี่ยงนี้อาหารมื้อนี้ราคาอยู่ที่แปดตำลึง
เมื่อกินข้าวเสร็จแล้ว หวังิเยว่บอกให้บิดาพาพี่ใหญ่ พี่รองน้องสาม และน้องเล็กไปเดินเที่ยวในตลาด หลังจากนี้อีกหนึ่งชั่วยามให้ไปพบกันที่ปากทางเข้าตลาด
หลังจากแยกกันหวังิเยว่พามารดาไปที่ร้านเครื่องประดับเมื่อคนงานเห็นลูกค้าสวมเสื้อผ้าเนื้อดี ดูมีฐานะจึงรีบออกมาต้อนรับอย่างขะมักเขม้นภายในร้านมีเครื่องประดับงดงามหลากหลายแบบ นางจึงถามมารดาว่า
“ท่านแม่ชอบเครื่องประดับชิ้นไหนบ้างเ้าคะ”
“เยว่เอ๋อร์ แม่ไม่อยากได้หรอกลูก อย่าสิ้นเปลืองเลย”
“ท่านแม่เ้าคะตอนนี้บ้านเรามีเงินแล้วไม่ลำบากเหมือนแต่ก่อน ลูกเห็นว่าท่านแม่ไม่มีเครื่องประดับใดๆ เลย จึงอยากซื้อให้ท่านแม่เ้าค่ะ”
“แม่มิได้ไปที่ใดมากนัก วัน ๆ อยู่แต่ที่บ้านไม่จำเป็ต้องมีของพวกนี้หรอก”
“ถ้าท่านแม่ไม่เลือกข้าจะซื้อชิ้นที่แพงที่สุดในร้านให้ท่านแม่เ้าค่ะ”
เหอฟางหรูกลัวว่าบุตรสาวจะซื้อเครื่องประดับชิ้นที่แพงที่สุดให้จึงเลือกปิ่นปักผมทองที่ชอบในราคาห้าตำลึง หวังิเยว่ยังเลือกกำไลหยกราคาสิบตำลึงเพิ่มให้มารดานอกจากนี้นางได้เลือกปิ่นปักผมราคาหกตำลึงให้ท่านยาย กิ๊บติดผมราคาสองตำลึงให้น้องสาวส่วนตัวเองที่อายุยังไม่ถึงสิบห้าปี ยังไม่ถึงเวลาปักปิ่นจึงเลือกกิ๊บติดผมราคาสี่ตำลึง ต่างหูราคาสองตำลึง และกำไลราคาห้าตำลึงให้กับตนเอง
‘เป็ผู้หญิงอย่าหยุดสวยค่ะ’
หวังิเยว่จ่ายเงินไปสามสิบสี่ตำลึงเถ้าแก่เนี้ยแถมปิ่นเงินราคาห้าสิบอีแปะให้สองอัน เมื่อทั้งสองคนแม่ลูกเดินออกจากร้านเครื่องประดับแล้วจึงมุ่งหน้าต่อไปที่ร้านขายเสื้อผ้า เถ้าแก่เนี้ยจำหวังิเยว่ได้จึงกุลีกุจอรีบออกมาต้อนรับทันที
“วันนี้ อยากได้สิ่งใดหรือแม่หนู”
“ข้าอยากได้ผ้าเนื้อดีสำหรับท่านตาหนึ่งพับสำหรับท่านยายหนึ่งพับ และผ้าเนื้อธรรมดาสี่พับเ้าค่ะเถ้าแก่เนี้ย”
“เช่นนั้น แม่หนูตามข้าไปเลือกผ้าที่ด้านในเถิด”
“ขอบคุณเ้าค่ะ”
หวังิเยว่กับมารดาช่วยกันเลือกผ้า เหอฟางหรูยิ้มแย้มอย่างมีความสุขในขณะที่เลือกผ้าให้กับบิดาและมารดาของตนเองราคาของผ้าทั้งหมดคือหกตำลึงยี่สิบอีแปะ เถ้าแก่เนี้ยลดให้เหลือหกตำลึง เมื่อทั้งคู่เดินออกจากร้านผ้าก็ใกล้ถึงเวลาที่นัดไว้กับพวกหวังหลินข่ายแล้วทั้งสองคนจึงรีบเดินไปยังจุดนัดพบ เมื่อไปถึงได้พบว่ากลุ่มของหวังหลินข่ายทั้งห้าคนได้ยืนรออยู่แล้วในมือของหวังหนิงหลงและหวังิซินมีถังหูลู่คนละหนึ่งไม้ และผู้เป็บิดายังถือห่อขนมไว้อีกหลายห่อก่อนกลับบ้านหวังิเยว่แวะซื้อเป็ดตุ๋นเพื่อเป็อาหารมื้อเย็นของวันนี้
หลังจากอาหารมื้อเย็น ทั้งเจ็ดคนในครอบครัวของหวังิเยว่ร่วมกันเดินถือสิ่งของไปยังบ้านท่านตาแลได้พบว่าคนทั้งหมดนั่งอยู่ในห้องโถงของบ้าน หวังหลินข่ายจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ท่านพ่อตาขอรับนี่คือเงินสิบตำลึงที่พวกเรายืมเงินไปขอรับ”
“มันไม่ถึงสิบตำลึงนะอาข่าย แล้วเ้าเอาเงินมาจากที่ใด” เหอเจียหยุนเอ่ยถามบุตรเขย
“ท่านพ่อรับเงินไปเถิดขอรับถือว่าข้าและอาหรูแสดงความกตัญญูแด่ท่านพ่อและท่านแม่ ส่วนที่มาของเงินข้าได้พบกับท่านพ่อของข้าเขารู้ว่าครอบครัวข้าลำบากมาก จึงได้มอบเงินก้อนใหญ่ให้ข้าขอรับ”หวังหลินข่ายเอ่ยกับท่านพ่อตา
“ท่านพ่อรับไปเถิดเ้าค่ะ ท่านพ่อกับท่านแม่ช่วยเหลือพวกเราไว้มากให้โอกาสลูกได้ตอบแทนเถิดนะเ้าคะ” เหอฟางหรูเอ่ยกับบิดาของตน
เหอเจียหยุนจึงยอมรับเงินจากบุตรเขย จากนั้นเหอฟางหรูจึงนำปิ่นปักผมทองมอบให้มารดาของตนเมื่อมู่เลี่ยงลี่และเหอเฟยจูเห็นปิ่นปักผมก็ทำตาโต จ้องมองอย่างมิวางตา ส่วนกัวฮุ่ยเหมยเห็นปิ่นปักผมทองที่บุตรสาวมอบให้มีความประณีตมากจึงคิดว่าปิ่นน่าจะราคาแพงเลยเอ่ยปากปฏิเสธไม่ยอมรับ
เหอฟางหรูยืนกรานไม่ยอมรับปิ่นคืน แลหยิบปิ่นทองไปปักบนผมของมารดาทันทีจากนั้นนำผ้าเนื้อดีมอบให้บิดาและมารดาคนละหนึ่งพับ มอบผ้าเนื้อธรรมดาให้ครอบครัวพี่ชายคนโตสองพับและครอบครัวพี่ชายคนรองสองพับเช่นกัน
หลินซูเจียวมองผ้าด้วยความดีใจแล้วรีบกล่าวขอบคุณเหอฟางหรูผู้เป็น้องสามีและคิดว่าครอบครัวตัวเองจะได้ชุดใหม่คนละหนึ่งชุดเพราะว่าผ้าหนึ่งพับจะตัดชุดผู้ใหญ่ได้สองชุดและเด็กหนึ่งชุดแต่ครอบครัวของนางไม่มีเด็ก จึงจะนำผ้าที่เหลือไปทำผ้าเช็ดหน้า ถุงเงิน ถุงเท้า แล้วนำไปขายในตำบลสร้างรายได้เพิ่มแต่มู่เลี่ยงลี่กลับจ้องมองผ้าในมือของท่านพ่อสามีและท่านแม่สามีอย่างไม่วางตาพร้อมกับกล่าวว่า
“ท่านพ่อเ้าคะ ผ้าของท่านพ่อสามารถตัดได้สองชุดข้าขอแบ่งไปตัดให้อาฉีหนึ่งชุดนะเ้าคะ อาฉีจะได้มีชุดใหม่เนื้อผ้าดี ๆใส่ไปเรียนหนังสือ จะได้ไม่น้อยหน้าคนอื่นเ้าค่ะส่วนผ้าของท่านแม่ข้าขอแบ่งไปตัดให้เฟยจูหนึ่งชุดเพื่อใส่ในวันปักปิ่นของนางเ้าค่ะ”
‘โอ้แม่เ้า! หน้าด้านกว่านี้มีอีกมั้ยคะคุณแค่นี้ก็สปอยลูกชายจนจะเป็เทวดาอยู่แล้ว เรียนแต่หนังสือไม่ยอมช่วยงานอะไรเลยเรียนก็แค่ปานกลางไม่ได้ฉลาดเลิศเล่อ ส่วนลูกสาวแค่งานปักปิ่นในชนบทมีแต่คนในครอบครัวไม่ได้ไปเดินแฟชั่นที่ปารีสนะยะ’
หวังิเยว่แกล้งเมินคำพูดและสายตาของท่านป้าสะใภ้รองแล้วกล่าวด้วยเสียงดังว่า
“ท่านแม่อยากให้ท่านตาและท่านยายมีชุดใหม่คนละสองชุดเ้าค่ะเอาไว้ใส่ในวันสารทและวันตรุษขึ้นปีใหม่ท่านป้าสะใภ้ใหญ่และพี่เฟยเจินมีฝีมือตัดเย็บดีมากพวกท่านช่วยตัดชุดให้กับท่านตาท่านยายคนละสองชุดได้หรือไม่เ้าคะ”
“ได้สิ ป้าจะตัดสองชุดให้ท่านตาของเ้าเอง ส่วนอาเจินให้ตัดชุดของท่านยาย”หลินซูเจียวรีบตอบรับคำหลานสาวของสามี
หวังิเยว่ส่งรอยยิ้มขอบคุณไปให้ท่านป้าสะใภ้ใหญ่และพี่เฟยเจินแล้วจึงหันไปเอ่ยเย้าผู้เป็ยายว่า
“ท่านยายต้องใส่ชุดใหม่ควบคู่กับปักปิ่นทองนะเ้าคะรับรองท่านยายต้องสวยจนเด็กสาวยอมแพ้เลยเ้าค่ะ”
เสียงหัวเราะหลายเสียงดังขึ้นในห้องโถงต่างกับสีหน้าบึ้งตึงของมู่เลี่ยงลี่ ก่อนกลับบ้านหวังิเยว่ยังแอบมอบปิ่นเงินที่เถ้าแก่เนี้ยแถมให้กับท่านป้าสะใภ้ใหญ่และพี่เฟยเจิน ทั้งสองคนดีใจมากกล่าวขอบคุณนางไม่หยุด