“นี่คือ...แบ่งกันกิน?” เย่ชิงชิงรู้สึกราวกับสมองหยุดทำงานไปชั่วขณะนางยืนนิ่งงันไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร มีเพียงเสียงหัวใจที่เต้นโครมครามไม่หยุดหย่อน
สามวินาทีต่อมานางจึงรู้สึกหงุดหงิดที่ตนเองไม่รู้จักตอบโต้ นางยกมือขึ้นปิดปากแล้วจ้องเขาเขม็ง“ท่านมัน...โรคจิต!”
นางยังเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือนนะ!ไฉนถึงได้ทำเช่นนี้...กล้าถึงเพียงนี้? ช่างบังอาจนักนางโมโหจนแทบกระอักเลือดตายแล้ว!
“เสียมารยาทแล้ว” เผยรุ่นจือถอยไปสองก้าวอย่างสง่างามกล่าวขอโทษอย่างหนักแน่น สีหน้าท่าทางยังคงสงบนิ่ง
เย่ชิงชิงเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อช่างเป็นคุณชายรองที่ร้ายกาจนัก สมกับที่เป็นพวกเจ้าเล่ห์จอมปลอมเสียจริง!เมื่อไม่นานมานี้นางเพิ่งรู้ว่าไอ้สารเลวนี่ได้หมั้นหมายกับคุณหนูเคอแล้วเหตุใดตอนนี้จึงยังมายั่วยวนนางอีกเล่า?
ก่อนที่นางจะทันได้เอ่ยปากถามตบหน้า หรือตอบโต้อื่นใด เผยรุ่นจือก็หันหลังก้าวเดินไปยังประตูชายหนุ่มหันกลับมาเล็กน้อย ยิ้มมุมปากให้นาง “เช่นนั้น...ไว้พบกันใหม่”
เวรเอ๊ย!นี่มันการท้าทาย! ท้าทายอย่างไร้ยางอายด้วย!
เย่ชิงชิงเตะรองเท้าใส่ทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรแต่คนผู้นั้นเดินออกไปแล้ว ตำแหน่งของรองเท้าก็ไม่แม่นยำเลยแม้แต่น้อย
ถูกแต๊ะอั๋งในถิ่นของตัวเองแถมยังบอกใครไม่ได้อีก มีอะไรที่น่าอึดอัดไปกว่านี้อีกหรือไม่?
แต่ว่าเจ้าเผยรุ่นจือผู้นี้ทำเช่นนั้นไปเพื่อเหตุอันใด?อย่าบอกนะว่าเขาหมายปองนาง? ...นางไม่เชื่อหรอก!
ไม่นานนักเย่จื้อเฟิงก็เดินถือถ้วยน้ำแกงสร่างเมาเข้ามา เขาเคาะประตูห้องของเย่ชิงชิงก่อนจะเอ่ยถาม “น้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เย่ชิงชิงยังอารมณ์ไม่ดีนางกล่าวตอบ “ข้าไม่เป็นอะไรเจ้าค่ะ”
“ใบหน้าเจ้าแดงก่ำถึงเพียงนี้แล้วยังจะบอกว่าไม่เป็นไรอีกหรือ? รีบดื่มน้ำแกงสร่างเมานี่เถอะ” เย่จื้อเฟิงยื่นถ้วยกระเบื้องให้พร้อมกับทำสีหน้าจริงจัง “คราวหน้าถ้าเจ้ายังกล้าแอบดื่มเหล้าอีกข้ากับท่านแม่จะสั่งสอนเจ้านะ!”
หน้าแดงหรือ?นางแดงเพราะโมโหต่างหาก!
“เมื่อครู่มีเรื่องเกิดขึ้นข้างนอก คุณหนูเผยฤทธิ์เหล้าเข้าสิงเว่ยชิ่งดูแลรถม้าไม่ดี นางจึงออกมาได้ ซ้ำร้ายยังไปเจอเย่จื้อเหอเข้าอีก!”น้องสาวฉลาดเฉลียวนี่เป็นครั้งแรกที่เย่จื้อเฟิงวางท่าเป็นพี่ชายและพูดอย่างจริงจัง “หากทำลายชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของคุณหนูเผยเข้าบ้านของเราจะต้องรับผิดชอบ!”
เย่ชิงชิงได้ยินดังนั้นก็ตกใจนางเอ่ยว่า “เย่จื้อเหอมาถึงหน้าบ้านเราได้อย่างไรเจ้าคะ?เหตุใดจึงมีเรื่องของสกุลเย่ทุกหนแห่งเช่นนี้!”
ไหนว่าต้องเดินทางไปสอบขุนนางที่เมืองหลวงไงเล่านี่ยังไม่ไปอีกหรือ!
แท้จริงแล้วสกุลเย่กำลังตกที่นั่งลำบากเพราะต้องควักเงินสองตำลึงออกมาจ่ายค่าเสียหาย แถมยังมีคนมาทวงหนี้พนันด้วยพวกเขายากจนอยู่แล้ว แถมสมาชิกในบ้านก็มีมาก แต่รายได้กลับน้อยนิดแต่ละวันต้องกระเบียดกระเสียนเงินทองเพื่อเตรียมค่าเดินทางให้เย่จื้อเหอ
การเดินทางไปเมืองหลวงนั้นแสนไกลการไปกลับอย่างน้อยก็ต้องใช้เงินเป็นร้อยตำลึงโชคดีที่เย่จื้อเหอสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉ หลังจากนั้นก็มีคนมาพยายามตีสนิทมากมายส่งของกำนัลให้ไม่น้อย หวังว่าในอนาคตหากเขาก้าวหน้าจะได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
เงินค่าเดินทางที่รวบรวมได้ยังไม่เพียงพอซ้ำยังมีหนี้พนันมาทวงถึงบ้าน หากไม่ให้เงินก็จะถูกทำร้ายถึงขั้นตัดนิ้วเท้าย่าเฒ่ากลัดกลุ้มจนผมหงอกร่วงไปหลายเส้นฝั่งหนึ่งคือบุตรชายคนรองที่นางรักใคร่มาตลอดอีกฝั่งหนึ่งก็คือหลานชายคนโตสุดที่รัก...
เย่จื้อเหอจึงยังไม่ได้ออกเดินทางไปในทันทีนางตู้ทะเลาะกับย่าเฒ่าและบ้านรองทุกวันเรื่องอนาคตของบุตรชายบางครั้งเย่เจียซุ่นก็ร่วมวงด้วย ภายในบ้านหาวันคืนที่สงบสุขไม่ได้เขาจึงหลบหนีออกมาเพราะรู้สึกหงุดหงิดใจ
เดินไปเดินมาพลางถอนหายใจไม่ทันรู้ตัวก็มาถึงหน้าบ้านของนางซูเย่จื้อเหอเบ้ปากใส่กำแพงสีขาวเบื้องหน้าด้วยความรังเกียจ แล้วกำลังจะหันหลังกลับ
โชคดีที่ในขณะนั้นเองมีคุณหนูผู้หนึ่งโผล่ออกมาจากรถม้าที่จอดอยู่หน้าประตู ใบหน้าราวกับดอกบัวแรกแย้มดวงตาพราวระยับดุจดอกท้อแย้มกลีบ กำลังส่งยิ้มมาทางนี้
นี่...คงเป็นชะตาฟ้าลิขิตกระมัง?ใบหน้าของหญิงงามยามแย้มยิ้ม ขมวดคิ้วอย่างน่ารักทำให้เย่จื้อเหออดใจไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตาตื่นใจ
เขาก้าวออกไปหนึ่งก้าวประสานมือแล้วกล่าวเสียงดัง“ข้าน้อยไม่ทันระวังชนกับคุณหนู เป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง”
เว่ยชิ่งเผลอไปครู่เดียวเผยฉางสี่ก็หลุดออกมาได้เขากำลังรีบร้อนดันนางกลับเข้าไปในรถม้าพลางชำเลืองมองกลับมา“ไม่ใช่เรื่องของเจ้า หลีกไป!”
เผยฉางสี่ถูกฤทธิ์เหล้าเข้าสิงนางจะยอมอยู่นิ่งในรถม้าที่อับทึบได้อย่างไร นางโวยวายจะออกมา“...เว่ยชิ่ง เจ้าหลีกไปนะ ข้างในมันอึดอัด”
“แม้จะกล่าวว่าอย่ามองสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรม แต่ข้าน้อยได้เห็นแล้วจะทำอย่างไรดีเล่า?” เย่จื้อเหอเบี่ยงตัวเล็กน้อยแสร้งทำเป็นยกมือปิดบังดวงตา
เผยฉางสี่พ่นลมหายใจออกทางปากเอ่ยถามความสงสัย“อะไรกันที่หมายความว่าอย่ามองสิ่งที่ผิดทำนองคลองธรรม? ท่านเป็นผู้ใดกัน?”
“ข้าน้อยนามว่าเย่จื้อเหอ” เย่จื้อเหอไม่ละสายตาเขากล่าวอย่างนอบน้อม “คุณหนูมีอาการเมาแล้วรีบกลับไปพักผ่อนจะดีกว่า...”
เมาหรือ?ไม่ใช่ว่าเขาพูดถึงนางหรอกนะ? เผยฉางสี่ส่ายหน้า“ท่านคงเข้าใจผิดแล้ว ข้ายังรู้ตัวดี” เหล้าเพียงน้อยนิดนั้นไม่พอให้นางลิ้มรสเสียด้วยซ้ำตอนนี้ก็แค่รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเท่านั้น
เว่ยชิ่งโบกมืออีกครั้งให้เขาถอยออกไปอย่ามาขวางทาง แต่ไม่คาดคิดว่าเย่จื้อเหอจะกล่าวคำที่ทำให้ตกใจเขาบอกว่าจะรับผิดชอบโดยการแต่งงานกับคุณหนูผู้นี้เพื่อรักษาชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ของนาง
เรื่องนี้ทำให้พวกเขาขุ่นเคืองยิ่งเผยฉางสี่ก็งงงวย “ชื่อเสียงบริสุทธิ์อันใดกัน?เหตุใดท่านบัณฑิตจึงพูดจาไร้มารยาทเช่นนี้!”
เว่ยชิ่งจ้องมองเขาด้วยสายตาไม่เป็นมิตร“หากท่านยังพูดจาไม่เข้าหูอีก อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ”
“แม้พวกท่านจะโมโหแต่ในฐานะที่ข้าน้อยคือซิ่วไฉก็ไม่กล้าทำลายชื่อเสียงของคุณหนู” เย่จื้อเหอโค้งคำนับอีกครั้ง “โปรดบอกให้ข้าน้อยทราบว่าบ้านท่านอยู่แห่งใดข้าน้อยจะไปสู่ขอถึงหน้าบ้านท่านในไม่ช้า”
เว่ยชิ่งย่างเข้าไปเตะเขาด้วยความโมโห“ซิ่วไฉอันใดกัน! ก็แค่คนพาลไร้ยางอายคุณหนูของพวกเราไม่ใช่คนที่เจ้าจะคิดหมายปองได้!”