ชายากำราบ (ท่านอ๋อง)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 110 อาจารย์เฟิงเสวียน

            ในวัดถัดมาพวกเขาเดินทางไปที่เมืองเซินเย้า

            มู่อวิ๋นจิ่นรู้สึกแน่นหน้าอกตั้งแต่เช้าราวกับมีบางอย่างในร่างกายกำลังดิ้นอยู่ จนนางเกิดความไม่สบายใจ

            คิดไปคิดมาจะต้องเป็นวิญญาณดอกบัวดำออกฤทธิ์เป็นแน่

            ช่างโชคร้ายเสียจริงนางผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ดันเจอเรื่องซวยเช่นนี้เข้า หากพบกับอาจารย์ท่านนั้น มู่อวิ๋นจิ่นอยากจะให้กรีดร่างกายของนางแหวกออกดูข้างในให้รู้แล้วรู้รอด

            “เจ้ากำลังคิดอะไรอยู่?” ฉู่ลี่หันมองมู่อวิ๋นจิ่น เห็นนางยกมือขึ้นจับหน้าอกด้วยใบหน้านิ่วคิ้วขมวด

            มู่อวิ๋นจิ่นส่ายหน้าไปมา“ไม่มีอะไร”

            ฉู่ลี่เงียบนิ่งเป็นเวลานาน

            ไม่รู้นานเพียงใดรถม้าเดินทางมาถึงหน้าประตูเมืองเซินเย้า และถูกทหารรักษาประตูเมืองกันรั้งให้เข้าแถว

            ติงเสี่ยนที่นั่งอยู่ข้างนอกรีบหยุดรถม้าเมื่อทหารเดินเข้ามา ติงเสี่ยนจึงควักป้ายบางอย่างขึ้นมายื่นให้ทหาร

            ทหารรับป้ายไปดูพลันสีหน้าเปลี่ยนสีทันที ก่อนจะรีบโค้งคำนับติงเสี่ยน จากนั้นจึงเอ่ยปากอย่างลำบากใจ“เจ้าเมืองมีคำสั่ง ไม่ว่าใครเข้าเมืองเซินเย้าจะต้องผ่านด่านตรวจทุกคน รวมทั้ง… ผู้สูงศักดิ์ในรถม้าด้วย”

            ติงเสี่ยนมาที่เมืองเซินเย้ากับฉู่ลี่บ่อยครั้งรู้กฎระเบียบของที่นี่ดี ในเวลานี้ติงเสี่ยนจึงทำได้เพียงยื่นหน้ารายงานผ่านม่าน “องค์ชายถึงเมืองเซินเย้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

            “อืม” เสียงของฉู่ลี่ตอบนิ่ง ๆ จากนั้นยื่นไข่มุกออกมาเม็ดหนึ่ง                 ทหารเห็นไข่มุกมรกตเม็ดนั้นก็เข้าใจทันทีและโค้งตัวผายมือ “เชิญ” จากนั้น ได้สั่งทหารรักษาประตู “เปิดประตูเมืองได้”

            รถม้าค่อยๆ เคลื่อนย้ายเข้าไปในเมืองเซินเย้า

            มู่อวิ๋นจิ่นนั่งพิงพนักพลางเอื้อมมือไปคว้าไข่มุกมรกตจากมือฉู่ลี่มาดู “นี่มันคืออะไร?”

            “สิ่งของของฉวีซินเหยา” ฉู่ลี่ตอบกลับ

            มู่อวิ๋นจิ่นเอ่ยรับทราบพลางขมวดคิ้วด้วยความว่าคันปากอยากจะเอ่ยถาม “เจ้ากับฉวีซินเหยามีความสัมพันธ์กันด้วยหรือ?”

            “ไม่มีสักหน่อย” ฉู่ลี่ปฏิเสธ ก่อนเสริมขึ้นอีกประโยคว่า “เมื่อวานนี้สวี่เหออวี๋ได้ฝากเปิ่นหวงจื่อนำของชิ้นนี้มาให้ฉวีซินเหยา”

            “ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง เมืองเซินเย้าแห่งนี้ ช่างแตกต่างกับเมืองอื่นๆ โดยสิ้นเชิง” แค่จะผ่านเข้าประตูเมืองต้องตรวจอย่างเข้มข้น ไม่รู้การใช้ชีวิตของผู้คนที่นี่เป็นอย่างไร

            คิดมาถึงตรงนี้มู่อวิ๋นจิ่นจึงเลื่อนผ้าม่านหน้าต่างขึ้น ชะเง้อออกไปดูด้านนอก

            เมื่อเห็นว่าทัศนาภาพไม่เป็นไปอย่างที่คาดหวังไว้มู่อวิ๋นจิ่นได้ลุกขึ้นมานั่ง และยื่นแขนออกไปรับลม

            “พวกเราจะไปหาอาจารย์คนนั้นหรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นหันมองไปทางฉู่ลี่

            “อืม”

            พอได้ยินว่าเดินทางไปหาอาจารย์ผู้นั้นมู่อวิ๋นจิ่นกลับรู้สึกใจเต้นรัวไปหมด จนต้องหายใจยาว ๆ ลึก ๆ เพื่อผ่อนคลาย

            แต่ภาพในหัวนางกลับปรากฏอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา

            ถ้าหากการทำลายค่ายกลสำเร็จและช่วยหรงเฟยออกมาได้แล้ว เช่นนั้นหน้าที่ดูแลตำหนักหวงอวี่จะต้องคืนกลับไปด้วยหรือไม่?

            หากเป็นเช่นนั้นนับว่าเป็นเรื่องดีเพราะอย่างไรเสียความสามารถของนางมีจำกัด การต้องแบกรับความลับยิ่งใหญ่ขนาดนี้ ทำให้นางรู้สึกกดดันอยู่ตลอด

            ยิ่งไปกว่านั้น…เหล่าครึ่งคนครึ่งสัตว์

            ยากยิ่งที่จะให้นางควบคุมได้

            …

            เมื่อรถม้าผ่านด่านตรวจเขตเมืองยังต้องเดินทางอีกประมาณครึ่งชั่วยาม ก่อนมาหยุดตรงเรือนมุงจากที่ห่างออกมา

            มู่อวิ๋นจิ่นที่นั่งจนเกือบเคลิ้มหลับเดินลงจากรถม้าเมื่อมองไปโดยรอบพบว่านางอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งที่ไม่มีแม้แต่พืชสักคนต้นยืนหยัดได้ส่วนเรือนมุงจากครึ่งหนึ่งทะลุเป็นรู กำแพงเรือนก็ทะลุเป็นรูเช่นกัน ให้ความรู้สึกเหมือนว่ามันพร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ

            “ที่นี่มีคนอยู่หรือไม่?” มู่อวิ๋นจิ่นตะโกนถาม

            ฉู่ลี่หันมองนาง“เข้าไปข้างในเถอะ”

            ทั้งสามคนจึงเดินเข้าไปด้านในติงเสี่ยนเคาะที่ประตูเบา ๆ แต่ไม่พบเสียงตอบกลับแต่อย่างใด จึงค่อย ๆ ผลักประตูออก

            “เอี๊ยด… ปัง!” เสียงทั้งสองเกิดขึ้นไล่เรียงกัน ประตูไม้ที่หนักอึ้งหลุดร่วงกระแทกพื้นจนฝุ่นกระจายเป็นวงกว้าง

            มู่อวิ๋นจิ่นเลิกคิ้วพึมพำต่อว่าสถานที่แห่งนี้  จากนั้นเดินเข้าไปสำรวจและพบว่าที่พื้นมีฟางปูอยู่กองหนึ่งส่วนอย่างอื่นก็ไม่เห็นมีอะไร

            พอมองเข้าไปที่กองฟางกลับเห็นชายชราในชุดคลุมสีเทากำลังนั่งสมาธิหลับตาเหมือนกำลังสวดภาวนาอยู่

            ไม่มีใครเอ่ยคำใดขึ้นมาในเวลานี้

            มู่อวิ๋นจิ่นคอยจ้องชายชราคนนั้นอยู่ตลอดเห็นชุดคลุมสีดำขาดเป็นรูบ้าง แหว่งบ้าง ผมที่ขาวโพลนทอดยาวลงมาใช้ไม้เสียบไว้ และรองเท้าที่ใส่กลับขาดเป็นรูจนเห็นนิ้วเท้า

            แค่คนชราเสื้อผ้าสกปรกขาดรุ่งริ่งดูยังไงก็เหมือนคนพเนจร เหตุใดฉู่ลี่จึงนับถือชายชราผู้นี้เป็นอาจารย์

            ยิ่งคิดก็ยิ่งสงสัย

            มู่อวิ๋นจิ่นยืนจ้องอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานจนรู้สึกปวดแข้งปวดขาไปหมด เมื่อมองที่พื้นเห็นว่า พื้นกระท่อมนั้นทำมาจากดิน นางจึงพยายามมองหาที่นั่งแต่กลับไม่พบกระทั่งนางรู้สึกจนปัญญา

            “แม่นางแค่นี้ก็ยืนไม่ไหวแล้วหรือ?” เสียงที่แหบแห้งดังสัพยอกขึ้นมา

            มู่อวิ๋นจิ่นหันขวับไปที่เสียงแหบแห้งนั้นเห็นชายชราที่กำลังนั่งสมาธิภาวนา ลืมตาข้างหนึ่งขึ้นพิจารณามู่อวิ๋นจิ่น ด้วยแววตาที่ดูแคลน

            พอเห็นชายชราคนนั้นมองนางด้วยสายตาไม่เป็นมิตรมู่อวิ๋นจิ่นจึงสวนกลับไปบ้าง “เจ้านั่งอยู่ตั้งนาน ทำไมข้าจะนั่งบ้างไม่ได้?”

            “ ยังกล้าสวนคำพูดของข้าอีกหรือ?” ชายชราหัวเราะเย้ยหยันเพียงเขาสะบัดแขนเสื้อ กลับมีลมวูบใหญ่พัดเข้ามา หมายปะทะไปยังร่างมู่อวิ๋นจิ่น

            ทางด้านติงเสี่ยนพยายามจะเข้ามาขวางกลับถูกฉู่ลี่ยกมือกันเอาไว้ก่อน

            มู่อวิ๋นจิ่นไม่รู้สึกหวาดกลัวลมที่ชายชราใช้มาเล่นงานตนแม้แต่น้อยทั้งนางสามารถหลบได้อย่างสบาย หลังจากนางกลับมายืนไม่นาน ลมวูบใหญ่ก็พุ่งเข้ามาอีกสองสาย

            มู่อวิ๋นจิ่นหลบอย่างต่อเนื่องจนเกิดโมโหขึ้นมาและสะบัดแส้หางหงส์ออก “ไอ้คนแก่บ้า สมองเลอะเลือนหรืออย่างไร?”

            ชายชราผู้นั้นขยับเปลือกตาขึ้นดูเพียงเล็กน้อยก่อนยกฝ่ามือขึ้นมา ทำให้เศษก้อนหินที่กระจัดกระจายในห้องลอยขึ้นและพุ่งเข้ามาใส่ มู่อวิ๋นจิ่นทุกทิศทุกทาง

            พอมู่อวิ๋นจิ่นเห็นชายชราผู้นี้เล่นงานนางอย่างไม่เกรงใจก็ไม่มีความจำเป็นที่นางจะไว้หน้าเขาอีกต่อไปแล้วเช่นกัน

            แส้หางหงส์ถูกสะบัดออกไปฟาดก้อนหินเหล่านั้นจนแตกกระจุยและฟาดแส้ไปทางชายชราคนนั้น

            ชายชราผู้นั้นไม่ลืมตาขึ้นแม้แต่น้อยเขายังคงรักษาสมาธิภาวนา เมื่อแส้หางหงส์กำจัดเคลื่อนเข้าไปใกล้ ร่างของเขากลับเคลื่อนหลบได้สบายๆ โดยไร้ความกังวล

            มู่อวิ๋นจิ่นสะบัดแส้หมายเล่นงานเท่าไหร่ก็ไม่โดนสักครั้งจนนางเดือดดาลอดไม่ไหวที่ชายชราตั้งใจกลั่นแกล้งนางเช่นนี้

            “ฝีมือการใช้แส้ของเจ้ายังไม่ดีเท่าไหร่นัก แค่นี้ยังไม่เพียงพอที่จะเป็นคู่ต่อสู้ข้า”ชายชราขยับเปลือกตามองด้วยความเยาะเย้ย

            ตอนนี้มู่อวิ๋นจิ่นบ้าคลั่งจนควบคุมอารมณ์ไม่ได้

            นางคว้าแส้เสริมพลังลมปราณจนแส้เรืองแสงสีม่วงอ่อน ๆ มู่อวิ๋นจิ่นเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิ “ไอ้แก่ อย่าโทษว่าข้าไม่เคารพแล้วกัน”

            สิ้นเสียงมู่อวิ๋นจิ่นสะบัดแส้ฟาดไปยังชายชราจนเสียงดังสนั่น

            ชายชราผู้นั้นยังคงหลบหลีกได้เหมือนเดิมแต่มู่อวิ๋นจิ่นได้คิดหาทางแก้ไขมาแล้ว โดยมือหนึ่งของนางฟาดแส้ อีกมือหนึ่งใช้พลังลมปราณปล่อยพลังใส่ชายชราจนขยับตัวไม่ได้จนชายชราถูกแส้กระทบเข้าไปหนึ่งที

            “โอ๊ย…” ชายชราร้องด้วยความเจ็บปวดที่โดนแส้หางหงส์

            ในระหว่างที่มู่อวิ๋นจิ่นกำลังจะฟาดแส้ซ้ำเป็นครั้งที่สองฉู่ลี่ที่อยู่ด้านข้างเดินขึ้นมาจับแส้หางหงส์ของนางเอาไว้ในมือเพื่อห้ามปราม

            มู่อวิ๋นจิ่นเหลือบมองฉู่ลี่เห็นเขาส่ายหน้าห้ามปราม นางจึงยอมเก็บแส้หางหงส์

            “แม่นาง ไม่เลวนี่หน่า เอาเป็นว่ามาเป็นศิษย์ของข้าดีหรือไม่?” ชายชราที่โดนแส้ฟาดหันมายิ้มให้มู่อวิ๋นจิ่น

            มู่อวิ๋นจิ่นมองเขาด้วยสายตารังเกียจ“เจ้ายังสู้ข้าไม่ได้ ถือดีอะไรจะมาเป็นอาจารย์ของข้า?”

            “เหอะๆ ข้าตั้งใจออมมือให้เจ้า เจ้ากลับคิดว่าตัวเองเก่งกาจเกินใคร แต่ว่าวิธีการเมื่อครู่ช่างไม่ธรรมดาเสียจริง” ชายชราเอ่ยขึ้น

            มู่อวิ๋นจิ่นชะงักไปเมื่อครู่ด้วยความโมโหเข้าครอบงำ นางเลยลืมตัวเผลอใช้การรวมลมปราณจากในคัมภีร์เฉวียนหลิง

            ตายแล้วตายแน่ ๆ…

            ฉู่ลี่จ้องมองไปยังมู่อวิ๋นจิ่นด้วยสายตาแข็งทื่อพอเห็นชายชราและมู่อวิ๋นจิ่นเถียงกันไปมาพอหอมปากหอมคอแล้ว จึงเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์เฟิงเสวียนวิญญาณดอกบัวดำเข้าสู่ภายในของมู่อวิ๋นจิ่นเมื่อวานนี้”

            อาจารย์ที่นามว่า‘เฟิงเสวียน’ ได้ยินดังนั้นถึงกับหัวเราะจนท้องแข็ง “เจ้าหมายความว่า วิญญาณดอกบัวดำเข้าสู่ร่างนางหนูเนี่ยนะ?”

            ฉู่ลี่พยักหน้าแทนคำตอบ

            “ฮ่า ๆ ๆ ๆ ช่างน่าขันสิ้นดี ข้ายังเครียดอยู่เลยว่าจะแก้แค้นที่ถูกนางฟาดไปหนึ่งทีอย่างไรดีนางหนูนี่ก็หามาถึงที่ซะแล้ว” อาจารย์เฟิงเสวียนมิอาจกลั้นเสียงหัวเราะอยู่

            มู่อวิ๋นจิ่นกัดริมฝีปากควบคุมอารมณ์ที่อยากจะควักแส้หางหงส์ออกมาฟาดอีกสักสองสามที “จะทำอย่างไรถึงจะเอาวิญญาณดอกบัวดำออกจากร่างกายข้า?”

            “เชอะ!!!” อาจารย์เฟิงเสวียนเบือนปาก “นางหนู วิญญาณดอกบัวดำมิใช่ของธรรมดาหากเจ้าไม่ถอดอย่างทันท่วงที มันจะรวมเข้ากับกระแสเลือดของเจ้า เปลี่ยนสีเลือดจากแดงเป็นดำจากนั้นค่อย ๆ ทรมานและตายอย่างอเนจอนาถ…”

            มู่อวิ๋นจิ่นขมวดคิ้วเข้าหากันด้วยไม่อยากเชื่อคำพูดของอาจารย์เฟิงเสวียน จากนั้นนางมองไปหาฉู่ลี่ด้วยใบหน้าสร้อยเศร้า“ฉู่ลี่ เรื่องที่เกิดขึ้นกับข้าเป็นเพราะเจ้าแท้ ๆ”

            ฉู่ลี่เห็นสีหน้าท่าทางของนางดังนั้นเขาไม่ได้รู้สึกสงสารนางแม้แต่น้อยกลับอยากจะหัวเราะออกมา จึงหันไปถามอาจารย์เฟิงเสวียนด้วยรอยยิ้ม “ขออาจารย์เฟิงเสวียนช่วยชี้แนะทางออกด้วย”

            “ง่ายนิดเดียว ให้นางหนูรับข้าเป็นอาจารย์ ข้าจะช่วยสอนวิธีการให้นาง พอฝึกสำเร็จแล้วที่เหลือนางก็ช่วยตัวเองได้”อาจารย์เฟิงเสวียนชี้แจง

            จากนั้นอาจารย์เฟิงเสวียนจึงหันมองมู่อวิ๋นจิ่นและเสริมขึ้นอีกประโยค “วิชาวรยุทธ์ของข้านั้น ข้าเป็นคนคิดค้นเองทั้งหมด หากนางหนูไม่ไหว้ข้าเป็นอาจารย์อย่าหวังว่าจะได้เรียนรู้วิชา!”

            “เอายังไงนางหนู จะไหว้ข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?” อาจารย์เฟิงเสวียนเลิกคิ้วถามด้วยถือไพ่เหนือกว่า

            มู่อวิ๋นจิ่นได้แต่กัดฟันกรอดๆ สายจ้องมองอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้ออาจารย์เฟิงเสวียน

            ไอ้แก่นี่นะทำไมมันช่างวอนเสียเหลือเกิน!!!

            การให้นางไหว้เขาเป็นอาจารย์และด้วยท่าทางอย่างกับคนพเนจรเช่นนี้ ดูก็รู้ว่าคงไม่มีใครอยากเป็นศิษย์… มิน่าเล่าวิญญาณดอกบัวดำที่ถูกสร้างขึ้นจากฝีมือเขา จึงไม่ใช่ของที่ดี…

    คล้ายกับเรื่องชายากำราบ (ท่านอ๋อง) ที่คุณอ่าน