ริมฝีปากแนบชิด ลมหายใจผสานรวมกัน
ทั้งสองคนไม่ได้ขยับ
หวาชิงเสวี่ยขยับไม่ได้เพราะเขาโอบกอดไว้ส่วนฟู่ถิงเย่ก็...
เอาเถอะ นางก็ไม่รู้ว่าเหตุใดเขาถึงไม่ขยับ
...หรือว่า เขาจูบไม่เป็น?
...
เงยหน้านานเกินไป หวาชิงเสวี่ยจึงรู้สึกปวดเมื่อยที่คอเล็กน้อย
นางค่อยๆ ขยับริมฝีปากผละออกเล็กน้อยแล้วเปิดปากเพื่อหายใจ ฟู่ถิงเย่กลับถูกการกระทำนี้กระตุ้น ลิ้นหยาบกระด้างและแข็งแกร่งพลันแทรกเข้ามาทันที!
จุมพิตของเขาเหมือนกับตัวของเขาเองช่างรวดเร็วและดุดัน ทันทีที่เข้ามาก็เปิดฉากบุกรุกโดยไม่รีรอ ดูดดึง ขบกัด จนโคนลิ้นของนางชาและเจ็บแสบ
หวาชิงเสวี่ยเบิกตากว้างราวกับกำลังจะถูกกลืนกินเข้าไป!
เขาเรียนรู้ด้วยตนเองถึงขนาดรู้สึกว่ายังไม่เพียงพอ จึงยกเอวของหวาชิงเสวี่ยขึ้นแล้วล้มตัวลงบนเตียง ยิ่งทำให้จุมพิตลึกซึ้งยิ่งขึ้นแสวงหาความหอมหวานไม่หยุดยั้ง
มือของเขาก็ไม่ได้ว่างเว้นรีบร้อนดึงเสื้อผ้าของนางออก ราวกับอยากจะจัดการนางเสียตรงนี้
หวาชิงเสวี่ยเริ่มรู้สึกประหม่าแม้ว่านางจะบ้าคนหน้าตาดี แต่ก็ไม่ได้คิดจะมอบกายให้เขาแบบฉับพลันเช่นนี้!
นางขยับมือผลักเขาออกทันใดนั้นก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างแข็งๆ ทิ่มแทงอยู่ที่ต้นขา...
ไม่...ไม่ได้นะ!
ฟู่ถิงเย่ปล่อยนางทันที!สูดลมหายใจเข้าจนเต็มปอด แล้วโอบกอดนางไว้นิ่งๆ!
"อย่าขยับ"เขาหอบหายใจ น้ำเสียงแหบพร่า "...เดี๋ยวก็ดีขึ้น"
แน่นอนว่าหวาชิงเสวี่ยไม่กล้าขยับ!นางลืมตามองคานบนเพดานห้อง ใบหน้าแดงก่ำ หัวใจเต้นรัว
ทั้งสองคนยังคงอยู่ในท่าทางนี้นอนอยู่บนเตียงเนิ่นนาน
ฟู่ถิงเย่ถามว่า"ยังบาดอยู่ไหม"
หวาชิงเสวี่ย"???"
นางยังคงตกอยู่ในห้วงอารมณ์หลังจากถูกใครบางคนจุมพิตอย่างรุนแรงจึงไม่ได้ยินว่าฟู่ถิงเย่ถามอะไร
ฟู่ถิงเย่ใช้แขนยันตัวลุกขึ้นเห็นว่าบนใบหน้าของนางไม่มีรอยแดงเหล่านั้นแล้วก็วางใจ
ไม่บาดแล้ว
ในเมื่อไม่บาดแล้ว...ต่อไปอยากจะจูบอย่างไรก็ได้
เขายื่นมือลูบไล้ใบหน้าเนียนนุ่มของนางเบาๆ
นางทั้งไม่ดิ้นรน ทั้งไม่ขัดขืนนอนอยู่ใต้ร่างของเขาด้วยใบหน้าแดงก่ำ ริมฝีปากเล็กๆ อ้าออกหายใจเบาๆ ดูงดงามน่ารักกว่าปกติ
เขากดนิ้วลูบคลึงริมฝีปากที่ชุ่มชื้นแดงก่ำของนางเบาๆนึกถึงความรู้สึกที่ทำให้ใจล่องลอยเมื่อครู่ ความร้อนรุ่มในกายที่เพิ่งสงบลง ก็ย้อนกลับมาอีกครั้ง
ฟู่ถิงเย่ก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัวประทับจูบบนริมฝีปากของนางอีกครั้ง...
...
ช่วงบ่ายวันนี้ หวาชิงเสวี่ยไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น
เพราะนางถูกใครบางคนกดจมเตียงพรมจูบอยู่ตลอดทั้งบ่าย
จูบซ้ำไปซ้ำมา โดยไม่เบื่อหน่ายจนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำ เขาจำเป็นต้องจากไปแล้ว ตะแคงร่างมองนางแล้วพูดเสียงต่ำว่า"...หากไม่จัดงานเอิกเกริก การแต่งเจ้าเข้ามาในบ้านก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไร..."
โชคดีที่หวาชิงเสวี่ยยังคงมีสติเหลืออยู่บ้างจึงส่ายหน้าทันที "ท่านแม่ทัพ หากถูกจับได้ ท่านจะโดนฟ้องร้องนะเจ้าคะ!"
การจัดงานมงคลในช่วงไว้ทุกข์ของแคว้นถือเป็นความผิดร้ายแรงถึงขั้นดูหมิ่นอำนาจของราชวงศ์!
ฟู่ถิงเย่รู้ดีถึงเรื่องนี้โดยเฉพาะสถานะของเขา งานมงคลต่างๆ ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบ ไม่สามารถทำแบบเงียบๆ ได้
เมื่อครู่เขาเพียงแค่ขาดสติไป...
เมื่อคิดว่าต้องรอจนถึงปีหน้าจึงจะสมหวังได้ก็รู้สึกว่าวันเวลาช่างยาวนานเหลือเกิน
"พรุ่งนี้ข้าจะมาหาเจ้าอีก"ฟู่ถิงเย่ลุกขึ้นอย่างอาลัยอาวรณ์ ดวงตายังคงจับจ้องไปยังริมฝีปากของหวาชิงเสวี่ยที่บวมแดง
หวาชิงเสวี่ยเหมือนจะรู้สึกบางอย่างขึ้นมาขวยเขินจนเอามือปิดริมฝีปาก พร้อมพึมพำว่า "ไปกลับค่ายทหารบ่อยๆ เช่นนี้ จะไม่เหนื่อยเกินไปหรือเจ้าคะ..."
"ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ฝ่าบาทจะเสด็จมาที่นี่พอดีข้าต้องถวายการต้อนรับ" เขามองไปที่หวาชิงเสวี่ย แล้วกล่าวว่า "ฝ่าบาทอาจจะมาพบเจ้า"
หวาชิงเสวี่ยยิ้มบางๆ"อืม พ่อบ้านจ้าวบอกแล้ว ให้ข้าเตรียมตัวให้พร้อม"
ฟู่ถิงเย่เห็นท่าทางอ่อนโยนว่าง่ายของนางก็ยิ่งรู้สึกไม่อยากจากไป โอบกอดนางไว้แล้วพูดว่า "ข้าไปแล้วนะ"
นางหน้าแดงพยักหน้า"อืม"
พอเขาเดินไปถึงประตูก็ห้ามไม่ให้นางไปส่ง เพราะกลัวว่าเหล่าทหารองครักษ์ด้านนอกจะเห็นริมฝีปากของนางที่ถูกเขาทำร้ายรุนแรง
ท่าทางของหวาชิงเสวี่ยที่ใบหน้าแดงก่ำริมฝีปากบวมเล็กน้อยนั้น ช่างดูงดงามเย้ายวนเกินไป ฟู่ถิงเย่ไม่อยากให้ใครเห็น
ในตอนที่จากไป เขารู้สึกเศร้าเหมือนสูญเสียสิ่งสำคัญ
ฟู่ถิงเย่ยืนอยู่หน้าประตูเรือนตระหนักได้ว่าตนเหมือนสตรีที่ทำตัวงอแงขาดความเด็ดขาด!
แค่ต้องกลับค่ายไม่ใช่หรือ!ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนี้จะไม่ได้เจอกันเสียหน่อย หากคิดถึงนางมากนักก็รับเข้ามาในค่ายทหารเสียสิ!ตรงไปตรงมาหน่อย!
แต่ว่า...พูดก็พูดเถอะการโกนหนวดนี่มันคุ้มค่าจริงๆ ...
ฟู่ถิงเย่ยิ้มมุมปากเดินจากไปด้วยอารมณ์ดี
ทหารองครักษ์ที่เฝ้าประตูอยู่มองเห็นทุกการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของเขาตลอดเวลาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในตอนท้ายที่เขายิ้มออกมาอย่างชื่นมื่น ทำให้ผู้คนงงงวยเป็นอย่างยิ่ง...
หรือว่า เมื่อครู่ท่านแม่ทัพอยู่ในนั้นแล้วเกิดเรื่อง...เล็กๆ น้อยๆ กับแม่นางหวา?
...
ในตอนกลางคืน หวาชิงเสวี่ยนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง
นางรู้สึกว่าตนถูกฟู่ถิงเย่ทำให้หลงใหลเสียแล้ว
ในเรื่องความรัก นางเป็นคนที่ค่อนข้างเฉื่อยชาไม่เคยมีประสบการณ์ความรัก มีเพียงความรู้สึกรักข้างเดียวครั้งหนึ่งเท่านั้น ต่อมาเมื่ออีกฝ่ายย้ายโรงเรียนจากไปความรู้สึกนั้นก็จางหายไปตามธรรมชาติ
ถึงแม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังจะไปแล้วนางก็ไม่มีท่าทีใดๆ ที่คล้ายกับการสารภาพรัก ไม่เคยขอเบอร์โทรศัพท์หรือช่องทางการติดต่ออื่นๆจากอีกฝ่ายเลย แสดงให้เห็นว่านางเฉื่อยชาในเรื่องความรู้สึกมากเพียงใด...
แต่นางเคยมีประสบการณ์ถูกตามจีบ
เด็กหนุ่มที่นางพบเจอมักจะมีวิธีการตามจีบที่สุภาพและระมัดระวัง ไม่เคยทำให้ฝ่ายหญิงรู้สึกถูกบีบบังคับ
ความเฉื่อยชาของนางมักจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการปฏิเสธทำให้เกิดข่าวลือขึ้นมาว่านางหยิ่งยโสและเข้าถึงยาก แต่ที่จริงแล้วนางเพียงแค่ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไรเท่านั้น...
นางครองโสดมาจนถึงทุกวันนี้จนกระทั่งมาเจอฟู่ถิงเย่ที่เอาแต่ใจและไร้เหตุผลในโลกที่แปลกประหลาดนี้
ฟู่ถิงเย่ไม่เปิดโอกาสให้นางปฏิเสธเลยเข้ามาใกล้ทีละน้อย ฉวยโอกาสไปเสียทุกทาง หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่านางเสียเปรียบเขาไปหมดแล้ว...แถมแค่นี้ยังไม่พอใจคิดถึงแต่เรื่องจะแต่งงานกับนางอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
ความเอาแต่ใจและดื้อรั้นของเขากลับช่วยเติมเต็มความลังเลและความอ่อนแอของนางได้พอดี
หวาชิงเสวี่ยนอนอยู่บนเตียงด้วยความคิดที่สับสนนางจะต้องแต่งงานกับคนโบราณจริงๆ หรือ?
บางทีอาจจะไม่ต้องลังเลอย่างที่กังวล...
เพราะฟู่ถิงเย่ไม่เคยถามความเห็นของนางเลยสักนิด
นางแอบหัวเราะอยู่ใต้ผ้าห่มคิดในใจว่า ‘โชคดีที่เขาหล่อเหลา แถมยังดีกับนาง ทั้งร่ำรวยและมีอำนาจ ไม่อย่างนั้นหากเขาเอาแต่ใจแบบนี้ นางคงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจจริงๆ’
...
วันรุ่งขึ้น รถม้าสี่ล้อก็แล่นเข้ามาในเมืองผานสุ่ย
รถม้าจอดอยู่เพียงครู่เดียวที่หน้าจวนแม่ทัพก็หักเลี้ยวไปยังบ้านของหวาชิงเสวี่ยทันที
หวาชิงเสวี่ยมองร่างที่คุ้นเคยกระโดดลงมาจากรถม้าขณะนั้นรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
คิดไม่ถึงว่า นางกับหลี่จิ่งหนานจะแยกจากกันมาได้ครึ่งปีแล้ว
ความหวาดกลัวในตอนแรกที่มาถึงโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน นางคิดว่าตนเองคงอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่พริบตาเดียวก็ผ่านมาครึ่งปีแล้ว
"เฮ้! มองอะไรมองข้าจนโง่งมไปแล้วหรือ?!" หลี่จิ่งหนานยังคงแสดงท่าทางเย่อหยิ่งเหมือนเดิม
บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างกายเขาได้ยินดังนั้นก็อดไม่ได้ที่จะมองหลี่จิ่งหนานด้วยสายตาแปลกๆราวกับรู้สึกแปลกใจที่ได้ยินน้ำเสียงสนิทสนมขนาดนี้ของฮ่องเต้
หวาชิงเสวี่ยมองหลี่จิ่งหนานตั้งแต่หัวจรดเท้าเหมือนเขาจะสูงขึ้นกว่าเดิมแล้ว สูงกว่าตอนที่อยู่ในเมืองเหรินชิวเล็กน้อย สีหน้าดูสดใสขึ้นใบหน้าที่ขาวสะอาดประดับไปด้วยดวงตาที่เปล่งประกายเจิดจ้า ริมฝีปากแดงฟันขาว สวมเสื้อผ้าหรูหราทุกการเคลื่อนไหวล้วนดูสง่างามและมีฐานะ
นางยิ้มตาหยีพลางกล่าวว่า"เจ้าสูงขึ้นแล้วนี่!"
"แน่นอนอยู่แล้ว"หลี่จิ่งหนานเชิดหน้าอย่างหยิ่งผยอง แล้วก้าวขาเข้าไปในบ้าน
"เมื่อวานรู้ว่าเจ้าจะมาข้าจึงตั้งใจทำขนมแป้งกรอบม้วนไว้ มันเป็นอาหารที่ข้าคิดค้นขึ้นเมื่อไม่นานมานี้"หวาชิงเสวี่ยเชื้อเชิญเขาและบ่าวรับใช้ให้เข้ามานั่งในบ้าน "ที่นี่ข้ายังมีชาฟักเขียวด้วยนะหวานมากๆ เลยล่ะ"
หลี่จิ่งหนานมองนางด้วยสายตาเคลือบแคลง
หวาชิงเสวี่ยหัวเราะ"คนเราเปลี่ยนไปได้นะรู้ไหม? ตอนนี้ฝีมือของข้าดีขึ้นจริงๆ!จะไม่ทำผักกาดขาวต้มน้ำเปล่าให้เจ้ากินอีกแล้ว ไม่เชื่อลองชิมดู!"
พูดจบก็นำขนมบนโต๊ะมาวางไว้ตรงหน้าเขา
บ่าวรับใช้ของหลี่จิ่งหนานเบิกตากว้างด้วยความตกใจไม่คิดว่าหวาชิงเสวี่ยจะปฏิบัติต่อฮ่องเต้แบบนี้!
นางรู้หรือไม่ว่าคุณชายตัวน้อยผู้นี้แท้จริงแล้วมีสถานะอะไร?!
นิสัยของฮ่องเต้ตัวน้อยนั้นเป็นที่รู้กันว่าหงุดหงิดง่ายอย่างยิ่ง!เหล่านางกำนัลและขันทีในวังหลังต่างหวาดกลัวและคอยรับใช้ด้วยความระมัดระวังทุกวัน ด้วยกลัวว่าฮ่องเต้จะกริ้วโกรธส่วนเขาคือผู้ที่ซื่อสัตย์และจริงใจที่สุด ทุบตีและดุด่าได้ กระทั่งได้เข้าไปอยู่ในสายตาฮ่องเต้ตัวน้อยจึงได้มาดูแลอยู่ใกล้ชิด!
สิ่งที่รับรู้จากการดูแลอย่างใกล้ชิดก็คือ...ฮ่องเต้ตัวน้อยนิสัยเสียมากจริงๆ!แทบจะอารมณ์เสียอยู่ตลอดเวลา!
บ่าวรับใช้กลัวว่าหวาชิงเสวี่ยจะทำให้หลี่จิ่งหนานโกรธจนสุดท้ายต้องมาเดือดร้อนเขาไปด้วย หลังจากเข้าไปในบ้านแล้วก็เลยมีอาการกระสับกระส่าย
เมื่อเขาเห็นหวาชิงเสวี่ยนำของกินออกมาวางก็รีบหยิบเข็มเงินมาเตรียมทดสอบพิษ แต่หลี่จิ่งหนานกลับหยิบขนมแป้งกรอบม้วนขึ้นมาเคี้ยวเสียแล้ว
บ่าวรับใช้ถึงกับตะลึงงัน...
"ว่าอย่างไร เจ้าก็อยากกินหรือ?"หวาชิงเสวี่ยเห็นเขาจ้องมองขนมที่หลี่จิ่งหนานถืออยู่ตาไม่กะพริบ จึงหยิบขนมแป้งกรอบม้วนหนึ่งชิ้นมาส่งให้เขาด้วยความเห็นใจ
บ่าวรับใช้แทบอยากจะร้องไห้!
นั่นเป็นของที่ฮ่องเต้เสวยนะ!เขาจะกล้าแตะต้องได้อย่างไร?! นี่มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง!ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง!!!
"เขาเป็นคนในวังของข้าชื่อเสี่ยวโต้วจื่อ" หลี่จิ่งหนานกินพลางทำเศษขนมร่วงไปพลาง "เขาเตรียมจะทดสอบพิษให้ข้าเป็นความเคยชินน่ะ"
สายตาของหวาชิงเสวี่ยจึงหยุดอยู่ที่เข็มเงินอันนั้นในมือของบ่าวรับใช้ที่บางจนเกือบมองไม่เห็นนางอดไม่ได้ที่จะหัวเราะพลางกล่าวว่า "นั่นใช้ได้แค่ทดสอบอาหารเหลวเท่านั้น แถมใช่ว่าจะใช้ได้ผลกับทุกอย่างด้วยกับขนมแป้งกรอบม้วนยิ่งใช้ไม่ได้ใหญ่เลย"
หลี่จิ่งหนานเคี้ยวอาหารไปพลางมองขันทีผู้ติดตามข้างกายอย่างดูถูก"ได้ยินไหม? ทดสอบไปก็เสียเปล่า! ต่อไปเลิกทำเสียเถอะ"
เสี่ยวโต้วจื่อก้มหน้าลงเงียบๆ"..."
"เขาก็ทำเพราะหวังดีกับเจ้านะ"หวาชิงเสวี่ยกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ต่อไปเมื่อถึงเวลาทดสอบพิษก็ยังต้องทดสอบนะ"
หลี่จิ่งหนานกลับทำท่าทางเหมือนไม่ได้ยินรีบกินขนมที่อยู่ในมือจนเกลี้ยงแล้วดื่มชาฟักเขียวตรงหน้าจนหมด ดูสุขกายสบายใจยิ่ง
"ยังมีอีกหรือไม่?เจ้าทำเพิ่มมาหน่อย ข้าจะเอาไปกินระหว่างทางกลับเมืองหลวง"
หวาชิงเสวี่ยจึงตอบว่า"คนครัวในจวนแม่ทัพทำอร่อยที่สุดแล้ว เอาอย่างนี้ ข้าจะบอกพ่อบ้านจ้าวให้..."
ยังพูดไม่ทันจบก็ถูกหลี่จิ่งหนานขัดจังหวะด้วยความรำคาญใจ"ทุกครั้งที่กินอาหารข้างนอกต้องทดสอบพิษก่อน ยุ่งยากมากนัก แค่เจ้าทำก็พอแล้วเวลากินจะได้สะดวก"
หวาชิงเสวี่ยยิ้มด้วยความเอ็นดูนางรู้ว่านี่เป็นเพราะหลี่จิ่งหนานเชื่อใจนางเป็นพิเศษ
"เจ้าอุตส่าห์เดินทางเป็นพันลี้มาถึงที่นี่คงไม่ได้แค่มาขอให้ข้าทำของกินใช่หรือไม่?" นางพูดหยอกเขา
หลี่จิ่งหนานปรับสีหน้าแล้วกล่าวอย่างจริงจัง"แน่นอนว่าไม่ใช่! คำโบราณว่าไว้ อ่านตำราหมื่นเล่มไม่สู้เดินทางหมื่นลี้ ข้าเดินทางมาในครั้งนี้นอกจากจะมาเพื่อเรียนรู้แล้ว ก็ยังมาสำรวจความเป็นอยู่ของราษฎรด้วย แล้วก็...ที่สำคัญที่สุดแน่นอนว่ามาเพราะอยากเห็นว่าอาวุธใหม่ของเราทำลายกองทัพเหลียวได้อย่างไร!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของหวาชิงเสวี่ยก็หม่นหมองลง...