เสียงเครื่องยนต์รถกระบะสองคันดังใกล้เข้ามาในยามสายฝุ่นแดงคลุ้งลอยตามลม คนงานหลายคนหยุดมือจากการขุดแล้วหันไปมองเมื่อรถหยุดหน้าทางเข้าแคมป์ ประตูเหล็กถูกผลักเปิดออกตำรวจในเครื่องแบบก้าวลงจากรถพร้อมเ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน
“ตำรวจมาแล้ว…”เสียงกระซิบดังระหว่างคนงาน บางคนสีหน้าซีดเผือดราวกับรู้ตัวว่าต้องถูกสอบถาม
นายสารวัตรก้องเกียรติหัวหน้าชุดสอบสวน ลงจากรถมาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม มือถือแฟ้มหนา พร้อมหน่วย S.W.A.T.ถืออาวุธครบมือ เขากวาดตามองรอบ ๆ แคมป์ด้วยแววตาประเมิน
“ใครคือหัวหน้าทีมขุดค้นที่นี่?”
ดร.ชำนาญเดินออกมาจากเต็นท์หลัก“ผมเองครับ ดร.ชำนาญ”
สารวัตรพยักหน้า“เรามาที่นี่เพราะมีคนงานเสียชีวิตติดต่อกันสองคืน บางศพเืหายหมดและมีข่าวลือเื่ผีหรือสัตว์ป่า ผมต้องสอบทุกคนเพื่อหาความจริง”
การสอบสวนรอบแรก – ทีมวิชาการ
โต๊ะไม้ยาวถูกตั้งกลางเต็นท์ประชุมตำรวจเริ่มเรียกทีมวิชาการมานั่งสอบทีละคน เริ่มจากดร.ชำนาญ, มธุรส และคัมภีร์
สารวัตรเปิดแฟ้ม “คืนวันที่เกิดเหตุคุณอยู่ที่ไหนทำอะไรอยู่”
ดร.ชำนาญตอบเสียงเรียบ “ผมอยู่ในเต็นท์หลัก ตรวจบันทึกการขุดค้นมีพยานหลายคนเห็น”
คัมภีร์ยืนยัน “ผมก็อยู่ด้วยครับ กำลังจัดหมวดหมู่เศษภาชนะโบราณ”
มธุรสเสริม “เราไม่ได้ออกจากเต็นท์เลย”
สารวัตรเหลือบตาดู“แล้วมีศัตรูหรือความขัดแย้งกับคนงานไหม”
มธุรสหันไปสบตาพ่อ ก่อนตอบชัด “มีค่ะ…กับพวกเสี่ยโตเพราะพวกเขาเข้ามายุ่งในเขตขุดค้น”
คัมภีร์ขยับตัวเล็กน้อย “และพวกเขามีท่าทีจะขุดในเขตต้องห้าม”
สารวัตรจดลงสมุดแต่ไม่ได้แสดงสีหน้าว่าคิดอย่างไร
การสอบสวนรอบสอง – เสี่ยโต, ต้องตา และพวก
เมื่อถึงคิวเสี่ยโต เขานั่งเอนหลังสวมแว่นกันแดด พูดด้วยน้ำเสียงกวน ๆ
“ผมมาเพราะสนใจงานขุดค้น ไม่ได้ทำอะไรผิด”
สารวัตรเลิกคิ้ว “แต่คุณไม่มีรายชื่อในทีมวิชาการ”
เสี่ยโตหัวเราะเบา “ผมเป็ลูกชายของคุณฮุนเจีย…ที่นี่ใคร ๆก็รู้จัก”
ต้องตานั่งข้าง ๆ ทำทีเป็เหงาหงอยแต่สายตากวาดมองไปยังคัมภีร์ที่นั่งรอคิวอยู่ไม่ไกล เธออมยิ้มบางราวกับนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่พยายามล่อลวงเขา
สารวัตรถามต่อ “คืนที่เกิดเหตุคุณอยู่ที่ไหน”
เสี่ยโตตอบทันที “นั่งเล่นไพ่กับลูกน้อง มีพยานเพียบ”
คนงานฝั่งเขาพยักหน้ารับพร้อมกันราวกับซ้อมมาแล้ว
การสอบสวนรอบสาม – คนงานท้องถิ่น
คนงานชาวบ้านหลายคนเล่าว่าก่อนศพถูกพบพวกเขาได้ยินเสียงผู้หญิงหัวเราะแ่ ๆ ลอยมากับลมและเห็นเงาร่างในชุดโบราณผมยาวสลวยยืนอยู่ริมชายป่า
สารวัตรถาม “ทำไมไม่เข้าไปดู”
ชายวัยกลางคนส่ายหน้าแรง “ใครจะบ้าเข้าไปข้าเคยได้ยินตำนาน…นั่นมันผีเ้าหญิงที่ถูกฝังทั้งเป็”
คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศในเต็นท์เงียบลงทันที
ฮุนเจีย สายลับฝั่งขมวย
เสียงฝีเท้าหนักของสารวัตรก้องอยู่ในเต็นท์สอบสวนชั่วคราวกลิ่นกาแฟขมลอยปนกับกลิ่นดินชื้นจากรองเท้าคนงานที่เดินเข้าออกไม่ขาดสาย
“ต่อไป…คุณฮุนเจีย”สารวัตรเรียกชื่อเสียงดัง
ชายวัยหกสิบก้าวเข้ามาอย่างมั่นใจสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีหม่น แต่ดวงตาคมกริบแฝงรอยคำนวณ เขานั่งลงโดยไม่รอเชิญมือประสานกันบนโต๊ะไม้พับ
สารวัตรกวาดตามองแฟ้มข้อมูลก่อนจะพูดขึ้น
“คุณทำธุรกิจรับซื้อของเก่า…แต่มักไปติดต่อในฝั่งกำปูเจยมากกว่าที่นี่ทำไม?”
ฮุนเจียยิ้มบาง ๆ“ของดีมันอยู่ฝั่งโน้นไงสารวัตร ผมก็แค่ทำมาหากิน”
“แล้วเื่ที่คุณเคยถูกหมายตาจากหน่วยข่าวกรองไทยล่ะว่าเข้าออกชายแดนโดยไม่แจ้งหลายครั้ง”
“ข่าวลือทั้งนั้น” ฮุนเจียตอบนิ่ง “ผมเป็พ่อค้า ไม่ใช่นักการเมือง”
สารวัตรจ้องเขาอย่างไม่วางตา“แต่มีคนให้ปากคำว่าเห็นคุณคุยกับเ้าหน้าที่ทหารฝั่งโน้นในงานเลี้ยง”
ฮุนเจียหัวเราะเบา “แหม…คนค้าขายก็ต้องมีเพื่อนหลายฝั่ง”
ค้นหาหลักฐาน
บ่ายวันเดียวกันเ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานเดินสำรวจรอบจุดพบศพ ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ไม่มีรอยลากศพ ไม่มีคราบเืบนพื้นดินราวกับเืหายไปกลางอากาศ
“แปลก…”เ้าหน้าที่คนหนึ่งพึมพำ “แม้แต่รอยเท้าสัตว์ก็ไม่มี”
ความตึงเครียดหลังสอบสวน
หลังจากตำรวจกลับไปพักในตัวเมืองชั่วคราวเพื่อรอผลตรวจเสี่ยโตเดินยิ้มเยาะมาหาคัมภีร์กับมธุรส
“เห็นไหม ไม่มีหลักฐานสักอย่าง…พวกคุณก็คงเลิกสงสัยผมได้แล้ว”
มธุรสจ้องเขม็ง “หลักฐานอาจไม่มีวันนี้แต่ไม่ได้แปลว่าไม่มีวันจะเจอ”
คัมภีร์ยืนข้างเธออย่างไม่เกรงกลัวเสี่ยโตหัวเราะในลำคอแล้วเดินจากไป
เสี่ยโตเคลื่อนไหว
บ่ายวันนั้นเสี่ยโตแอบเรียกคนงานของตนมาคุยลับหลังเต็นท์
“คืนนี้ขุดต่อ…ขุดให้ลึกกว่าเดิม อย่าให้พวกนักวิชาการรู้”
ลูกน้องลังเล “แต่สารวัตรเพิ่งมาสอบ…”
เสี่ยโตตวาดเสียงต่ำ “ถ้ากลัวก็ไสหัวไป! ของพวกนี้ขายได้เป็ล้าน”
ปมขัดแย้ง
ตอนเย็นมธุรสได้ยินข่าวจากคนงานว่ามีการขุดนอกเขต เธอตรงไปหาเสี่ยโตทันที
“คุณไม่มีสิทธิ์ทำแบบนี้” เธอพูดอย่างเดือดดาล
เสี่ยโตยักไหล่ “ผมก็แค่ช่วยขุดเร็วขึ้น เผื่อจะเจอสมบัติ”
คัมภีร์ก้าวเข้ามายืนข้างมธุรส “หยุดเถอะครับ ก่อนจะมีใครเดือดร้อน”
เสี่ยโตหัวเราะเยาะ “ผมว่าพวกคุณนั่นแหละที่ต้องระวัง”
บทสนทนาลับ
คืนนั้น หลังการสอบสวนฮุนเจียกลับมาที่เต็นท์ของตน ปิดผ้าใบลงให้สนิทก่อนจะกดโทรศัพท์ดาวเทียมเครื่องเล็ก
เสียงปลายสายพูดเป็ภาษากำปูเจย “สถานการณ์เป็อย่างไร”
ฮุนเจียตอบเป็ภาษาเดียวกัน“เราใกล้ได้วัตถุหลักแล้ว…มันจะช่วยยืนยันว่าอาณาจักรนี้เคยอยู่ใต้การปกครองของเรา”
เสียงปลายสายหัวเราะสั้น “ดี…ยึดโบราณสถานคือยึดแผ่นดินแต่นั่น...เป็แค่เปิดทางผ่านไปสู่เป้าหมายหลักของเราคือแหล่งน้ำมันในอ่าวไทยของพวกเสียมนั่นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า”
กลางคืน – เหตุหลอน
คืนนั้นลมพัดแรงจนผ้าใบเต็นท์กระพือเสียงบางอย่างคล้ายกลองดังแ่ ๆ จากป่าลึก คัมภีร์ลุกขึ้นมามองออกไปนอกเต็นท์เห็นเงาร่างผู้หญิงชุดโบราณยืนหันหลังอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ผมยาวปลิวไหว
เขาก้าวออกไปเพียงไม่กี่ก้าวเงานั้นหันกลับมา…ใบหน้าซีดขาว ดวงตาวาววับในความมืดก่อนจะหายวับไปราวกับละอองควัน
เสียงกระซิบแ่ดังขึ้นในหูเขา
“เืเ้า…คือกุญแจ”
คัมภีร์ยืนนิ่งในความมืดหัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุอก เสียงกระซิบเมื่อครู่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทเขากลืนน้ำลายแห้งผาก ก่อนจะก้าวถอยกลับเข้าเต็นท์
“คุณออกไปไหนมา”มธุรสถามทันทีเมื่อเห็นเขาเปิดผ้าใบเข้ามา เสียงของเธอแฝงความกังวล
คัมภีร์หลบสายตา “ผม…เหมือนเห็นอะไรบางอย่าง เลยลองออกไปดู”
มธุรสขมวดคิ้ว “อะไรบางอย่าง…หรือใคร”
เขาไม่ตอบตรง ๆ เพียงทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้ขณะเดียวกันในหัวก็เต็มไปด้วยภาพเงาร่างนั้น
บทสนทนาส่วนตัว
เช้าวันถัดมามธุรสเรียกคัมภีร์มาช่วยจัดหมวดหมู่เครื่องประดับสำริดที่เพิ่งขุดได้ใหม่
“เมื่อคืนคุณเห็นอะไรกันแน่” เธอถามเสียงเบา
คัมภีร์ชั่งใจครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกว่าเห็นผู้หญิงชุดโบราณผมยาวปลิวและเธอกระซิบอะไรบางอย่างเกี่ยวกับเืของเขา
มธุรสชะงัก เงยหน้าขึ้นจากกล่องวัตถุโบราณ “เืของคุณ?”
เขาพยักหน้า “ผมไม่เข้าใจเหมือนกัน”
มธุรสพึมพำ“หรือว่า…เธอกำลังพยายามบอกอะไร”
สายตาของทั้งคู่สบกันโดยไม่ตั้งใจแววตานั้นมีทั้งความสงสัยและห่วงใย
เช้าวันต่อมาตำรวจกลับมาอีกครั้งพร้อมแจ้งว่าพบศพคนงานเพิ่มอีกหนึ่งรายอยู่ห่างจากแคมป์เพียงร้อยเมตรเืหายไปหมดเช่นเดิม
สารวัตรประกาศเสียงเข้ม
“จากนี้ห้ามใครออกนอกเขตแคมป์ยามค่ำคืน…ใครฝ่าฝืน จะถูกจับกุม”
เสียงลมพัดจากชายป่าดังคล้ายเสียงครวญครางและในหัวของคัมภีร์ เสียงกระซิบเมื่อคืนนั้นยังคงชัดเจนราวเพิ่งได้ยิน
“คราส…กลอง…เื”
คืนที่สองของเหตุหลอน
คืนนั้น ลมแรงกว่าปกติท้องฟ้าถูกปกคลุมด้วยเมฆหนา จู่ ๆ ก็มีเสียงคล้ายกลองดังจากทิศเหนือของแคมป์เสียงนั้นลึก หนัก และต่อเนื่อง
คัมภีร์กับมธุรสมองหน้ากันก่อนจะหยิบไฟฉายออกไปสำรวจ แต่สิ่งที่เจอคือรอยเท้าขนาดใหญ่จมลึกลงไปในดินราวกับสิ่งมีชีวิตที่มีน้ำหนักมหาศาลเพิ่งเดินผ่าน
ทันใดนั้นเงาร่างในชุดโบราณปรากฏอยู่ไกล ๆ แต่คราวนี้ใบหน้ามีรอยคราบเืแดงฉานที่มุมปาก
เสียงกระซิบดังอีกครั้ง “คราส…กลอง…เื”
มธุรสก้าวถอยโดยไม่รู้ตัวมือเธอเผลอกุมแขนคัมภีร์แน่น ทั้งคู่มองภาพนั้นด้วยหัวใจเต้นระรัวก่อนร่างนั้นจะสลายไปในความมืด
ไม่ไกลจากเต็นท์นั้นเงาสองร่างแฝงอยู่หลังกองหิน — คัมภีร์กับมธุรส พวกเขาได้ยินเพียงบางคำแต่พอจะจับใจความเื่ “โบราณสถาน” และ “ยึด” ได้ชัดเจนพอจะทำให้ใจเต้นแรง
เผชิญหน้าในวันรุ่งขึ้น
เช้าถัดมาขณะดร.ชำนาญกำลังตรวจวัตถุที่เพิ่งขุดขึ้น เสี่ยโตก็เดินมาพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์
“ของพวกนี้…ถ้าไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ฝั่งโน้นคงได้ค่าตอบแทนดีกว่าฝั่งไทยเยอะ”
มธุรสเงยหน้าจ้องตา “คุณกำลังบอกว่า…คุณจะขายสมบัติชาติให้ต่างชาติ?”
เสี่ยโตหัวเราะหยัน “ก็แค่คืนของให้เ้าของที่แท้จริง”
คัมภีร์ก้าวขึ้นมายืนข้างมธุรส “ระวังปากหน่อยคุณกำลังพูดถึงการทรยศ”
เสี่ยโตมองทั้งคู่ด้วยแววตาเย้ยหยันก่อนจะหันไปทางพ่อ “พ่อ…อย่าลืมว่าเรามีสัญญาใจกับฝั่งโน้น”
ฮุนเจียพยักหน้าช้า ๆ เหมือนยืนยันโดยไม่พูดออกมา
ข่าวยึดปราสาท
บรรยากาศในแคมป์เริ่มตึงเครียดยิ่งกว่าเดิมเสียงซุบซิบของคนงานเื่ “ฝั่งโน้นจะมายึดปราสาท” ลอยกระซิบไปทั่ว
และในค่ำคืนนั้นเอง เสียงกลองลึกจากป่าก็ดังก้องขึ้นอีกครั้งราวกับตอกย้ำว่า บางสิ่งกำลังใกล้เข้ามา ทั้งจากโลกคนเป็…และโลกิญญา
ความฝันของฮุนเจีย
คืนนั้นลมพัดเย็นแ่ราวเสียงกระซิบของผีป่า ฮุนเจียนอนหลับในเต็นท์ของตนเสียงกลองลึกจากป่าห่างไกลดังแ่ ๆ เข้าสู่โสตประสาท ก่อนภาพรอบข้างจะเลือนหาย…
เขาพบว่าตนยืนอยู่บนลานหินกว้างล้อมรอบด้วยเสาหินสูงตระหง่าน ไกลออกไปคือกำแพงปราสาทหินที่สลักลวดลายโบราณเสียงคนะโสั่งก้องอยู่รอบด้าน เหล่าทหารผิวคล้ำในชุดเกราะสำริดวิ่งวุ่นพาเชลยหญิงสาวผู้หนึ่งที่ถูกมัดแขนไพล่หลังเดินผ่านหน้าเขา
หญิงนั้นงามเย็นเยียบในสายตา —ผมยาวดำสลวย ชุดไหมสีเืหมูขาดวิ่น ใบหน้าเปื้อนฝุ่นแต่ดวงตากลับวาวโรจน์ด้วยความเคียดแค้น
เสียงในหัวเขาดังก้อง “ตระซ็อกเวง…เ้าจะไม่มีวันหนีจากข้า”
ก่อนที่เขาจะตั้งสติได้ภาพเปลี่ยนเป็หลุมหินขนาดใหญ่ กลุ่มทาสเร่งฝังร่างหญิงนั้นทั้งเป็เสียงกรีดร้องสะท้อนะเืฟ้าดิน จู่ ๆ มือของนางที่ถูกฝังกลับเอื้อมพ้นดินขึ้นมาคว้าข้อเท้าของเขาไว้แน่น เล็บยาวและเย็นเฉียบจิกลงในเนื้อ
ฮุนเจียพยายามสะบัดหนีแต่เงาร่างนางก็ผุดพ้นดินขึ้นมา ใบหน้าครึ่งหนึ่งเน่าเปื่อยครึ่งหนึ่งยังงามราวกาลก่อน เส้นผมพันรัดคอเขาแน่น
เสียงกระซิบเย็นเยียบลอยข้างหู “เ้าคือผู้ที่พรากลมหายใจข้า…และข้าจะทวงคืน”
เขาสะดุ้งตื่น หอบหายใจแรงเหงื่อเย็นชุ่มแผ่นหลัง ภายนอกเต็นท์ยังคงเงียบงันแต่เสียงกลองจากป่ากลับดังชัดขึ้นกว่าเดิมราวกับเตือนว่า…ความหลังไม่ได้ถูกฝังตายไปกับกาลเวลา
จบตอนที่ 6
(แต่งจบตอน 10 ส.ค. 68 )
โปรดติดตามตอนที่ 7 กลองสำริดโบราณ กับิญญาแค้นในฝัน