บทที่ 29 ฉันชอบเธอนะ (รีไรท์)
เสิ่นทิงหงรับรู้ได้ถึงสายตาที่มองมายังตัวเอง เธอรู้ว่าเป็ใคร แต่ไม่ได้หันกลับไปมอง
เธอเริ่มพูดคุยกับพวกคุณครูก่อนแล้วจึงเดินกลับห้องเรียน
หลิวิที่รูปร่างผอมอย่างกับลิงมีความสนิทสนมกับฟางจัวอยู่ไม่น้อย เขาดูมาครึ่งค่อนวันก็ยังไม่เข้าใจว่าเกิดเื่อะไรขึ้น จึงอยากรั้งอยู่ต่อเพื่อดูให้เข้าใจ แต่กลับโดนเสิ่นชิงชิงดึงแขนเสื้อให้ออกมา
เยี่ยเสิ่นเหยียนไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ เขามองตามหลังเสิ่นทิงหงไปครู่หนึ่งแล้วจึงถอนสายตากลับ
เสิ่นทิงหงไม่รู้เื่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น แต่ทั้งวันฟางจัวก็ไม่ได้กลับมาที่ห้องเรียนอีก
พวกเธอได้รับแจ้งใน่บ่ายให้เข้าไปฟังบรรยายในหอประชุมของโรงเรียน เมื่อเสิ่นทิงหงไปถึง จึงเพิ่งรู้ว่าเยี่ยเสิ่นเหยียนมาเป็ผู้บรรยายในครั้งนี้
ไม่รู้ว่าเขากำลังพูดถึงเื่อะไรอยู่ เสิ่นทิงหงเห็นแต่ปากของเขาขยับขึ้นลง อย่าพูดนะ ไม่ต้องพูด ผู้ชายคนนี้หล่อจริง ๆ เป็แบบที่เธอชอบเลย
มีความหล่อเหลาเอาการ เป็แบบที่เธอชอบจริง ๆ เสิ่นทิงหงรู้สึกว่าหากต้องแต่งงานไปกับผู้ชายแบบนี้ อย่างน้อยก็เจริญตา หากมีเื่วิวาทกันขึ้นมา พอมองหน้าหล่อ ๆ นี้ก็จะหายโกรธได้เองอยู่นิดหน่อยแหละ
เยี่ยเสิ่นเหยียนก็สังเกตเห็นเสิ่นทิงหงเช่นกัน ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ด้านล่างเวทีมีหัวไชเท้ากะหล่ำปลีอยู่เยอะแยะ แต่เขามองแวบเดียวกลับเห็นแค่เธอคนนั้น
ในวันรุ่งขึ้นฟางจัวกลับมาเรียนปกติ แต่ยังคงด้วยท่าทางที่หดหู่ เสิ่นทิงหงไม่ได้ไปสืบฟังเื่ที่เกิดขึ้น แต่เสิ่นชิงชิงเป็พวกรั้งปากไว้ไม่อยู่ จึงหมุนตัวเดินไปหาฟางจัวเพื่อถามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
ที่แท้หลังจากเสิ่นทิงหงและเสิ่นชิงชิงจากไปไม่นาน ตำรวจก็พากันมาถึง ทางโรงเรียนมอบตัวซ่งเจี๋ยให้ไปโดยตรง ครอบครัวซ่งทั้งบ้านจึงโดนพาตัวไปทั้งสามคน
เพราะว่าคุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งไม่รู้เื่ราวแน่ชัด พวกเขาเพียงแต่เกิดความโลภขึ้นเมื่อรู้ว่าซ่งเจี๋ยคบอยู่กับลูกชายของผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์
บวกกับทั้งคู่เป็ห่วงลูกชายอีกสองคนที่บ้าน ดังนั้นสุดท้ายจึงได้แต่ปล่อยวางกับลูกสาวคนนี้
แต่ว่าคุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งยังโกรธมาก ลูกชายของผู้อำนวยการโรงงานเนื้อสัตว์ไม่ถูกจับ ลูกสาวตัวเองกลับถูกกุมตัวไปแล้ว ต่อให้ไม่ถูกขังคุก แต่ก็ได้ชื่อว่าถูกควบคุมตัวไว้หลายวัน เมื่อถึงเวลานั้น เื่แต่งงานที่คุยกันไว้ดิบดีก่อนหน้านี้คงจัดไม่ได้แล้ว
จะมีใครยอมมาแต่งกับผู้หญิงที่เคยถูกกุมตัวั้แ่อายุยังน้อยกัน
ดังคำที่เขาว่ากัน เื่ดีไม่ถูกพูดถึง เื่ร้ายเล่าลือกันไปนับพันลี้
ไม่นานเื่นี้ก็ถูกเล่าลือจนรู้กันไปทั่ว ครอบครัวซ่งทั้งบ้านต่างกลายเป็ตัวตลก
ที่ทำงานของคุณพ่อซ่งคุณแม่ซ่งก็ไล่ทั้งคู่ออกเมื่อได้ยินข่าวนี้
ทุกวันนี้ปัญหาต่าง ๆ ล้วนถกกันด้วยเหตุผล แม้จะไม่ส่งผลกระทบเก้าชั่วโคตร แต่เมื่อเป็เื่ที่เกี่ยวพันถึงทัศนคติ ทางโรงงานก็ไม่มีความลังเลเลย
แน่นอนว่าโรงงานที่พวกเขาทำงานรู้จักกับฟางเสิ่ง อย่างไรพวกเขาก็เป็ถึงผู้อำนวยการโรงงานระดับอำเภอของภาครัฐ ย่อมต้องมีไปมาหาสู่กัน ถึงแม้ฟางจัวไม่ได้พูด แต่จะบอกว่าเื่นี้ฟางเสิ่งไม่มีส่วน เสิ่นทิงหงกลับไม่เชื่อ
แต่เสิ่นทิงหงคิดว่าพวกเขาทำแบบนี้ไม่ค่อยสมเหตุสมผลนัก และก็ไม่คิดว่าพวกเขา้าไล่บี้ให้ตาย ถ้าเปลี่ยนเป็ตัวเอง เธอก็จะไม่ยอมปล่อยคนอย่างซ่งเจี๋ยไปง่าย ๆ เช่นกัน
ผลลัพธ์สุดท้ายย่อมเป็ครอบครัวซ่งที่สูญเสียทั้งฮูหยินและกำลังทหาร ผลประโยชน์อะไรก็ไม่ได้ แล้วยังเพิ่มความลำบากให้ตัวเองอีก
ดูเหมือนฟางจัวจะเงียบขรึมขึ้นไม่น้อยหลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ หลังจากนั้นก็ยิ่งเต็มใจปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นน้อยลง เขามุ่งความสนใจไปที่การเรียนทั้งหมด นอกจากเสิ่นชิงชิงกับเสิ่นทิงหงแล้วก็ไม่ยินดีเที่ยวเล่นกับคนอื่นอีก
กับเพื่อนนักเรียนหญิงคนอื่นก็ยิ่งรักษาระยะห่างไว้เพื่อความปลอดภัย พูดอย่างไม่เกินจริงคือเขาถึงกับเลือกเดินอ้อมเพื่อเลี่ยงเมื่อมองเห็นผู้หญิงเดินมา
เื่นี้ความจริงก็พอจะเข้าใจได้ เพราะถ้ามีเื่แบบนั้นเกิดขึ้นอีก เ้าตุ้ยนุ้ยก็คงพูดยากแล้ว
หลังจาก่เก็บเกี่ยวฤดูร้อนผ่านไปก็เหลือเวลาก่อนที่จะปิดภาคเรียนฤดูร้อนอยู่ไม่มาก แล้วยังถือเป็ภาคเรียนสุดท้ายของพวกเขาด้วย เลยเริ่มทำให้รู้สึกกังวล
ถึงแม้เวลานี้จะไม่มีการจัดสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ผู้ที่จะสำเร็จการศึกษาในระดับมัธยมปลายได้นั้น นอกจากต้องมาจากครอบครัวมีเงินแล้ว ยังต้องเป็คนรักเรียนด้วย
ทุกคนต่างมุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักในโค้งสุดท้ายนี้เพื่อให้ได้คะแนนดี ๆ
ดังนั้นจึงไม่เกิดเื่ราววุ่นวายอะไรมากนัก เสิ่นทิงหงกับเสิ่นชิงชิงก็ตั้งใจทบทวบบทเรียน อย่างไรก็ต้องทำคะแนนในการสอบสุดท้ายนี้ของตัวเองให้ออกมาดี ๆ
ความจริงแล้วหลังจากเสิ่นทิงหงได้ลองทบทวนเนื้อหาก็เข้าใจแล้ว แต่เธอมีความทรงจำเดิมของร่างนี้ที่พยายามอย่างมากเพื่อที่จะได้คะแนนดี ๆ ในการสอบครั้งสุดท้าย ดังนั้นเธอจึงไม่เคยทำตัวอืดอาดเลย
ในที่สุดการสอบปลายภาคของโรงเรียนมัธยมปลายก็สิ้นสุดลง ที่หน้าประตูมีผู้ปกครองมายืนรอกันอยู่ไม่น้อย ต่างก็มาเพื่อรับลูกหลานของตัวเอง
เสิ่นต้าเฉียงและหลิวเยว่ก็ลางานมาในวันนี้ด้วย เวลาหนึ่งเดือน บ้านที่ครอบครัวสร้างขึ้นก็เกือบจะพร้อมแล้ว พวกเขากำลังรอให้ลูกสาวกลับไปก็จะเริ่มยกคาน
การยกคานสำหรับการสร้างบ้านนั้นมีความสำคัญและมีความหมายมากในชุมชนชนบท ทั้งคู่จึงอยากให้ลูกสาวได้เห็น่เวลาสำคัญนี้ด้วย
เมื่อถึงเวลาต้องจากกัน พอฟางจัวเดินออกมาจากห้องเรียนก็เรียกเสิ่นทิงหงที่กำลังเตรียมตัวกลับหอเพื่อเก็บสัมภาระเอาไว้
“เสิ่นทิงหง”
เสิ่นทิงหงหันกลับไปเมื่อได้ยินเสียงเรียก ส่วนเสิ่นชิงชิงเองก็มีสีหน้าสงสัย
“ฟางจัว นายยังไม่กลับบ้านอีกเหรอ?” เสิ่นทิงหงเอ่ยถาม
ฟางจัวมีท่าทีอึดอัดเล็กน้อย มองมาที่เสิ่นทิงหงแล้วกัดฟัน พลางหันไปทางเสิ่นชิงชิงและพูดขึ้น “เสิ่นชิงชิง เธอกลับไปที่หอพักก่อนได้ไหม ฉันมีเื่จะพูดกับเสิ่นทิงหงหน่อยน่ะ”
เครื่องหมายคำถามผุดขึ้นเต็มหัวเสิ่นชิงชิง แต่ก็ยังคงเดินจากไป และเกิดความสงสัยขึ้นตลอดทาง
พวกเราต่างก็เป็เพื่อนสนิทกัน มีเื่อะไรที่ให้ฉันฟังไม่ได้? อย่างมากก็จ่ายเงินฟังได้ไหมล่ะ?
ฟางจัวและเสิ่นทิงหงเดินมาหยุดที่ใต้ต้นไทรต้นหนึ่งในโรงเรียน ฟางจัวมีท่าทีอึดอัด จะพูดแล้วก็ไม่พูดอยู่หลายครั้ง และเสิ่นทิงหงก็ััได้ถึงความกังวล
“ฟางจัว นายมีเื่อะไรรึเปล่า? พ่อแม่ฉันยังรอฉันอยู่นะ”
ฟางจัวสูดหายใจเข้าลึก ๆ หนึ่งครั้ง แล้วรวบรวมความกล้าพูดขึ้น
“เพื่อนนักเรียนเสิ่นทิงหง มีเื่หนึ่งที่ฉันเก็บซ่อนไว้ในใจมานาน วันนี้พวกเราเรียนจบแล้ว ฉันคิดว่าถ้าฉันไม่พูดมันออกไปตอนนี้ ต่อไปคงยากที่จะมีโอกาสได้พูดมันออกมา”
เสิ่นทิงหงพยักหน้า พอจะเดาออกว่าฟางจัว้าพูดอะไร อย่างไรก็เป็การบอกรักต่อเ้าของร่างเดิม ใช่ บอกต่อเ้าของร่างเดิม เสิ่นทิงหงดูออกั้แ่แรกว่าตุ้ยนุ้ยน้อยคนนี้คิดอะไรกับเ้าของร่างเดิม
แต่ว่าั้แ่ที่เธอมาอาศัยร่างนี้ ่ที่เธอติดต่อกับฟางจัวก็มีไม่มากนัก ต่อให้ไปกินข้าวด้วยกันทั้งสามคนกับเสิ่นชิงชิง เสิ่นทิงหงก็เป็ฝ่ายฟังพวกเขาคุยกัน น้อยครั้งที่จะพูดขัดจังหวะขึ้น
“เสิ่นทิงหง ฉันรู้ว่าเธอหมั้นหมายแล้ว แต่เื่นี้ฉันเก็บไว้ในใจมานาน ฉันอยากพูดออกไปเพื่อตัวเองบ้าง อย่างน้อยให้ฉันได้พูดออกมา ในอนาคตเมื่อฉันมองย้อนกลับมาจะได้ไม่รู้สึกเสียใจ เสิ่นทิงหง ฉันชอบเธอนะ”