หากคำพูดของเซียวหรันเพียงแค่โยนหินถามทางให้เซียวจิ่วเอ๋อร์กลายเป็ผู้ต้องสงสัย คำพูดของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ก็เสมือนค้อนที่ตอกตะปูปิดฝาโลงให้นางกลายเป็ผู้ต้องหาในข้อหาฆ่ามารดาตัวเองอย่างไร้ข้อแก้ตัวใดๆ
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์เป็หญิงสาวอัจฉริยะ เป็ความภาคภูมิใจและอนาคตของตระกูลเซียว
ทุกคำพูดของนางไม่เพียงแต่มีน้ำหนักภายในตระกูลเซียวเท่านั้น แต่ยังทรงอิทธิพลไปถึงคนในแคว้นเป่ยหลิงอีกด้วย ด้วยเหตุนี้คำกล่าวหาของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์จึงทำให้เซียวจิ่วเอ๋อร์กลายเป็เป้าหมายของการเหยียดหยามจากผู้คนทันที
“เสือร้ายยังไม่กินลูกของมันเอง แต่คนอย่างนางกลับฆ่าแม่บังเกิดเกล้า นางไม่สมควรถูกเรียกว่ามนุษย์!”
“เซียวจิ่วเอ๋อร์มีชีวิตอยู่ก็สิ้นเปลืองอาหารเปล่าๆ!”
“สวะเช่นนี้ทำให้ตระกูลเซียวขายขี้หน้าเสียจริง!”
“ข้าได้ยินมาว่านางยังไปยั่วยวนคุณชายซูเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งยังกล้าข้องแวะกับคู่หมั้นของพี่สาวตนเอง ไร้ยางอายสิ้นดี!”
“ลูกของเผ่าอสูรรึ มิน่าเล่าจิตใจถึงได้ต่ำทรามเช่นนี้ แม่ทัพเซียวเลี้ยงดูนางมาตั้งหลายปีก็นับว่ามีคุณธรรมอย่างถึงที่สุดแล้ว”
“แม่ทัพเซียว! คนไร้ค่าเช่นนี้ไม่สมควรมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ฆ่านางเสียเถอะ!”
“ใช่! ฆ่านางเลย!”
ข่าวที่เซียวหรันบรรลุขั้นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งเมืองหลวงภายในชั่วข้ามคืน
บัดนี้ ผู้ที่มาแสดงความยินดีไม่ใช่แค่คนในตระกูลเซียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเหล่าผู้คนที่หวังจะประจบประแจงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน
เหล่าบุคคลชั้นสูงและมีชื่อเสียงในเมืองหลวงต่างมารวมตัวกันเกือบครึ่งเมือง เวลานี้พวกเขาต่างรอชมแม่ทัพเซียวลงมือฆ่าบุตรสาวกับตาตนเอง
เซียวจื้อหยวนถูกสถานการณ์บีบบังคับจนไม่อาจถอยได้ สีหน้าของเขาดำคล้ำราวกับพายุทะมึน แววตาเต็มไปด้วยความโกรธ เขาก้าวตรงเข้าไปหาเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างไม่ลังเล
ทว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ยังคงนั่งสงบนิ่งบนม้านั่งหิน ดวงตาของนางจ้องไปที่เซียวหรันพลางเอ่ยถามเสียงเรียบ
“พี่สาม แน่ใจหรือว่าเห็นข้าลงมือฆ่าแม่ของตนเอง และกินแก่นอสูรของนางกับตาตัวเอง”
“แน่นอน!” เซียวหรันตอบกลับอย่างไม่ลังเล
“เช่นนั้นเ้าช่วยอธิบายให้ทุกคนฟังหน่อยสิว่า เหตุใดเ้าถึงกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นห้าได้สำเร็จ” เซียวจิ่วเอ๋อร์ปัดชายเสื้อแล้วลุกขึ้นยืน พลางเอ่ยถามด้วยท่าทางบริสุทธิ์ไร้เดียงสา
“จากขั้นสี่สู่ขั้นห้า เ้าใช้เวลาเพียงแค่สามปีเท่านั้น แม้แต่พี่สาวผู้เป็อัจฉริยะอย่างพี่ใหญ่ยังต้องใช้เวลาถึงสี่ปี หากไม่มีแก่นอสูรคอยช่วยเหลือ เ้าวิเศษกว่านางถึงเพียงนั้นเลยหรือ”
คำพูดนั้นทำให้เซียวหรันตัวสั่นสะท้านด้วยความร้อนตัว ในขณะที่สีหน้าของเซียวเฟิ่งเอ๋อร์พลันมืดครึ้มลง ดวงตาคมกริบของนางหันขวับไปมองเซียวหรันอย่างจับผิด
แต่เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับไม่สนใจความตึงเครียดระหว่างทั้งสอง นางยังคงกล่าวต่อไปอย่างสงบนิ่ง
“เื่ที่แก่นอสูรสามารถช่วยเพิ่มพลังิญญาได้อย่างรวดเร็วนั้นไม่ใช่ความลับอีกต่อไป”
“กฎของใต้หล้านี้กำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าเผ่าอสูรห้ามย่างกรายเข้าสู่เขตของเผ่าพันธุ์อื่น หากถูกพบเห็นจะถูกฆ่าทันที หรือจับไปประมูลขายเป็สัตว์อัญเชิญ ซึ่งเื่นี้ก็เป็กฎที่ทุกคนต่างยอมรับโดยไม่ต้องประกาศ”
“ข้ายืนยันว่าแม่ของข้าไม่ได้ถูกข้าฆ่าตาย แต่ต่อให้ข้าเป็คนลงมือจริง แล้วข้าผิดอันใดเล่า”
“หรือว่าพวกเ้ามีสิทธิ์ฆ่าเผ่าอสูรเพื่อแย่งชิงแก่นอสูร แต่ข้าจะปราบอสูรกลับทำไม่ได้อย่างนั้นรึ เช่นนั้นพวกเ้าก็ช่างเป็พวกสองมาตรฐานเสียจริง!”
“จิตใจข้าอาจจะโสมม เช่นนั้นข้าขอถามพวกท่านสักคำเถอะว่ามีใครในที่นี้บ้างที่จิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่อง”
“ที่พวกท่านโกรธเกรี้ยวเป็ฟืนเป็ไฟ ขนานนามข้าว่าเป็ผู้สังหารแม่ตนเองนั้นเป็เพราะข้าลงมือฆ่านางจริงๆ หรือเป็เพราะพวกท่านเสียดายที่ตัวเองแย่งชิงแก่นอสูรอันล้ำค่านั้นไม่ทันกันแน่”
เซียวจิ่วเอ๋อร์เอ่ยคำพูดทุกคำด้วยใบหน้าไร้เดียงสา แต่กลับแฝงคมดั่งมีดเฉือน คำกล่าวของนางตบหน้ากลุ่มชนชั้นสูงผู้ยึดมั่นในความยุติธรรมจอมปลอมอย่างจัง ทำให้แต่ละคนโกรธจัดแต่กลับเถียงไม่ออก
“หญิงสาวไร้ค่าไร้พลังิญญาผู้นี้กล้าดีอย่างไรถึงกล้าชี้หน้าต่อว่าพวกเรา นางเอาความกล้าจากที่ไหนมา! อีกทั้งก่อนหน้านี้ นางเป็เพียงสวะที่แม้แต่เงยหน้ามองใครก็ยังไม่กล้า แต่วันนี้กลับกล้าลุกขึ้นมากล่าววาจาเช่นนี้ นางคงกินยาผิดสำแดงเป็แน่!”
เซียวจิ่วเอ๋อร์รู้ดีว่าเื่นี้คงไม่จบลงง่ายๆ เพราะนางทำฝูงชนโกรธเกรี้ยว นางจึงเตรียมพร้อมรับมือไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่คนที่เป็ฝ่ายลงมือคนแรกนั้น แม้จะเกินคาดไปเสียหน่อยแต่ก็เป็คนที่นางคาดเดาไว้เช่นกัน
คนที่อยู่ใกล้เซียวจิ่วเอ๋อร์ที่สุดในตอนนี้คือเซียวจื้อหยวน บิดาที่นางไม่เคยยอมรับ แต่กลับกลายเป็ว่าเซียวหรันชิงจังหวะนั้นไป นางพุ่งเข้ามาหาเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างรวดเร็วและลงมือทันทีด้วยการปล่อยฝ่ามือที่หมายจะเอาชีวิตนาง!
เมื่อคืนนางฆ่าเซียวจิ่วเอ๋อร์ไม่สำเร็จ วันนี้เมื่อมีโอกาสดีขนาดนี้ เซียวหรันย่อมไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือ!
แววตาของเซียวหรันแฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ ทว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์กลับหลบการโจมตีของนางไปได้อย่างคล่องแคล่วราวกับนกน้อย และสวนกลับด้วยการฟาดฝ่ามือใส่หน้านางอย่างแรง
เพียะ!
เสียงตบดังชัดเจนไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างตะลึงงันไม่อยากเชื่อสายตา แม้แต่เซียวหรันเองก็ตะลึงงัน นางจ้องเซียวจิ่วเอ๋อร์อย่างไม่อยากจะเชื่อ พลางะโออกมาเสียงสั่น
“เ้า...เ้ากล้าตบข้างั้นหรือ!”
“ตบก็ตบไปแล้ว จะถามหาอะไรเล่า เ้ากล้าลงมือฆ่าข้าต่อหน้าผู้คนมากมาย หากข้าไม่โต้กลับจะให้ยืนนิ่งรอความตายหรือไร” เซียวจิ่วเอ๋อร์แค่นหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“พี่สาม เมื่อคืนนี้เ้ายังคุยโวโอ้อวดไม่หยุด บอกว่าไม่เกินสามปีเซียวเฟิ่งเอ๋อร์จะต้องลดตัวลงไปถือรองเท้าและคอยรินน้ำชาให้เ้าอยู่เลยมิใช่หรือ แต่เหตุใดวันนี้กลับสู้ข้า...คนที่พวกเ้าหัวเราะเยาะว่าเป็สวะไร้ค่าเช่นนี้ยังไม่ได้เล่า”
คำพูดนั้นทำให้ใบหน้าของเซียวหรันแดงก่ำสลับขาวด้วยความอับอาย นางหันไปมองเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ด้วยความร้อนรน พลางพยายามกล่าวแก้ตัวอย่างลนลาน
“ข้าไม่ได้พูดนะ พี่ใหญ่ อย่าไปฟังนางพูดจาเหลวไหล!”
“เ้าจะพูดหรือไม่พูดย่อมรู้แก่ใจดี อีกอย่าง เ้าไม่ได้พูดแค่เื่นั้น เ้ายังพูดว่านางใบหน้าขี้ริ้วขี้เหร่และมีจิตใจชั่วร้าย ทั้งยังบอกอีกว่าวันหนึ่งเ้าจะมาแทนที่นาง แล้วแย่งตำแหน่งอัจฉริยะของตระกูลเซียวให้จงได้” เซียวหรันรีบปฏิเสธเสียงดัง แต่เซียวจิ่วเอ๋อร์กลับยิ้มเย็น ก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ
เซียวจิ่วเอ๋อร์กวาดตามองรอบๆ อย่างแสร้งทำเป็สงสัย “เื่พวกนี้ ข้าไม่ได้ได้ยินคนเดียวหรอกนะ บ่าวรับใช้ที่ตามเ้าเป็เงาตามตัวก็ได้ยินด้วยเหมือนกัน อ้าว? แล้วพวกนั้นไปไหนเสียล่ะ”
นางพูดพลางทำท่าทางมองหาผู้คนด้วยความสงสัย “ปกติแล้วไม่ว่าเ้าจะไปที่ไหน เ้าก็มักจะพาพวกมันไปด้วยมิใช่หรือ เหตุใดวันนี้ถึงไม่เห็นพวกมันเลย หรือว่า...เ้ากลัวพวกมันจะพลั้งปากพูดความจริงออกมา จึงรีบกำจัดทิ้งเสียก่อน?”
“เ้าโกหก! เ้าเป็คนฆ่าพวกเขาต่างหาก!” เซียวหรันะโกลับทันที
“ไม่ใช่ข้า! ข้าไม่ทำ ข้าจะไปสู้พวกนั้นได้อย่างไรกัน” เซียวจิ่วเอ๋อร์ปฏิเสธทันควันสามครั้งติดกัน
สีหน้าของเซียวหรันแปรเปลี่ยนเป็เดือดดาลจนแทบจะพุ่งเข้าไปฉีกเซียวจิ่วเอ๋อร์เป็ชิ้นๆ แต่ขณะเดียวกัน ในใจของนางก็เริ่มเต็มไปด้วยความสงสัย
เซียวจิ่วเอ๋อร์เป็แค่สวะไร้ค่า พูดกับคนแปลกหน้ายังไม่เป็ภาษา แต่เหตุใดวันนี้กลับพูดจาได้เจ็บแสบถึงเพียงนี้ นางเสียสติไปแล้วหรืออย่างไร ข้าจะต้องจัดการนาง!
เซียวหรันกำหมัดแน่นด้วยความแค้น ใจอยากจะบุกเข้าไปหักคอนางเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ก็ยังทำได้เพียงยืนกัดฟันด้วยความคับแค้นใจ!
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังการโต้เถียงระหว่างทั้งสองอย่างเงียบๆ ในที่สุดก็ไม่อาจวางเฉยได้อีก
โดยปกติแล้วใบหน้าของนางก็จัดได้ว่าธรรมดาอย่างยิ่ง ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนก็แทบจะไม่มีใครสังเกตเห็น ยิ่งเทียบกับเซียวหรันและเซียวจิ่วเอ๋อร์ยิ่งเทียบไม่ติด เื่นี้เป็าแในใจของนางมาโดยตลอด
ทุกคนต่างก็รู้ดีว่าหากนางไม่ได้มีพลังฝีมือโดดเด่น และไม่ได้เป็บุตรสาวคนโตของตระกูลเซียวแล้วล่ะก็ ชาตินี้คงไม่อาจแต่งงานกับคนดีๆ ได้เลย
คำพูดที่ว่านางหน้าตาอัปลักษณ์ แม้ใครต่อใครจะคิดอยู่ในใจก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยออกมา ทว่าวันนี้กลับถูกเซียวจิ่วเอ๋อร์เอ่ยออกมาลอยๆ ให้ทุกคนได้รับรู้ ทำให้นางถึงกับหน้าถอดสี ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธจัด
“เซียวจิ่วเอ๋อร์! เ้ารนหาที่ตาย!”
เซียวเฟิ่งเอ๋อร์ะโเสียงดังด้วยความเดือดดาล ก่อนจะะโพุ่งเข้าใส่ทันที
เปลวไฟสีฟ้าลุกโชนออกมาจากฝ่ามือของนาง พร้อมกับก่อร่างขึ้นเป็แส้เส้นยาวที่ดูดุดันน่าหวาดหวั่น
นางสะบัดแส้ในมือออกไปอย่างรุนแรง ทันทีที่แส้เปลวไฟฟาดลงบนกำแพงหิน กำแพงนั้นก็แตกกระจายกลายเป็ผุยผงในพริบตา
ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ทุกคนต่างคิดว่าเซียวจิ่วเอ๋อร์จะต้องถูกฆ่าตายด้วยการโจมตีครั้งนี้เป็แน่ แต่ใครจะคาดคิด นางกลับเบี่ยงตัวหลบการโจมตีไปได้อย่างง่ายดายด้วยท่วงท่าที่พลิ้วไหวและว่องไวจนผู้คนแทบมองตามไม่ทัน
เซียวจิ่วเอ๋อร์ร่อนลงไปยืนอย่างสง่างามบนหลังคา ดวงตาของนางเปล่งประกายระยิบระยับ พร้อมรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า
“เ้าจะโกรธข้าทำไมกัน คนที่พูดเื่นั้นคือเซียวหรันไม่ใช่หรือ หากจะแค้นก็ต้องไปหาตัวต้นเหตุ เ้าไม่กล้าจัดการนาง จึงมาลงกับข้าที่อ่อนแอกว่างั้นรึ หรือเ้ากลัวว่าจะสู้นางไม่ได้” นางเอ่ยถามเซียวเฟิ่งเอ๋อร์ด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“เซียวจิ่วเอ๋อร์! หากเ้ากล้าปั่นหัวให้พวกเราทะเลาะกันอีก ข้าจะสั่งสอนเ้าให้หลาบจำ!” เซียวหรันะโสวนขึ้นมา สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความโมโห
เซียวจิ่วเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน พร้อมกับเอ่ยตอบอย่างไม่ยี่หระ
“พี่สามหมายความว่าหากข้าไม่พูดอะไร พวกเ้าจะปล่อยข้าไปอย่างนั้นหรือ”
นางยิ้มเย้ย ก่อนคิดในใจ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะมีเื่ดีๆ เช่นนั้นในโลกนี้!