หลังจากเื่ราวที่บ้านตระกูลหยุนคลี่คลายลงหยุนเทียนก็ได้พาทุกคนไปยังสำนักเนตร์ เมื่อมาถึงสำนักเนตร์สภาพสำนักนั่นก็ถูกทำลาย สิ่งปลูกสร้างทรุดโทรม จนไม่อาจใช้อยู่อาศัยได้เหลือเพียงตำหนักหลักที่ยังพอมีสภาพที่พออยู่ได้
หยุนชิงมองดูสำนักของตนที่ถูกทำลายในใจก็เกิดโศกเศร้า น้ำตาไหลออกมานางนึกถึงเื่ราวในวันที่สำนักถูกโจมตีและอาจาร์ยของนางก็ต้องจบชีวิตลงอาจาร์ยของนางได้ใช้พลังทั้งหมดรวมทั้งพลาญพลังชีวิตของตนเพื่อหยุดยังการโจมตีของสำนักัดำและได้ให้ าุโในสำนักบ้างส่วนพาเหล่าลูกศิษย์หลบหนีไป บ้างส่วนก็หนีรอดบ้างส่วนก็ยอมตายไม่ยอมหนี คนในสำนักเนตร์จากหลายร้อยคน ตอนนี้ไม่รู้ว่าเหลือรอดจำนวนเท่าใดคนที่ตายไปก็เกินกว่าครึ่ง
“หยุนชิง เ้าอย่าเสียใจไปเลยจากนี้ไปสำนักเนตร์จะต้องแข็งแกร่งขึ้นและไม่มีใครสามารถทำลายได้อีกหากมีท่านอาจาร์ยอยู่ ข้าเชื่อแบบนั่น” ตงหนิงกล่าวขึ้นปลอบใจหยุนชิง
“ใช่แล้ว ลูกเจ็ด เ้าอย่าเสียใจไปเลยจากนี้เราก็ช่วยกันสร้างสำนักขึ้นมาใหม่ วันข้างหน้าสำนักนักเนตร์ต้องยิ่งใหญ่อีกครั้ง”
“ขอบคุณพวกท่านมาก ข้านึกถึงวันที่สำนักถูกทำลายทำให้ข้าโศกเศร้ายิ่งนัก”
ในขณะที่ทุกคนกำลังปลอบใจหยุนชิงอยู่นั่น ก็มีกลุ่มคนจำนวนหลายสิบคนกระโจนออกมา
“พวกเ้าเป็ใคร”
“ท่านผู้าุโหาญ”
“เ้าหยุนชิง เ้ายังมีชีวิตอยู่”
หยุนชิงดีใจที่เห็นคนในสำนักรอดชีวิต ก็จะรีบเข้าไปหา แต่ขณะที่ก้าวออกหยุนเทียนกลับยกมือขวางไว้
“ท่านปู่”
หยุนเทียนมองหน้าหยุนชิงเล็กน้อย แต่ไม่พูดอะไร
“หยุนชิง เ้าพาเพื่อนกลับมาด้วย ดีมากเราจะได้มีคนเพิ่มอีกเพื่อแก้แค้นให้สำนักเรา”
“ผู้าุโหาญ ท่านหนีรอดไปได้ แล้วพี่น้องของเราเหลืออยู่แค่ไหนท่านได้ติดต่อกับคนของเราบ้างหรือไม่”
“เื่นั่นไม่ต้องห่วงข้าได้ส่งข่าวและติดตามคนในสำนักกลับมาบ้างแล้ว ไหนๆเ้าก็กลับมาแล้วหยกเ้าสำนักอยู่ไหน มอบมันให้ข้าเถอะ ข้าจะเป็คนดูแลสำนักต่อจากนี้เอง”
“ผู้าุโหาญ ตอนที่ท่านอาจาร์ยได้จากไปท่านได้มอบตำแหน่งให้ข้า ข้าคงมอบมันให้ท่านไม่ได้ อีกอย่างท่านท่านไม่ต้องใจร้อนถามถึงก็ได้ไว้ทุกคนมารวมตัวกันเราค่อยพูดคุยกันเื่นี้ก็ได้”
ผู้าุโหาญมีท่าทีที่น่าสงสัยส่งสัญญาณให้คนของตน จากนั่น พวกเขาก็ได้กระจายตัวออก และล้อมพวกของหยุนชิงเอาไว้
“นี้มันหมายความว่าอย่างไรท่านคิดจะทำอะไรกันแน่”
“หึ หึ หึ ขอเพียงเ้าส่งหยกเ้าสำนักมาข้าจะให้เ้าได้มีโอกาสเข้าร่วมกับเรา ยังไงสะเราก็ไม่สามารถสู้กับสำนักัดำได้ด้วยการนำของสำนักัดำ พวกเราจะแข็งแกร่งขึ้นในวันข้างหน้า”
“ท่านพูดแบบนี้ หรือว่า เป็ท่านท่านคือคนทรยศ”
“หึ เผยโฉมหน้าแล้วสินะ” หยุนเทียนพูดเบาๆ
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าแค่เลือกหนทางที่ดีกว่าให้สำนักเท่านั่น ด้วยความแข็งแกร่งของสำนักัดำจะทำให้วันข้างหน้า เราสองสำนักเป็ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนนี้แต่อาจาร์ยของเ้าโง่งม ไม่เข้าใจสถานการณ์ รู้ว่าเ้าสำนักัดำแข็งแกร่งกว่าตนแทนที่จะยอมเข้าร่วมและหาผลประโยชน์ไปด้วยกัน แต่กลับคิดต่อต้าน แล้วผลเป็ยังไงมีคนตายไปมากมาย ตัวเองยังเอาชีวิตไม่รอด แต่จากนี้ข้าจะทำให้สำนักของเราแข็งแกร่งขึ้นเอง”
จากนั่นกลุ่มคนของผู้าุโหาญก็ปล่อยพลังออกมา แต่พลังกลับไม่ได้เป็วิชาของสำนักเนตร์แต่กลับปล่อยกลิ่นอายที่น่ากลัวออกมา
“นี้มันวิชาของสำนักัดำ นี้พวกท่าน”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เห็นหรือไม่เพียงเท่านี้พวกเราก็แข็งแกร่งขึ้นไม่ต่างจากสำนักัดำวิชาเซียนไม่ว่าจะดีหรือร้าย แต่สุดท้ายก็เพื่อความแข็งแกร่งของตนเท่านั่นหากสามารถมีวิธีในการบ่มเพาะที่รวดเร็ว ทำไมเราจะไม่คว้าเอาไว้ พวกเ้าก็เป็เพียงแค่คนอ่อนแอไม่กี่คนดีแล้วเอาพวกเ้าไว้คอยดูดซับพลังิญญาเป็อาหารของพวกข้าก็ดีเหมือนกัน”
“ที่แท้ คนที่ถูกจับอยู่ข้างในก็เพื่อให้พวกเ้าได้ฝึกวิชาสินะ” หยุนเทียนพูดขึ้น
“ท่านปู่ ข้างในมีคนถูกจับหรือเ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว มีคนจำนวนหนึ่งถูกจับเอาไว้จากที่ข้าััได้ น่าจะเป็คนของสำนักเรานะ แต่พวกเขาอ่อนแรงมากแล้ว”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ใช่แล้วพวกมันก็เป็พวกโง่เหมือนกับเ้า ข้าเปิดโอกาสให้เข้าร่วม แต่กลับขัดขืนมันก็เป็ได้เพียงแค่ อาหารสำหรับพวกข้าเท่านั่น เอาละที่นี้เ้า หยุนชิงข้ายังให้โอกาสเ้านะ ส่งหยกมาให้ข้า แล้วข้าจะให้พวกเ้าได้ร่วมกับพวกเรา”
“ข้ามีเื่จะถามท่านในวันที่สำนักถูกโจมตี ท่านได้ฆ่าคนของเราไปหรือไม่ ค่ายกลปกป้องสำนักเป็ท่านหรือไม่ที่ทำลายลง”
“ก็ถ้าข้าไม่ฆ่าคนที่ควบคุมค่ายกลอยู่สำนักัดำจะบุกเข้ามาได้อย่างไร ต้องยอมรับเลยนะว่าบรรพบุรุษสำนักสร้างค่ายกลได้แข็งแกร่งจริงๆ สำนักเราถึงได้ยืนยาวมาจนทุกวันนี้แต่มันก็แค่นั่นแหละ ทำไมเ้าทำใจไม่ได้ยังงันหรือหรือเ้าจะไปเป็พวกเดียวกับพวกที่อยู่ข้างในนั่นก็ได้ เป็อาหารของพวกข้ายังไงละฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“เป็ท่านเองที่ทำให้สำนักเราต้องมีจุดจบเช่นนี้”
“หากไม่ทำลาย แล้วจะสร้างใหม่ได้อย่างไร”
“ข้าจะบอกอะไรเ้า สำนักัดำถูกทำลายไปแล้วและวันนี้จะเป็วันตายของเ้า”
“เ้าว่าอะไรนะ อย่ามาหลอกข้าสำนักัดำจะถูกทำลายได้อย่างไร”
หยุนชิงเมื่อรู้ความจริงก็โกรธจัด จนชักกระบี่ลมหวนออกมาและพุ่งเข้าโจมตีใส่ ผู้าุโหาญทันที ผู้าุโหาญคิดว่าฝีมือของหยุนชิงนั่นอ่อนแอ จึงไม่คิดเกรงกลัว ได้ใช้มือตั้งรับกระบี่เพราะคิดว่าตนนั่นมีระดับการบ่มเพาะที่สูงกว่ามาก แค่กระบี่ธรรมดาจะทำอะไรตนได้
ฉึก!
“อา! ด...ได้ยังไงทำไมเ้าถึง”
กระบี่ที่แทงเข้าที่มือของผู้าุโหาญและทะลุผ่านเข้าที่หัวใจอย่างแม่นยำเพียงกระบี่เดียว ผู้าุโหาญคิดว่าแค่กระบี่ธรรมดาจะทำอะไรตนได้คิดจะใช้พลังบดขยี้กระบี่ให้แตกสลายพร้อมกับหยุนชิง แต่นางไม่รู้เลยว่ากระบี่นี้ มันสูงส่งแค่ไหนด้วยความประมาทของผู้าุโหาญเอง วันนี้นางจึงต้องจบชีวิตลง
เมื่อคนที่เหลือเห็นผู้นำของตนถูกฆ่าในกระบี่เดียวก็เกิดวิตกกลัวขึ้นมา จึงรีบกระโจนหนีทันที แต่เพียงแค่ขยับตัวก็ถูกพลังบ้างอย่างผนึกไว้
“ข้าเกลียดคนที่ทรยศพวกพ้องเป็ที่สุด”
“หยุนชิง เราเป็ศิษย์ร่วมสำนัก ไว้ชีวิตพวกข้าด้วยเราเคยเป็เพื่อนร่วมชั้นกันนะ”
“หยุนชิง เ้าจำข้าได้ไหม ข้าเคยช่วยเ้านะหยุนชิง”
หยุนเทียน กระทืบเท้าเพียงหนึ่งครั้งลงพื้น คลื่นพลังก็กระจายออกคนกว่าสิบคนก็หายไปในอากาศกลายเป็ฝุ่นทันที เหมือนพวกเขาไม่มีอยู่ในที่นี้เลยแม้แต่เศษเสื้อผ้าหรือกระดูกเล็กน้อยก็ไม่มี หยุนชิงไม่ได้พูดออกแม้สักคำหรือขอร้องให้ไว้ชีวิต และนางก็ไม่เสียใจในการตายของคนกลุ่มนี้แม้จะเคยรู้จักกันมา
“นี้คือกฎของเรา หากใครทรยศพวกพ้องมีแต่ความความตายเท่านั่น”
“ค่ะ อาจาร์ย” ทุกคนตอบรับคำของหยุนเทียน
หยุนชิงมองไปที่ศพของผู้าุโหาญเหมือนว่าการตายแค่นี้ยังไม่สาสมแก่ความผิดของนาง
“เพียงแค่แข็งแกร่งขึ้นเ้ากลับ ทรยศพวกพ้องเอาพวกพ้องมาเป็เครื่องมือฝึกวิชาอำมหิตเช่นนี้ หากข้าฆ่าเ้าได้อีกข้าจะฆ่าเ้าเป็หมื่นครั้ง”
“เช่นนั่นก็ย่อมได้ ปู่จะทำให้”
หยุนเทียนใช้พลังไปที่ศพของผู้าุโหาญแต่พลังนั่นกลับไม่ใช้พลังสีทองอย่างที่เคยเป็มา ครั้งนี้เป็พลังสีดำป่นแดงดูน่ากลัว และพวกเขาก็ไม่เคยเห็นพลังที่น่ากลัวขนาดนี้มาก่อน
ร่างของผู้าุโหาญก็มีบ้างสิ่งลอยออกมา เป็รูปร่างโปรงใส ใช่ มันคือิญญาของผู้าุโหาญแล้วหยุนเทียนก็ได้เปิดพื้นที่สีแดงขึ้น และจากนั่น ก็มีดาบสีแดงพร้อมโซ่ขึ้นมาพันธนาการ ิญญาของผู้าุโหาญไว้ นางได้แต่กรีดร้องด้วยความเ็ปทั้งที่เป็ร่างิญญา แต่ความเ็ปนี้ ลึกลงไปถึงิญญาจนนางไม่อาจทานทนได้เหมือนิญญาจะแตกดับ และร่างิญญาของนางก็ถูกดึงลงไปในหลุมแดงและหายไปทางลูกศิษย์ของหยุนเทียนก็ต่างเหงื่อตก เหมือนเห็นภาพที่น่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
“อา...อาจาร์ย เมื่อครู่ท่านใช้วิชาใดกันมันน่ากลัวจนพวกข้าไม่อาจขยับตัวได้”
“วิชาปรโลกจองจำ เป็วิชาสำหรับคุมขังิญญาและทรมานคนที่เราอยากทรมาน มันสามารถดึงเอาิญญาของคนที่เพิ่งตายหรือาเ็สาหัส มาจองจำไว้ได้และเ้าสามารถทรมานเขาได้ตามใจ้า โดยที่เ้าใช้พลังิญญาของเ้าล่อเลี้ยงไว้ไม่ให้ิญญาผู้นั่นดับสูญด้วยความเ็ป วิชานี้ถ้าหากไม่ใช่ผู้ที่มีพลังิญญาแข็งแกร่งพอไม่สามารถใช้ได้หรอกนะ และเป็วิชาที่ใช้สำหรับการสืบสวนหาข้อมูลเป็อย่างดีน่าจะเป็ของจักรพรรดิปรโลก”
“อาจาร์ยท่านยังมีวิชาที่น่ากลัวแบบนี้อีกหรือไม่”
“นั่นสินะ มีอีกเท่าไรนะ” แล้วหยุนเทียนก็นับนิ้วไปมา
“เอาเป็ว่าข้าจำไม่ได้ ฮ่า ฮ่า ฮ่าพวกเ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก วิชาโหดร้ายเช่นนี้เราจะใช้มันกับศัตรูและคนชั่วช้าเท่านั่น และที่สำคัญ หากใครอยากฝึกอาจาร์ยก็จะสอนให้”
“ไม่ดีกว่าท่านอาจาร์ยข้าขอฝึกวิชาที่ไม่น่ากลัวดีกว่า”
“ท่านปู่ แล้วนางจะถูกจองจำไปนานเท่าใด”
“ปู่ใช้พลังสร้างหลุมจองจำนี้ไว้100ปีเ้าพอใจหรือไม่”
“ขอบคุณท่านปู่เ้าค่ะ แม้100ปีจะรู้สึกน้อยไป แต่ถ้าต้องเ็ปมากขนาดนั่นมันก็ยังสาสมอยู่”
“ชิงเอ๋อ ข้ารู้ว่าเ้าแค้นแต่เมื่อทุกสิ่งผ่านไป การให้อภัยเป็สิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงแค่การให้อภัยแก่ศัตรูเท่านั่น แต่เ้าต้องให้อภัยตัวเองด้วยนางถูกทรมานแต่ก็ต้องปล่อยนางไปตามวัฎจักรแห่งการเวียนว่ายหากไม่แล้วจะเป็การท้าทายกฎแห่งสรรพชีวิต เ้าจำเอาไว้ให้ดีนะตอนนี้สิ่งสำคัญคือช่วยเหลือพวกเขาที่อยู่ในนั่น”
“จริงด้วย ท่านปู่บอกว่ามีคนถูกจับไว้เราต้องช่วยพวกเขาก่อน”
ในใจของหยุนชิง ก็นึกถึงอาจาร์ยของนาง อาจาร์ยศิษย์แก้แค้นให้ท่านแล้วและคนทรยศจะได้รับความทุกข์ทรมานไปอีกนาน ถึงมันจะไม่เพียงพอต่อใจของข้าแต่นั่นก็ไม่ใช่สิ่งที่ศิษย์จะต้องสนใจอีกต่อไป ศิษย์ปล่อยวางตามที่ท่านปู่บอกและจะทำตามคำสอนของท่าน ช่วยเหลือผู้ที่ลำบาก ไม่รังแกคนอ่อนแอจะทำให้สำนักเนตร์รุ่งเรืองจากนี้
หยุนชิงและทุกคนเดินเข้ามายังด้วยในแต่หยุนเทียนขวางตงหนิงเอาไว้และบอกไม่ให้ ตงเหมยเข้าไปดู เมื่อหยุนชิงเข้ามาก็ต้องเห็นสภาพที่น่าเวทนาของคนนับสิบคน และยังมีศพที่ตายไปแล้วอยู่หลายศพด้วยกันทุกคนต่างหมดเรี่ยวแรง ตัวซีดขาว ผอมแห้ง พวกเขานั่นแม้จะไม่าเ็ทางกายมากนักแต่ก็าเ็ทางิญญาอย่างหนัก เพราะวิชามาร ดูดเอาพลังิญญาพวกเขาไปเหมือนการฉีกิญญาให้ขาดออกทีละน้อย ซึ่งมันเ็ปกว่าการทรมานทางกายอย่างมาก
“นี้มัน ยิ่งกว่าการถูกทรมานทางกายด้วยซ้ำพวกเ้านอกจากร่างกายจะทรมานแล้ว พวกเขาแถบจะเสียสติกันอยู่แล้วท่านปู่มีวิธีช่วยพวกเขาหรือไม่”
“ยาคืนิญญา เอาให้พวกเขากิน”
แล้วจากนั่น พวกของหยุนเทียน ก็ได้รีบนำยาให้คนที่ยังมีชีวิตรอด ทานยาหลังจากนั่น ทุกคนที่ได้กินยาก็ได้คืนสติ มีคนราว20-30คนที่รอดชีวิตล้วนแล้วแต่เป็ศิษย์ของสำนักเนตร์
เมื่อหยุนชิงเดินลึกเขาไปด้านในก็พบกับคนผู้หนึ่ง และเมื่อเห็นคนผู้นั่นนางก็รีบนำยาให้ทานในทันทีแต่สภาพร่างกายของคนผู้นี้มีสภาพที่หนักหนาทั้งร่างกายและิญญาเสียหายหนักเหมือนชีวิตจะหลุดลอยได้ทุกเมื่อ
“ผู้าุโ เย่”
นางคือหนึ่งในผู้าุโสำนักเนตร์เย่ถาน หลังจากที่ เย่ถานได้กินยาเข้าไป ก็ฟื้นพลังิญญากลับมาได้แต่การบ่มเพาะนั่น กลับถูกทำลายไม่เหลือพลังร่างกายของนายค่อยๆเสื่อมสภาพลงและแก่ชรา บ่งบอกว่า อายุขัยของนางใกล้จะสูญสิ้น
“ท่านปู่ ได้โปรดช่วยผู้าุโเย่ด้วยท่านเป็อาจาร์ยอาของข้า”
หยุนเทียนได้ส่งยาอายุวัฒนะให้ และทันทีที่ เย่ถานได้รับยาร่างกายของนางก็ฟื้นคืนสภาพกลับมาดังเดิม แต่ถึงแบบนั่นพลังการบ่มเพาะของนางก็ไม่กลับคืนมา ไม่นานนัก นางก็ฟื้นตื่นขึ้น
“อาจาร์ยอา ท่านฟื้นแล้วท่านเป็อย่างไรบ้าง”
“นี้...ข้า...ยังไม่ตาย...เ้า...หยุนชิง...เกิดอะไรขึ้น”
“ผู้าุโหาญทำอะไรกับท่านทำไมการบ่มเพาะของท่านถึงหายไป”
“นางดูดเอาพลังของข้าไปจนหมดและยังใช้ิญญาของข้าเพื่อเติมเต็มพลังของนาง มันช่างทรมานและเ็ปหลังจากนั่นไม่นาน ข้าก็ไม่รู้ตัวขาดสติ แม้จะมีสติบ้างก็ตอนที่นางฉีกิญญาของข้าเพราะมันเ็ปมาก”
“อาจาร์ยอา ทำไมท่านถึงยังย้อนกลับมาอีก”
“หลังจากที่เ้าสำนักได้บังคับให้ข้าพาคนที่เหลือหนีไป หลังจากนั่นไม่นาน ข้าก็ได้ข่าวจากศิษย์บ้างคนว่าที่สำนักไม่มีพวกสำนักัดำอยู่แล้วให้รีบกลับมาเพื่อรวมตัวกัน พอมาถึงก็พบกับกลุ่มของยัยคนทรยศ ที่รออยู่และคนที่ไปตามพวกเราก็เป็คนของนาง แต่ไม่ทันที่พวกเราจะขัดขืนก็ถูกนางใช้พิษจนไม่อาจต่อสู้ได้ จึงมีสภาพอย่างที่เห็น”
“อาจาร์ยอาท่านไม่ต้องกังวลอีกต่อไปแล้วสำนักัดำถูกทำลายแล้ว และผู้าุโหาญก็ถูกข้าฆ่าตายแล้วจากนี้พวกเราปลอดภัยแล้ว”
“เ้าว่าอะไรนะ สำนักัดำถูกทำลายได้ยังไง ถึงสำนักัดำจะไม่ได้แข็งแกร่งที่สุด แต่ในละแวกนี้ก็ถือว่ามีอำนาจพอสมสมควร ต่อให้เป็สำนักใหญ่ ก็ไม่คิดที่จะไปหาเื่ใครเป็ผู้ทำลายพวกมัน เ้ารู้หรือไม่”
แล้วหยุนชิงก็มองไปทางหยุนเทียน
“เป็ท่านผู้นี้ที่ทำลายเ้าค่ะ”
“เ้า...เ้าว่าอะไรนะ คนผู้นี้”
เย่ถานมองไปที่หยุนเทียนเห็นเป็คนหนุ่มผมขาว มองไม่ออกว่าคือผู้ที่แข็งแกร่งนางจึงไม่ค่อยจะเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
“อาจาร์ยอา ยาที่ท่านกินเป็อย่างไรบ้าง”
“จริงสิ ยาที่เ้าให้ข้ากินมันวิเศษนักข้าไม่เคยกินยาที่ดีขนาดนี้มาก่อน มันต้องแพงมาก และหายากมากแน่ๆเ้าเอามาใช้กับข้า มันเสียเปล่าแล้ว ถึงแม้จะรักษาชีวิตไว้ได้แต่การบ่มเพาะของข้า ก็สูญสลายไปแล้ว ถึงจะยืดอายุไปได้แต่จะได้สักกี่ปีด้วยสภาพแบบนี้”
“หมื่นปี”
“อะไรนะ!...เ้าว่าอะไรนะหมื่นปี”
“ท่านก็ลองใช้จิตสำรวจกายของท่านดูเองว่า ข้าพูดจริงหรือไม่”
เมื่อเย่ถานได้ยิน ก็มีแต่เื่ให้แปลกใจไปหมด นางจึงไม่อยากเชื่อและได้ลองใช้จิตสำรวจร่างกายของตัวเอง
“ไม่น่าเชื่อ เมื่อครู่แม้ข้าจะฟื้นแล้วแต่ก็ยังรู้สึกว่าพลังชีวิตฟื้นคืนได้ไม่มาก แต่คุยกับเ้าไม่นานพลังชีวิตก็ค่อยๆเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มไม่หยุดจนตอนนี้ข้ารู้สึกว่าร่างกายจะหายดีแล้ว กำลังก็กลับคืนมาไม่รู้สึกถึงความตายเลยสักนิด แม้อายุขัยก็ยากที่จะคาดการณ์ได้แล้วพลังชีวิตเพิ่มขึ้นยังไม่หยุดเลย นี้เ้าเอายาอายุวัฒนะจากไหนกัน”
“เป็ยาอายุวัฒนะหมื่นปีอายุท่านคงเพิ่มมากกว่าหมื่นปีแน่นอน ส่วนยานี้ข้าได้มาจากท่านปู่”
“ท่านปู่ ใครกัน ปู่ของเ้าอย่างนั่นหรือ”
“ก็คนๆนี้ ที่ข้าบอกท่านว่าเป็ผู้ทำลายสำนักัดำ และตอนนี้เขาเป็ท่านปู่ของข้า”
“ท่าน...ท่านเป็ผู้มีพระคุณที่ช่วยข้าไว้ข้าขอคารวะท่าน”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ท่านผู้าุโท่านเป็คนที่หลานของข้า้าช่วย ข้าก็ย่อมต้องช่วยท่าน”
“ต..แต่ว่า ทำไมหยุนชิงถึงเรียกท่านว่าปู่มันจะไม่เสียมารยาทกับท่านอย่างนั่นหรือ”
“อาจาร์ยอาท่านอย่าให้รูปลักษณ์ภายนอกหลอกท่านได้ ท่านปู่มีอายุนับล้านปีเลยนะเ้าค่ะ”
“ล้าน...ล้านปีหากมีอายุขนาดนั่นก็ต้องเป็เซียนบนโลกเบื้องบน หรือว่าท่านคือเซียนจากโลกเบื้องบน”
“ข้าไม่ได้มาจากโลกเบื้องบนข้าก็เป็มนุษย์เบื้องล่างเหมือนกับพวกเ้านั่นแหละ”
“อาจาร์ยอา เอาเป็ว่าวันหน้าท่านจะรู้เองท่านเชื่อข้าได้หรือยังว่า ท่านปู่เป็ผู้ที่ทำลายสำนักัดำ”
เย่ถานครุ่นคิดและมองไปรอบๆก็เห็นศิษย์คนอื่นๆเริ่มหายดีกันหมดแล้ว คนที่มียาวิเศษขนาดนี้แม้จะเป็ดินแดนโอสถก็ยังไม่สามารถทำได้ ยาอายุวัฒนะที่ดีขนาดนี้ เพิ่งจะเคยได้ยินยากจะเชื่อแต่จากััและสิ่งที่เห็น เหมือนมีเซียนผู้สูงส่งมาโปรดแม้ยากที่จะเชื่อ แต่ก็คงปฎิเสธไม่ได้
“ตอนนี้ ข้าพูดตรงๆว่าข้าไม่รู้ว่าตอนนี้ฝันอยู่ หรือเป็เื่จริงกันแน่ ข้าที่คิดว่าจะตายไปแล้วแต่ก็ฟื้นขึ้นมา และศัตรูที่แข็งแกร่งก็ถูกกำจัดหายไปเหมือนมีเซียนผู้สูงส่งมาปัดเป่าทุกสิ่งให้หายไปไม่ว่านี้จะเป็เื่จริงหรือฝันแต่ข้าก็ดีใจ ดีใจเหลือเกิน” น้ำตาของนางก็ไหลออก
“อาจาร์ยอาท่านอย่าเสียน้ำตาเลยทุกสิ่งผ่านไปแล้ว จากนี้เราจะฟื้นฟูสำนักขึ้นมาใหม่ เราจะต้องแข็งแกร่งขึ้นมากกว่าเดิม”
“ดี...ดีแล้ว การนำของเ้าในฐานะเ้าสำนักก็คงจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ข้าคงไม่อาจเป็กำลังให้เ้าได้การบ่มเพาะของข้าสูญสิ้นไปแล้ว จากนี้ข้าคงเป็ผู้าุโของสำนักไม่ได้อีกข้าคงต้องเริ่มฝึกฝนใหม่ั้แ่ต้น แต่ผู้ที่ถูกทำลายการบ่มเพาะ ก็เหมือนกำแพงที่ปิดกั้นไว้แล้วต่อให้เรียกการบ่มเพาะคืนกลับมา แต่ก็คงไม่อาจก้าวข้ามระดับเดิมไปได้อีกประตูสู่หนทางเซียนของข้าถูกปิดลงแล้ว”
“ท่านปู่ท่านพอจะมีวิธีช่วยอาจาร์ยอาหรือไม่เ้าค่ะ”
“ถึงข้าจะมียาวิเศษแต่การจะเรียกคืนการบ่มเพาะที่ถูกทำลายเป็ไปได้ยาก มีแต่ต้องบ่มเพาะใหม่เท่านั่น”
“ชิงเอ๋อ เ้าได้ยินแล้วหนทางของข้าก้าวเดินในหนทางผู้บ่มเพาะไม่ได้แล้วจากนี้ไปแค่มีชีวิตแบบคนธรรมดาก็ดีมากแล้ว เ้าไม่ต้องลำบากหาทางหรอกนะเื่นี้ต่อให้เป็เซียนผู้มีวิชาแพทย์ก็คงทำอะไรไม่ได้”
แล้วเย่ถาน กับชิงเอ๋อ ก็ได้แต่มองหน้าและเศร้าเสียใจการที่ผู้บ่มเพาะสูญเสียการบ่มเพาะไป เป็เหมือนกับคนที่ขาดบ้างสิ่งที่สำคัญไปในชีวิตหยุนเทียนมองดูก็แน่ใจว่าคนผู้นี้น่าจะไว้ใจได้ เพราะหยุนชิงให้ความสำคัญ
“ปรกติแล้วก็จะเป็แบบนั่นแต่ถ้าเ้าสามารถทนต่อความเ็ปและความยากลำบากได้การเรียกคืนการบ่มเพาะและก้าวหน้าก็ไม่ใช่เื่ที่จะเป็ไปไม่ได้”
“ท่านปู่ ท่านมีวิธีหรือเ้าค่ะเมื่อครู่ท่านบอกว่าไม่มีวิธีแล้ว”
“วิธีที่จะใช้การรักษาและเรียกคืนเลยนั่นไม่มีเพราะนางได้สูญเสียไปแล้วแต่ที่ปู่หมายถึงคือการบ่มเพาะใหม่ ถึงเ้าจะสูญเสียการบ่มเพาะพลังเซียนไปแต่การบ่มเพาะจิติญญา และ ร่างกายก็มาถึงขั้นนี้เหมือนกันร่างกายและจิติญญาจึงไม่มีทางที่จะอ่อนแอเหมือนคนทั่วไป ข้าพูดถูกหรือไม่”
“เป็จริงอย่างที่ท่านพูดแต่พลังเซียนเมื่อสูญเสียไปก็ไม่อาจก้าวหน้าได้อีก และข้าต้องบ่มเพาะเช่นไร”
“เ้าเคยได้ยินการบ่มเพาะเซียนสายกายหรือไม่”
“เคยได้ยินมาบ้างเป็การบ่มเพาะของพวกทางเหนือที่เน้นการบ่มเพาะกายจนแข็งแกร่งแต่ถึงแบบนั่นก็ยังต้องมีพลังเซียนอยู่ดี”
“ก็ในเมื่อตอนนี้เ้ามีกายที่อยู่ในระดับกายเป็เซียนแล้ว เ้าก็มุ่งเน้นการบ่มเพาะวิชากายต่อไป ส่วนพลังเซียนนั่นก็ค่อยๆสร้างมันขึ้นมาอีกครั้งหากเ้ามีวิชาบ่มเพาะกายที่ดีการต่อสู้ในเซียนระดับเดียวกันก็ไม่ใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้และการเลื่อนระดับความแข็งแกร่งก็สามารถทำได้ แค่เ้าต้องละทิ้งวิชาเดิมทั้งหมดและก้าวเข้าสู้หนทางใหม่ เหมือนเด็กแรกเกิด แต่การเกิดใหม่ครั้งนี้เ้าจะมีกายที่แข็งแกร่งกว่าคนธรรมดาทั่วไปหลายเท่าการก้าวหน้าของเ้าจะมีมากขึ้นแค่ไหน”
“ข้าน้อยพอจะเข้าใจแต่ว่าสำนักเราไม่มีวิชาสายบ่มเพาะกายที่สูงเลย มีแค่เพียงวิชาพื้นฐานที่ส่งเสริมกับการบ่มเพาะมันคงเป็เื่ยาก”
“หากเ้ากราบข้าเป็อาจาร์ย ข้าจะถ่ายทอดให้ข้ารับรองว่า ในหนึ่งเดือนเ้าจะแข็งแกร่งกว่าการบ่มเพาะหลายปีที่เ้าเคยบ่มเพาะมา”
หยุนชิงได้ยิน จึงรีบบอกเย่ถานทันที “อาจาร์ยอา ท่านอย่าได้ลังเล เชื่อข้า การกราบอาจาร์ยครั้งนี้จะเป็โชควาสนาที่ดีที่สุดของท่าน”
เย่ถานมองหน้าหยุนชิงที่จริงจัง และตนก็ไม่มีอะไรจะเสียจะเชื่อศิษย์หลานสักครั้งจะเป็อะไรไป นางได้คุกเข่าและกราบหยุนเทียนในทันที
“เย่ถาน กราบอาจาร์ย”
เย่ถานกราบหยุนเทียนสามครั้งและมองหน้าหยุนเทียน แต่หยุนเทียนกลับหลับตา แล้วยิ้มเล็กน้อย เหมือนคิดอะไรอยู่
อิ อิ อิวิชาบ่มเพาะกายไม่ดับสูญ เป็วิชาที่ข้าฝึกเมื่อนานมาแล้ว วิชากายไม่ดับสูญถือเป็วิชาบ่มเพาะกายที่คงกะพัน ผู้บ่มเพาะในระดับเดียวกันไม่อาจทำลายได้แต่ว่าข้าอยากเพิ่มวิชามารโลหิตเข้าไปด้วยวิชามารโลหิตสามารถดูดกลืนโลหิตและพลังของผู้บ่มเพาะได้ เพื่อมาเพิ่มความแข็งแกร่งของตนเองและยังสามารถฟื้นคืนร่างกายได้ ต่อให้ถูกโจมตีแค่ไหนหากยังเหลือเืแม้เพียงหยดเดียวก็สามารถฟื้นคืนได้ วิชาที่อยู่ในหยกของจักรพรรดิโบราณเหล่านั่นข้าฝึกมันหมดจนไม่มีอะไรให้ฝึก ไหนๆก็ไหนๆ สร้างจอมมารสักคนจะเป็อะไรไปหากข้ามีผู้ติดตามที่เป็ทั้งเทพและมาร จะเป็ยังไงนะ อิ อิ อิข้าก็คงเป็ผู้ที่อยู่เหนือทั้งเทพและมารนะสิ ต้องลองแล้ว อิ อิ อิ
“ท่านปู่”
“อ่อ พอดีปู่คิดอะไรนิดหน่อยเอาละเมื่อเ้ากราบข้าแล้ว ข้าจะถ่ายทอดวิชาให้เ้า”
แล้วเย่ถานก็ได้รับวิชาบ่มเพาะผ่านจิติญญา เมื่อนางได้รับรู้ทั้งหมดก็ต้องตกตะลึง และเหงื่อตก
“วิชานี้มันหากข้าฝึกข้าจะไม่กลายเป็มารร้ายหรือ”
“วิชาบ่มเพาะก็เป็แค่วิชาบ่มเพาะแม้มันจะโหดร้าย แต่ศัตรูของเ้าเคยปราณีเ้าหรือไม่ ไม่ว่าวิชาต่อสู่ใดก็ทำเพื่อโจมตีอีกฝ่ายก็เท่านั่น หากเ้าใช้วิชานี้ปกป้องพวกพ้องเ้าจะเป็อะไรแล้วถ้าเ้าใช้มันทำร้ายพวกพ้องเ้าจะเป็อะไรศัตรูอาจจะเรียกเ้าว่ามารร้ายแต่พวกพ้องเรียกเ้าวาสหาย การบ่มเพาะเพื่อเป็เซียนใยต้องยึดติดที่ตัววิชา แค่ใจตนไม่ผิดคุณธรรม จะเทพหรือมารก็ไม่สำคัญ”
เมื่อเย่ถานฟังที่หยุนเทียนพูด ก็คิดได้ จะวิชาใดหากใช้มันเพื่อทำลายศัตรูก็เพื่อฆ่าฟันทั้งนั่นไม่ว่าจะเรียกตนว่าเทพหรือมารก็ไม่แตกต่าง หากมีวิชาที่ร้ายกาจแต่ใจมีคุณธรรมผู้คนก็เรียกว่าผู้แข็งแกร่ง หากมีวิชาที่ไม่เหี้ยมโหด แต่ก่อกรรมรังแกชาวบ้านก็เป็ได้แค่โจรร้าย เราก็แค่ต้องแข็งแกร่งก็เพียงเท่านั่นการใช้ขึ้นอยู่กับผู้ใช้
“ขอบคุณอาจาร์ยที่สอนสั่ง”
“ดี ดี”
“อาจาร์ยอา ท่านได้วิชาใดกันเหมือนพวกท่านพูดข้าไม่เข้าใจ”
“เดี๋ยวเ้าก็ได้รู้เมื่อข้าบ่มเพาะมันสำเร็จ ถึงตอนนั่นเ้าก็อย่ากลัวอาจาร์ยคนนี้ละไม่สิเ้ากลัวข้าอยู่แล้ว ก็ข้าเป็ผู้าุโคุมกฎสำนักแต่ก่อนเ้าทำผิดกฎอยู่บ่อยๆ เวลาข้าลงโทษ เ้าก็ชอบบอกว่าเกลียดข้าใครจะรู้ว่าเด็กวันนั่นจะเป็เ้าสำนักผู้กอบกู้ในวันนี้”
“อาจาร์ยอา ท่านอย่าเผาข้าต่อหน้าท่านปู่สิถึงท่านจะได้วิชาที่โหดร้าย แต่ข้าก็ไม่กลัวท่านหรอก เพราะท่านโหดร้ายอยู่แล้ว”
“นี้เ้า!” หยุนชิงหลบเล็กน้อยเย่ถานมองและยิ้ม และทำการก้มหัวยืนคำนับ
“ผู้าุโคุมกฎ คารวะเ้าสำนัก”
“อาจาร์ยอา นี้ท่าน”
“จากนี้เ้าคือเ้าสำนักแล้ว ต้องนำพาพวกเราต่อไปข้าในฐานะผู้คุมกฎ มีหน้าที่ช่วยเ้าดูแลต่อไป”
“เช่นนั่น ผู้าุโคุมกฎท่านปู่จะเป็ผู้ที่อยู่สูงสุดในสำนักเราจากนี้ ท่านปู่จะเป็ผู้าุโใหญ่แห่งสำนักเนตร์”
“คารวะ ผู้าุโใหญ่ คารวะท่านเ้าสำนัก”
ทุกคนหายดีโดยใช้เวลาไม่นาน และเมื่อเห็นเย่ถานคำนับ ทุกคนก็คำนับตามแต่จำนวนคนก็น้อยเกินไป ตอนนี้มีคนเหลือไม่กี่สิบคน และแต่ละคนก็อ่อนแอการบ่มเพาะก็ต่ำ การจะฟื้นฟูสำนักให้กลับมาอีกครั้งคงเป็ไปได้ยาก
หยุนเทียนจึงคิดว่าเื่แรกที่ควรทำคือการเพิ่มความแข็งแกร่งให้คนในสำนักหยุนเทียนจึงคิดที่จะให้ทุกคนเข้าไปทำการบ่มเพาะในหยกที่เขาเคยถูกขังอยู่หยุนเทียนคิดในใจ
แต่ก่อนข้านั่นศึกษาหลายวิชาบ้างวิชาก็ไม่อาจฝึกได้ เพราะไม่เข้าใจในพลังฟ้าดินเมื่อข้าได้ัักับพลังฟ้าดินข้าก็เข้าใจในวิชาเซียนมากขึ้นวิชาที่ข้าไม่สามารถเข้าใจได้เลย คือวิชาของจักรพรรดิกาลเวลาผู้ที่สร้างหยกนี้ขึ้น และสร้างดินแดนในนั่นขึ้นมา แต่วันนี้จากการที่ออกมาข้างนอกและได้เรียนรู้ประตูชั่วพริบตาทำให้ข้าเข้าใจอะไรได้มากขึ้นข้าจะปรับแต่งดินแดนในหยกให้มีเวลาต่างจากข้างนอกเพื่อให้คนพวกนี้ได้มีเวลาบ่มเพาะและแข็งแกร่งขึ้นในอนาคต
“ชิงเอ๋อ”
“ค่ะท่านปู่”
“ปู่จะออกไปนั่งสมาธิสักหน่อย เ้ากับคนอื่นๆเก็บกวาดจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย”
“ค่ะ ท่านปู่”
แล้วหยุนเทียนก็หลีกออกไปข้างนอกหาต้นไม้และนั่งลงเพื่อทำหารปรับแต่งตามที่ตนคิดไว้
ข้านั่นท่องจำและพยายามฝึกวิชาของจักรพรรดิกาลเวลามานานแต่ก็ไม่สำเร็จและยังมีวิชาขั้นสูงสุดของพวกจักรพรรดิต่างๆอีก แต่ตอนนี้ข้าสามารถเข้าใจในทุกวิชาและฝึกมันจนสำเร็จได้ทั้งหมด วิชาของจักรพรรดิกาลเวลาช่างแข็งแกร่งจริงๆในบรรดาจักรพรรดิทั้งหมดเขาคู่ควรกับคำว่า ไร้คู่ต่อสู้อย่างแท้จริงในสมัยที่เขาอยู่เขาได้ประลองเขาชนะผู้บ่มเพาะระดับจักรพรรดิและได้วิชาการบ่มเพาะมาเก็บไว้เขาได้สร้างดินแดนในหยกนี้ขึ้น และแบ่งพื้นที่เป็เกาะลอยฟ้าต่างๆที่เป็วิชาการบ่มเพาะของจักรพรรดิแต่ละคนขึ้น มีทั้งวิชาของฝ่ายเทพ ฝ่ายมารและอสูร แต่ทุกคนนั่นก็สร้างวิชากฎเกณฑ์ที่เป็ของตนเองขึ้น พูดได้ว่าแค่เพียงวิชาของใครสักคนในนี้ได้หลุดออกไปก็เพียงพอที่จะให้คนที่ได้รับเป็ผู้แข็งแกร่งของโลกได้เลย
วิชาของจักรพรรดิกาลเวลา สามารถทำให้กาลเวลาเดินช้าหรือเร็วขึ้นสามารถสร้างประตูกาลเวลาที่สามารถไปไหนก็ได้ ด้วยห้วงเวลาที่แตกต่างเป็วิชากาลอวกาศของจักรวาลโดยแท้ หากข้าจะเข้าใจมันทั้งหมดคงต้องใช้เวลาอีกสักพักแต่ตอนนี้ ข้าสามารถปรับแต่งเวลาในหยกนี้ให้แตกต่างจากโลกภายนอกได้ราว 10เท่า10วันในนั่นเท่ากับ 1 วันในโลกภายนอก แต่คงเพิ่มมากกว่านี้ไม่ได้ เพราะคนที่เข้าไปคงจะทนต่อการบิดเบื้อนของเวลาไม่ได้และจะทำให้ผู้นั่นเสียสติจากการข้ามผ่านของเวลา
ตอนนี้ข้าคงต้องพักวิชากาลเวลาไว้ก่อนและค่อยๆทำความเข้าใจในวิชาอื่นให้สำเร็จ
ผ่านไป 1 คืน ย่ามเช้าของอีกวันมาถึง
“เช้าแล้วหรือนี้เป็คืนที่ข้าใช้เวลาได้คุ้มค่าจริงๆ วิชาของจักรพรรดิทั้งหลายข้าเข้าใจหมดแล้วมีเพียงแค่วิชากาลเวลาที่ยิ่งศึกษาก็ยิ่งได้พบกับ สิ่งใหม่ๆเป็วิชาที่ไม่สิ้นสุดจริงๆ ข้าคงต้องศึกษามันไปเรื่อยๆ”
แล้วหยุนเทียนก็เดินกลับเข้ามาหาทุกคน
“ท่านปู่ท่านมาแล้ว”
“ผู้าุโใหญ่”
“ท่านอาจาร์ย”
“อืม ทุกคนอยู่พร้อมหน้าแล้วเื่ด่วนที่เราต้องทำในตอนนี้คือต้องเพิ่มความแข็งแกร่งของพวกเ้าข้าจะพาพวกเ้าไปยังอีกดินแดนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหยกนี้ ดินแดนนี้ข้าเรียกมันว่าดินแดนลับจักรพรรดิ เวลาในนี้ 10 วันเท่ากับ โลกภายนอก 1 วัน ข้าจะให้พวกเ้าอยู่ในนี้ 100วัน เมื่อครบ 100 วันค่อยออกมา เพื่อจัดการเื่สำนักต่อไป”
“อาจาร์ยเมื่อเข้าไปแล้ว แล้วท่านจะอยู่คนเดียวหรือเ้าค่ะ”
“ไม่หรอกข้าจะเข้าไปด้วย ข้าจะกางเขตป้องกันของสำนักขึ้นมาใหม่”
แล้วหยุนเทียนก็ปล่อยพลังออกจากเท้ากระจายออกไปตามพื้นเป็ลักษณะค่ายกลวงเวทย์สีทอง และใช้ฝ่ามือปล่อยขึ้นกลางอากาศวงเวทย์ค่ายกลทั้งบนและล่าง กระจายตัวออกเป็สิบวงซ้อนกัน และกลายเป็โดมสีทองครอบประสานกันเป็ที่น่าตื่นตายิ่ง แล้วไม่นานโดมสีทองก็หายไป เหมือนว่าไม่มีอยู่
“เขตป้องกันนี้ ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนเลยรู้สึกได้เลยว่า ต่อให้มีกองทัพนับหมื่นโจมตี ก็ไม่อาจทำลายได้”
“ต่อให้เป็จักรพรรดิมาเอง ก็ทำอะไรไม่ได้เอาละไปกันได้แล้ว”
แล้วหยุนเทียนก็ปล่อยหยกลอยออกจากมือ ก็เกิด วงพลังสีดำขึ้นขนาดใหญ่กว่าตัวคนไม่มาก ทุกคนก็มอง แต่ก็กล้าๆกลัวๆไม่อยากเข้าไปแต่คนที่เป็ศิษย์ของหยุนเทียนไม่ลังเล เดินเข้าไปก่อนโดยไม่สนใจเมื่อทุกคนเห็นก็เดินตาม และทุกคนก็เข้าไปยังดินแดนลับจักรพรรดิ
ในดินแดนลับจักรพรรดิเมื่อเข้ามาทุกคนต่างก็ตกตะลึงกับความงาม และความกว้างใหญ่ที่ถึงแม้จะเป็แดนลับที่ถูกสร้างขึ้นแต่มันก็กว้างใหญ่ และมี เกาะลอยฟ้าอยู่หลายลูกมีทั้งที่อยู่ใกล้ และไกลลิบสุดสายตา พื้นที่ที่ทุกคนยืนอยู่เป็เกาะกว้างและมีเรือนพักขนาดใหญ่อยู่ ส่วนเกาะลอยฟ้าน้อยใหญ่ก็มีทั้งเกาะที่มีน้ำตกเกาะทะเลทราย มีสภาพแตกต่างกันไป บ้างเกาะก็น่ากลัวเหมือนเมืองปีศาจ
“เมื่อพวกเ้าเข้ามาแล้ว ก็จงฟังให้ดีสิ่งที่พวกเ้าเห็นอยู่ตรงหน้าเป็เกาะที่บรรดาผู้สูงส่งทั้งหลายเหลือทิ้งเอาไว้หากข้าไม่ได้อนุญาตห้ามใครเข้าไปในเกาะใดเด็ดขาด มิเช่นนั่นความตายจะถามหาพวกเ้าข้ารู้ว่าพวกเ้านั่นอยากรู้อยากเห็น แต่ถ้าใครอยากตายข้าก็ไม่ห้ามหากคิดว่าตัวเองแข็งแกร่งหรืออาจจะมีโชคก็ขอให้หยุดเอาไว้สะ ตรงนี้ที่พวกเ้าอยู่จะเป็ที่ฝึกสำหรับพวกเ้าข้าจะถ่ายทอดวิชาการบ่มเพาะที่เป็ขั้นพื้นฐานของสำนักเรานับจากนี้ไป และหากใครมีความสามารถที่โดดเด่นในด้านใดพวกเ้าถึงจะสามารถไปบ่มเพาะยังเกาะที่เห็นอยู่นี้ได้ แต่ถ้าไม่แล้วก็ให้ประมานตนและฝึกการบ่มเพาะของตนไปตามพร์ของตนเองเข้าใจหรือไม่”
“ทราบแล้วค่ะ” ทุกคนต่างตอบรับคำและหยุนเทียนก็ถ่ายทอดวิชาผ่านจิติญญาให้แก่ทุกคน
“วิชาการบ่มเพาะนี้ ช่างลึกล้ำนักนี้จะเป็วิชาขั้นพื้นฐานเองหรือนี้ เพียงเท่านี้ ก็สามารถเป็ยอดฝีมือได้เลย”
“จริงด้วย” “ขอบคุณท่านผู้าุโใหญ่”
เมื่อทุกคนได้รับวิชาก็รู้ได้ว่าวิชาที่ได้รับนั่นวิเศษมากแค่ไหนแม้จะเป็วิชาแค่ขั้นพื้นฐานก็ตาม และทุกคนก็เริ่มแยกย้ายไปหาพื้นที่บ่มเพาะของตนหยุนเทียนใช้มือดึงก้อนหินิญญาขนาดใหญ่ที่ลอยอยู่เต็มไปหมดดึงลงมาตั้งไว้กองูเาหนึ่ง
“พวกเ้าใช้หินิญญานี้ในการบ่มเพาะ”
“ขอบคุณท่านผู้าุโใหญ่”
“ชิงเอ๋อ เ้านำพาคนในสำนักบ่มเพาะปู่จะเข้าไปข้างใน”
“ท่านปู่ท่านจะไปไหน พาตงเหมยไปเที่ยวด้วยได้ไหม”
“ตงเหมยเ้านะ อยู่บ่มเพาะกับพวกเขาที่นี้ที่ที่ปู่จะไป มันอันตราย”
“ตงเหมยเ้าอย่ากวนท่านอาจาร์ยมากนักเ้ามาบ่มเพาะกับแม่ เราจะได้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อเป็กำลังให้ท่าน”
“ก็ได้ แต่ตงเหมยอยากไปเที่ยวข้างใน”
“ไว้วันข้างหน้าเ้าแข็งแกร่งมากพอปู่จะพาเ้าไป”
“ได้เ้าค่ะ”
“ท่านปู่ในนี้มีที่ที่อันตรายด้วยหรือเ้าค่ะ ท่านบอกว่าอยู่ที่นี้มานานขนาดนั่น ที่ท่านจะไปเป็ที่ไหนเ้าค่ะ”
“พวกเ้าเห็นเส้นสีดำ ตรงเงาขอบฟ้านั่นไหม ตรงนั่นมีคนผู้หนึ่งอยู่ถูกตัดขาดจากทุกสิ่ง”
“เส้นสีดำไกลลิบนั่น ตอนแรกข้าคิดว่ามันจะเป็เส้นขอบดินแดน ที่นั่นกลับเป็ที่อยู่ของคน ในนี้มีคนอื่นอยู่หรือว่าจะมีผู้คนอยู่ในนี้ด้วยหรือเ้าค่ะ”
“ไม่หรอก ในนี้มีแค่นางผู้เดียวและข้าที่อยู่มานานนับล้านปี”
“นาง เป็ผู้หญิงหรือเ้าค่ะนางเป็ใครเ้าค่ะ”
“เ้านี้สงสัยเยอะจริงนะ ชิงเอ๋อ แต่คงไม่ใช่เ้าคนเดียวเพราะพวกเ้าก็ฟังกันตาไม่กระพริบเลย”
ลูกศิษย์ของหยุนเทียนต่างก็สนใจ และไม่แยกตัวออกไปฝึกฝน ยืนฟังการพูดคุยของหยุนชิงอย่างสนใจ
“ข้าก็ไม่รู้ว่านางเป็ใคร ั้แ่ที่ข้าเข้ามาไม่นานข้าก็ได้ยินเสียงนาง และนางก็เป็เพื่อนคุยกับข้ามาโดยตลอด แต่เพราะประตูบานสุดท้ายตรงขอบฟ้านั่นทำให้ข้าไม่สามารถเข้าไปได้ แต่วันนี้ข้ามั่นใจว่าสามารถเปิดมันได้เ้าคิดว่าการอยู่ที่คนเดียวเป็เวลานานขนาดนั่นข้าจะอยู่ได้จริงๆหรือหากไม่มีนางคอยเป็เพื่อนคุย ข้าคงฆ่าตัวตายไปแล้วและข้าสัญญาว่าจะต้องพานางออกมาจากที่นั่น”
“คนผู้นั่นถูกคุมขังเอาไว้หรือเ้าค่ะ”
“อ่า ใช่แล้วทั้งนางและข้าถูกขังอยู่ในนี้เป็ล้านปี ครั้งนี้เราจะได้เจอกันสักที”
แล้วทันใดนั่นก็มีเสียงดังขึ้น
“ที่รักเ้ากลับมาแล้วหรือ”
เมื่อทุกคนได้ยินก็ต่างใ และคนที่ใกว่า ก็คือบรรดาศิษย์ของหยุนเทียน
“ท่านปู่ นาง...นางคือท่านย่าหรือเ้าค่ะ”
“ที่รักเ้ากลับมา มีหลานกลับมาด้วยหรือนี้เ้าออกไปไม่นาน ก็มีลูกมีหลานแล้วหรือ ช่างไวเสียจริงนะ”
“พอเทอญ ข้ากำลังไปหาเ้า ไว้เราค่อยคุยกันอย่าไปรบกวนพวกเด็กๆเลย”
“หึ ข้าจะรอ”
“ท่านปู่ คือว่า มันเื่อะไรกันแน่เ้าค่ะ”
“พวกเ้าไม่ต้องสนใจหรอก สนใจการบ่มเพาะก็พอปู่จะเข้าไปด้านใน”
“เ้าค่ะ”
แล้วหยุนเทียนก็ใช้พลัง ดึงก้อนหินที่ลอยอยู่มาเป็สะพานและะโเข้าไปด้านใน ตามเกาะต่างๆ และหายลิบไป ส่วนพวกของหยุนชิงก็มีแต่ความสงสัยแต่นั่นก็เป็เื่ของหยุนเทียน ตอนนี้ต้องเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองตามที่หยุนเทียนบอกก่อนและทุกคนก็แยกย้ายกันไปบ่มเพาะของแต่ละคนอย่างสงบ