ขณะที่แต่งตัวอยู่นั้นเธอก็เหลือบตามองไปยังรูปที่ใส่กรอบตั้งไว้บนโต๊ะเครื่องแป้ง หนึ่งในจำนวนนั้นเป็รูปที่ถ่ายรวมกัน4 คนพ่อแม่ลูกชายและลูกสาว เมื่อวันเทศกาลคริสต์มาส 10 ปีก่อนและดูจะเป็รูปล่าสุดที่เธอมีทุกคนในรูปต่างยิ้มแก้มปริกันทั้งนั้นนอกจากโจซึ่งยืนอยู่ใต้เงาของต้นคริสต์มาสส่วนในรูปกรอบที่ 3 และ 4กระดาษเหลืองแล้ว เป็รูปของพ่อแม่กับพี่ชายอีกสองคน และปู่ย่า
อุบัติเหตุที่ทำให้พ่อแม่ถึงแก่ความตายลงนั้นเกิดขึ้นตอนที่เอ็ดดี้อายุเพียง 4 ขวบ ยังเป็เื่เศร้าที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงภายในชุมชนเล็กๆของอิลลินอยส์แห่งนี้ ทั้งพ่อและแม่เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุนอกจากเอ็ดดี้ที่กระเด็นออกมาจากรถ เธอจำเป็ต้องตกอยู่ในปกครองของลุงซึ่งเลี้ยงเธอร่วมกับลูกๆ ของเขามาั้แ่บัดนั้นถึงแม้ว่าเธอจะได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีมีสิทธิ์เท่ากับลูกๆ ของลุงทุกคนแต่กระนั้นเอ็ดดี้ก็ไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองเป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวนั้นเลย
ฤดูใบไม้ผลิอันเป็ปีสุดท้ายในไฮสกูล เธอได้พบกับโจซึ่งเป็ขณะเดียวกันกับที่ลุงได้บอกให้ทุกคนได้รับทราบโดยทั่วกันว่าเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งและจะต้องย้ายไปประจำอยู่ที่สาขาของบริษัทในแคลิฟอร์เนียเอ็ดดี้ไม่เคยคิดอยากจะไปอยู่ที่นั่นเลย และยิ่งเธอสนิทสนมกับโจและเจอรี่ลูกชายวัย5 ขวบมากเพียงไรเธอก็รู้ซึ้งถึงความรู้สึกของเขาทั้งสองว่า้าเธอมากเพียงนั้น
ถึงอย่างไรตลอดชีวิตที่ผ่านมาเอ็ดดี้ก็ได้รับสิ่งที่มันไม่เลวจนเกินไปนัก เธอได้แต่งงานกับคนดีเช่นเขาซึ่งเธอไม่เคยเสียใจเลยจนทุกวันนี้
สามเดือนต่อมานั้น เป็่เวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงชีวิตใหม่ของเอ็ดดี้ซึ่งบัดนี้ได้กลับเป็สาวโสดอีกครั้งถึงแม้ว่าเธอจะเคยชินกับการตัดสินใจในเื่ต่างๆ ด้วยตนเองเนื่องจากโจต้องยุ่งอยู่กับงานเสียเป็ส่วนใหญ่แต่กระนั้นเธอก็ยังสบายใจเมื่อคิดถึงว่าทุกครั้งที่มีปัญหาเกิดขึ้นเธอสามารถจะพบและปรึกษาหารือกับเขาได้เสมอ แต่บัดนี้ทุกสิ่งจะต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเธอแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ปัญหาใหญ่ที่จะต้องตัดสินใจต่อไปก็คือเธอจะเอาเงินจำนวนที่สามีทิ้งมรดกไว้ให้ไปใช้ทำอะไรเธอได้เคยปรึกษาเื่นี้กับจอห์น เว้นท์เวิร์ธ ทนายความผู้นั้นมาแล้วแต่ขณะเดียวกันเมื่อเพื่อนสนิทมิตรสหายรู้เื่ต่างก็ช่วยกันออกความคิดและแนะนำเธอต่างๆ นานาซึ่งเอ็ดดี้ก็เพียงแต่รับฟัง และยังคงใช้ชีวิตอย่างประหยัดอยู่เช่นเดิมเธอรู้ว่ามันเป็การตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่ซึ่งจะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก
ทุกครั้งที่เธอคิดว่าจะเอาเงินจำนวนนี้ไปใช้ทำอะไรความคิดหนึ่งก็จะวนเวียนกลับเข้ามาสู่สมองอยู่เสมอคำพูดของเจอรี่ที่ว่าโจมีความปรารถนาที่จะให้เธอใช้เงินเพื่อสร้างความฝันของตัวเองให้เป็ความจริงขึ้นมาเป็สิ่งที่ทำให้เอ็ดดี้ต้องคิดหนัก
ในตอนแรกนั้น เธอพยายามปัดความคิดดังกล่าวออกไปจากใจเพราะถ้ามองแต่เพียงผิวเผินแล้วมันออกจะเป็เื่ที่ไร้สาระและไม่ถูกต้องกับหลักการ ถึงแม้ว่าเธอจะไม่เคยนำความคิดดังกล่าวไปปรึกษาหารือกับใครไม่ว่าจะเป็เจอรี่หรือเอลิสันก็ตาม แต่มันก็มักจะกลับมาสู่สมองอยู่เสมอๆและทุกครั้งเมื่อทบทวนดูก็ยิ่งเห็นความเป็ไปได้มากยิ่งขึ้นทุกที
ในที่สุดเธอตระหนักว่าทางที่ดีที่สุดก็คือจะต้องลองสอบถามความคิดเห็นของเจอรี่กับเอลิสันดูเธออยากจะรู้ว่าทั้งลูกเลี้ยงและลูกตัวเองมีปฏิกิริยาอย่างไรกับข้อเสนอในเื่นี้อีกประการหนึ่ง ถ้าปราศจากแรงสนับสนุนของทั้งสองคนมันย่อมจะเป็การยากที่จะดำเนินการไปให้ถึงจุดหมายที่ตั้งไว้และโอกาสก็มาถึงตอนที่เจอรี่มาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันในวันอาทิตย์
เมื่อนำอาหารออกมาวางบนโต๊ะเรียบร้อยแล้วเอ็ดดี้ก็ทรุดตัวลงนั่งที่เก้าอี้ตรงหัวโต๊ะ เอลิสันกล่าวขอบคุณพระเ้าหลังจากนั้นการรับประทานก็เริ่มขึ้น
“วันนี้อาหารอร่อยจังเลยครับเจอรี่สูดกลิ่นหอมหวนของกลิ่นเครื่องเทศที่ปรุงไว้ในหมูอบ “หลังจากที่ต้องกินแต่เครื่องกระป๋องมาตลอดทั้งอาทิตย์พอได้กินอาหารที่ทำขึ้นเองในบ้าน เหมือนขึ้น์เชียวละครับ”
“เจอรี่จริงไหมที่มีข่าวว่าตอนนี้เคร๊กเขาควงน้องสาวของชัคเพื่อนพี่อยู่” เอลิสันเอ่ยถามขึ้น
เจอรี่เหลือบตามองหน้าน้องสาวอย่างพิจารณาอยู่เป็ครู่ก่อนพยักหน้ารับ
“จริง” เขาตอบสั้นๆเอื้อมมือไปตักมันฝรั่งบดที่อบจนเป็สีน้ำตาลอ่อนน่ารับประทานมาใส่จาน
“ฉันนึกแล้ว” ความเสียใจลึกๆซ่อนอยู่ในน้ำเสียงของเอลิสันแม้เด็กสาวจะพยายามอำพรางไว้แต่มันก็ยังปรากฏอยู่ในน้ำเสียง
“นี่ เมื่อวานนี้เองนะแม่จัดตู้เสื้อผ้าเสียใหม่แล้วก็เลยไปพบกล่องเก่าๆ เข้าสองกล่องที่ซุกอยู่ลึกในตู้ทีเดียวรับรองได้ว่าทั้งสองคนไม่มีทางรู้หรอกว่าแม่พบอะไรในนั้น” เอ็ดดี้เอ่ยขึ้นและไม่รอให้ทั้งสองพี่น้องแสดงความใคร่รู้ว่ามันเป็อะไร เธอรีบกล่าวต่อว่า “ในนั้นมีรูปเก่าๆ ที่ถ่ายไว้ตอนที่เราไปเที่ยวแบล็ค ฮิลล์ กันมีโต๊ะบุฟเฟ่ต์อยู่ข้างหลังหนูด้วยนะลูก เอลิสัน”
การเปลี่ยนเื่พูดนั้นเป็สิ่งที่เอลิสันกำลัง้าอยู่แล้วเอ็ดดี้เอื้อมไปหยิบกล่องใส่รูปที่ตั้งไว้บนโต๊ะเล็กใกล้ๆ และส่งให้ลูกสาว
“กล้องบราวนี่ตัวเล็กๆนี่มันถ่ายรูปออกมาได้สวยดีเหมือนกันนะคะแม่” เอลิสันเอ่ยขึ้นหลังจากดูไปได้สองสามรูป“ตอนนั้นเราอายุเท่าไหร่คะ...ต๊าย เจอรี่ ดูรูปนี้สิ”เด็กสาวหัวเราะพร้อมกับส่งรูปนั้นให้พี่ชายดู
“แม่คิดว่าตอนนั้นหนูน่าจะอายุสัก 8 ขวบละมั้ง ส่วนเจอรี่น่ะ 14 แล้ว” เอ็ดดี้ตอบ
“ผอมยังกะไม้เสียบแน่ะ” เอลิสันวิจารณ์พี่ชาย
“เธอเองก็ผอมเหมือนไม้ซีกเหมือนกันละน่า”เจอรี่ว่า
“แหม...รูปนี้เข้าท่าจังเลย” เอลิสันส่งรูปใบหนึ่งให้พี่ชาย “รูปฝูงควาย” ขณะที่น้องสาวส่งรูปนั้นมาให้ เจอ-รี่ก็ดูไปพลางกินไปพลางอย่างเอาใจ “ที่จริงครั้งนั้นเราสนุกกันมากเลยนะ” เอลิสันถอนใจออกมาเบาๆ
“จำรูปนี้ได้ไหมล่ะ เอ็ดดี้” เจอรี่ส่งรูปหนึ่งมาให้เธอ ดวงตาฉาบอยู่ด้วยรอยยิ้ม “คุณกำลังทำแฮมเบอร์เกอร์บนเตาถ่านไงแล้วมันก็แตกออกเป็สองชิ้นหล่นลงไปในเตา”
“ใช่ พ่อต้องคอยเขี่ยมันขึ้นมาตลอดเวลาเลย”เอ็ดดี้ทวนความทรงจำแต่หนหลัง
“เราก็เลยต้องกินแฮมเบอร์เกอร์ไหม้ๆ กัน”เจอรี่พูดพลางหัวเราะเบาๆ
“เป็อาหารมื้อที่ฉันไม่อยากจดจำไว้อย่างที่สุด”เอ็ดดี้สนองตอบพร้อมด้วยรอยยิ้ม
“รูปนี้วิวสวยจังเลยนะ” เอลิสันถอนใจส่งรูปอีกใบหนึ่ง ซึ่งเป็ภาพทิวทัศน์ของลอนเขากว้างไกลมาให้เขาดู “จำได้ไหมว่านับั้แ่วันนั้นเราเคยช่วยกันสร้างความฝันไว้ว่าเราน่าจะมีไร่ปศุสัตว์อยู่ที่นั่นพ่อเองยังเคยพูดว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องมีให้ได้เลย”
“โธ่เอ๊ย ไม่น่าถามเลย” เจอรี่หัวเราะ“ตอนนั้นเรายังวางแผนกันด้วยซ้ำว่าเราควรจะมีที่ดินสักกี่เอเคอร์ถึงจะพอ จะต้องเลี้ยงปศุสัตว์สักกี่ตัวมันถึงจะเหมาะกับกำลังของเราและเราจะต้องเหลือที่ดินไว้สำหรับปลูกหญ้าสำหรับเก็บเกี่ยวไว้เลี้ยงมันตอน่ฤดูหนาวนอกจากนั้นเราก็ยังคุยกันด้วยว่า เราควรจะเลี้ยงม้าสักกี่ตัวด้วยซ้ำพ่อกับพี่ยังเคยคุยกันว่าเราจะต้องเลี้ยงแกะด้วย พอถึงฤดูหนาวเอ็ดดี้จะได้มีเสื้อขนสัตว์ไว้ใส่”
“แม่คะ แล้วแม่ก็ยังเรียกมันว่าไร่แห่งความฝันด้วยใช่ไหมล่ะคะ” สายตาของสาวน้อยเหม่อลอยขึ้น
“ถ้าจะว่าไปแล้วมันก็ไม่น่าจะเป็ไร่แห่งความฝันอีกต่อไปแล้วละลูก”เอ็ดดี้ใช้คำพูดอย่างระมัดระวัง “ตอนนี้เรามีเงินมากพอที่จะสร้างไร่นั้นขึ้นมาจริงๆแล้ว”
“แม่คะ...” เอลิสันมองหน้ามารดาอยู่เป็ครู่“แม่หมายความว่าเราสามารถจะมีไร่แบบนี้ได้จริงๆ น่ะหรือคะ”เธอเริ่มจะเข้าใจความหมายในคำพูดของมารดาขึ้นมาบ้างแล้ว