ตอนที่ 2 (4)
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังค้นหาเครื่องอัดเสียงอยู่นั้น หางตาของเขาก็พลันเหลือบไปเห็นเงาผีงุ่มง่ามที่อยู่ตรงสุดระเบียงทางเดิน เขารีบเก็บมือที่กำลังจะหยิบเครื่องอัดเสียงออกมาอย่างรวดเร็ว นี่ไม่รู้ว่าเพราะกินปูร้อนท้อง หรือเป็เพราะยังไม่ตื่นอย่างเต็มที่กันแน่...ถึงทำให้เขาทำเสียงดุหร่วนจือหวนไปเล็กน้อย
“นายยังไม่กลับอีกเหรอ”
“คุณฉินคุณตื่นแล้วหรือครับ ผมเพิ่งทำความสะอาดเสร็จ กำลังจะไปแล้วครับ” หร่วนจือหวนลอยออกมาอธิบายอย่างรวดเร็ว เขาสังเกตเห็นถึงความอ่อนล้าที่ยังแฝงอยู่ใต้ขอบตาดำของฉินเฟิง เขาเดาว่าอีกฝ่ายยังคงสะลึมสะลืออยู่ ฉะนั้นเขาจึงถือโอกาสเอ่ยปาก “คุณฉิน ถ้าอย่างนั้นถือว่าพวกเราหายกันแล้วใช่ไหมครับ”
แม้ภายนอกของฉินเฟิงจะดูสะลึมสะลืออยู่ แต่เื่การวางแผนเขาถือว่าเป็อันดับหนึ่ง และผู้รับเคราะห์มากที่สุดนั้นก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็หัวหน้าของเขาป๋ายเจาหนานนั่นเอง ส่วนการที่หร่วนจือหวนเล่นลูกไม้ต่อหน้าเขาเช่นนี้ ก็ทำให้เขาได้สติขึ้นมาทันที ซึ่งภายในใจของเขาก็ได้แต่หัวเราะอย่างเ็า
ถึงเครื่องอัดเสียงจะอัดเพลงของหร่วนจือหวนเอาไว้แล้ว แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่าเื่จะจบ ในเมื่อพวกเขาทั้งสองเปรียบเสมือนทางสองสายที่มากัน หากเป็ไปได้ เขาก็อยากจะศึกษาให้ดีอีกสักหน่อย ว่าเหตุใดเสียงเพลงของอีกฝ่ายถึงสามารถแก้ปัญหาการนอนไม่หลับของเขาได้
หรือว่า มีใครกล้าใช้กลอุบายกับิญญาร้ายเช่นเขาอย่างนั้นหรือ
แม้ว่าตอนนี้ชุยเย่ว์จะเป็ศาสตราจารย์แล้วแต่ก็ยังไม่กล้าเล่นกับเขาเลย ฉะนั้นแค่พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งจะกล้าอย่างนั้นหรือ
หากให้เขาตอบกลับว่าเลิกแล้วต่อกันเพียงเท่านี้จริงๆ สู้ให้เขายอมเขียนชื่อกลับหัวยังดีเสียกว่า
“ตอนที่ฉันหลับ นายคงไม่ได้ร้องสินะ” ฉินเฟิงมองสายตาของพนักงานทำความสะอาดตัวน้อยที่ค่อยๆ เผยความละอายออกมา จากนั้นเขาก็ประกาศอย่างไร้ความปราณีว่า “อาทิตย์หน้านายต้องมาร้องใหม่”
“นั่นมัน คุณฉิน วันนี้ผมร้องไปแล้วนะครับ...” หร่วนจือหวนต่อต้านด้วยเสียงที่แ่เบา ความรู้สึกอับอายที่จางหายไปแล้วของเขาในตอนที่ฉินเฟิงหลับได้หวนกลับสู่สภาพเดิมอีกครั้ง ตอนนี้มาบอกให้อาทิตย์หน้าเขาต้องมาทำเื่อับอายอีกรอบอย่างนั้นหรือ เขาจะไปทำได้อย่างไร
“นายร้องเพลงแค่ตอนทำความสะอาดห้องรับแขกเท่านั้น” ฉินเฟิงตัดบทเขาทันที เพราะอีกฝ่ายยังอยู่ในห้องรับแขกตอนที่ตัวเองหลับไป ดังนั้นเขาจึงคาดเดาทิศทางการเคลื่อนไหวของผีตัวนี้ได้ “ตกลงกันแล้วว่าจะร้องตลอดเวลาที่ทำความสะอาดทุกห้องไม่ใช่หรือ อาทิตย์หน้านายต้องมาร้องตอนที่ทำความสะอาดห้องอื่นด้วย ทั้งห้องครัว ห้องน้ำ ทางเดิน ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า นายก็ต้องร้องด้วย”
ใบหน้าของหร่วนจือหวนแตกยับไปหมด ฉินเฟิงพูดถูกแล้ว เขาฉวยจังหวะตอนที่อีกฝ่ายหลับอยู่มาหลบการลงโทษจริงๆ หากรู้ั้แ่แรกเขาจะไม่ยอมให้ฉินเฟิงหลับแน่นอน ต่อให้ตายก็จะต้องปลุกอีกฝ่ายให้ได้
นี่อาทิตย์หน้าเขาก็คิดจะมาอย่างว่าง่ายจริงๆ หรือ ยอดเยี่ยมไปเลย
เมื่อฉินเฟิงเห็นว่าอีกฝ่ายยอมรับชะตาและจะกลับมาอีกครั้งในอาทิตย์หน้า เขาจึงหันกายวางแผนว่าจะกลับไปพักผ่อนที่ห้อง และดูว่าจะนอนได้อีกสักครู่หรือไม่ แต่ทันใดนั้นเอง หร่วนจือหวนก็คล้ายตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เขาจึงเรียกผีเอาไว้ด้วยน้ำเสียงที่อึกๆ อักๆว่า “คุณฉิน...นี่ก็ดึกแล้ว...ผมสามารถใช้ข้าวสักมื้อ...แลกกับการที่อาทิตย์หน้าไม่ต้องร้องเพลงในห้องครัวได้ไหมครับ”
“ดูจากค่าจ้างคนทำความสะอาดอย่างนาย จะสามารถเชิญฉันไปกินอะไรได้ ช่างมันเถอะ”
“ไม่ใช่ครับ! ผมหมายถึง ตอนนี้ผมจะทำอาหารให้คุณทาน มันเหมือนการทำงานบ้านเท่านั้นครับ!”
เมื่อหร่วนจือหวนเห็นฉินเฟิงไม่ตอบรับ เขาพลันพูดเสียงดังขึ้นมาอย่างลืมตัว ความคิดของเขาเรียบง่ายมาก แม้ว่าฉินเฟิง้าลงโทษเขาเชิงนามธรรมอย่างการให้ร้องเพลง แต่ถึงอย่างนั้นตัวเขาก็สามารถชิงเปลี่ยนโอกาสให้มันเป็การลงโทษอย่างเป็รูปธรรมได้มิใช่หรือ
“นายทำเป็เหรอ” ฉินเฟิงเลิกคิ้วขณะที่มองไปยังอีกฝ่าย ว่ากันตามตรง ต่อให้หร่วนจือหวนพูดว่าจะทำอาหารโต๊ะจีนให้ เขาก็ไม่หวั่นไหวสักนิด เพียงแต่ว่า...ในเมื่อเขามีปฏิกิริยาต่อเพลงของอีกฝ่าย ถ้าอย่างนั้นบางทีของที่อีกฝ่ายทำอาจจะส่งผลด้านดีอะไรบ้างก็เป็ได้
เขาไม่ได้สนใจในฝีมือการทำอาหารของหร่วนจือหวน แต่เขามีความสนใจต่อการทดลองนี้อย่างเต็มที่ทีเดียว
“ผมทำเป็ครับ! ตอนผมเด็กๆ ผมรับผิดชอบทำอาหารให้ที่บ้าน รสชาติถือว่าพอใช้ได้ครับ!” หร่วนจือหวนเอ่ยอย่างร้อนรน เขาฟังออกว่าฉินเฟิงกำลังจะรับปากแล้ว ขอเพียงพยายามเพิ่มอีกนิด เขาก็จะสามารถใช้การทำกับข้าวแลกการร้องเพลงได้แล้ว!
“ถ้างั้นนายลองไปทำอาหารมาก่อนก็แล้วกัน ถ้าฉันกินแล้วรู้สึกโอเคก็ค่อยว่ากันอีกที นายทำเสร็จแล้วก็มาเรียกฉัน” หลังจากที่ฉินเฟิงกล่าวจบเขาก็มุ่งหน้ากลับไปที่ห้องของตัวเองทันที เห็นแก่ที่เพลงของอีกฝ่ายช่วยตนเอาไว้ เขาจึงไม่ถือสาที่จะให้โอกาสนี้ เพราะอย่างไรเสียเขาก็มีวิธีที่จะทำให้อีกฝ่ายกลับมาร้องเพลงให้ฟังทุกอาทิตย์ได้อยู่แล้ว
หร่วนจือหวนไม่มีแผนการในใจมากเท่าฉินเฟิง หลังได้รับอนุญาตเขาก็เดินวนไปมาอยู่ตรงนั้นด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็ลอยไปยังห้องครัวเพื่อดูว่ามีวัตถุดิบอะไรเหลือพอทำอาหารได้บ้าง ทว่าในยามที่เขาได้เห็นตู้แช่ที่แทบจะว่างเปล่า ความยินดีที่คิดว่าจะใช้ประโยชน์จากเื่นี้หนีเคราะห์พลันเปลี่ยนเป็ความรู้สึกอยากร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตาแทน
ฉินเฟิงเป็พวกชอบสั่งอาหารมากิน หากข้างในบ้านมีวัตถุดิบสิถึงจะแปลก
เขาเพิ่งจะเอ่ยปากไป ตอนนี้คงจะไม่อาจวิ่งไปบอกชาวบ้านได้ว่า “ในตู้เย็นของคุณไม่มีอะไรเลย ผมขอเงินหน่อย จะได้ออกไปซื้อ”...จะว่าไปแล้ว เดิมทีการเอาวัตถุดิบอาหารของคนอื่นมาไถ่โทษก็เป็เื่ที่แปลกอยู่เหมือนกัน ตอนนี้ยังต้องวิ่งไปขอเงินเพื่อซื้อของอีก แล้วเช่นนี้จะถือว่าเป็การขอไถ่โทษได้อย่างไร
หร่วนจือหวนกัดฟันแน่น เขาค้นห้องครัวอย่างไม่ยอมแพ้ ในที่สุดก็ฝืนจนค้นหาอาหารแห้งบางส่วนออกมาได้ เอาละ ขอเพียงเปลี่ยนความคิดสักเล็กน้อย เขาก็สามารถเอาของพวกนี้มาทำเป็อาหารได้แล้ว!