คุณหนูในห้องหอ

    บทที่53 : สารเตือนจากผู้หวังงดี 53-2

    เจิ้งจื่ออี้กลับมาถึงจวนตระกูลซ่งในช่วงสาย มีชิวยี่ พ่อบ้าน และข้าทาสบริวารในจวนออกมารอต้อนรับ ชายหนุ่มมองหาใครบางคนก่อนจะเอ่ยถามอย่างอดไม่ได้

    “บิดาและฮูหยินเล่า”

    ได้ยินเช่นนั้นชิวยี่ก็เริ่มร้องไห้“ฮูหยินป่วยหนักมากเจ้าค่ะ ไม่สามารถออกมาต้อนรับคุณชายได้ นายท่านกำลังดูแลอยู่ที่เรือนเจ้าค่ะ”

    “ป่วยหนักหรือ?”เจิ้งจื่ออี้นึกถึงหนอนโลหิตกินคน เขาจำได้ว่าอู๋ฮวนส่งมันกลับมา หลังจากขับออกมาจากจางหลินถง เขาตัดสินใจเดินตรงไปยังเรือนพำนักของโจวซินหรูทันที

    เพียงเข้ามาในเขตเรือนก็ได้กลิ่นยาโชยอบอวล ที่เรือนมีสาวใช้เดินเข้าออกไม่หยุด ในขณะที่ด้านในมีเสียงคนกำลังอาเจียนอย่างรุนแรง

    “ตามหมอ เร็วเข้า ไปตามหมอมา”เป็นเสียงซ่งซือฉี ได้ยินน้ำเสียงร้อนรนนั้นเจิ้งจื่ออี้จึงลืมตัว เขาก้าวเข้าไปในเรือนอย่างร้อนใจหน้าประตูสวนทางกับสาวใช้นางหนึ่ง เพิ่งถือกระโถนที่เปรอะเปื้อนโลหิตออกมา

    เจิ้งจื่ออี้ได้เห็นสตรีรูปร่างซูบผอมบนเตียง เขาถึงกับก้าวขาไม่ออก ห่างกันหลายเดือน เขาคิดว่าหลังจากกลับมาถึงและได้เห็นโจวซินหรูในสภาพที่มีต่างจากซากศพเขาจะรู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่เขาไม่ได้รู้สึกดีขึ้นมาเลย นอกจากนี้ความรู้สึกโกรธเกลียดนางหายไปหมดสิ้น ยิ่งเห็นนางได้รับกรรมที่ก่อ เขาก็เป็นห่วงจนแทบเก็บอาการไม่อยู่

    โจวซินหรูเงยหน้าขึ้นมาเห็นผู้มาเยือน นางดีใจมากที่เห็นบุตรชายปลอดภัยกลับมา นางได้เห็นแววตาของบุตรชายที่แสดงออกว่าเป็นห่วงนาง นางตื้นตันจนน้ำตาเอ่อคลอ แต่เพื่อรักษาความลับไม่ให้ใครสงสัย นางส่งแววตาห้ามปราม คล้ายไม่ต้องการให้บุตรชายแสดงท่าทีส่อพิรุธ ในฐานะลูกเลี้ยงกับแม่เลี้ยงจะมีความรักใคร่ห่วงใยต่อกันได้อย่างไร ซ่งซือฉีเห็นแววตาโจวซินหรูจึงหันกลับไปมองด้านหลัง

    “เจ้ากลับมาแล้วหรือ?” ซ่งซือฉีเห็นบุตรชาย จึงคลายความเศร้าโศกลงบ้าง ชายวัยกลางคนลุกจากเตียงเดินเข้ามาหาเจิ้งจื่ออี้  แล้ววางมือตบไหล่เบาๆ “เจ้าทำได้ดีมาก”

    ภารกิจทั้งหมดราบรื่น กองกำลังหน่วยพยัคฆ์ขาวมาไม่ทันการณ์ ฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ รัชทายาทสูญหายยังตามหาตัวไม่พบ อีกไม่นานจะมีการพิพากษามอบโทษให้กบฏ ที่สนับสนุนฮ่องเต้พระองค์ก่อน เวลานี้ภายในราชสำนักมีการเปลี่ยนขั้วอำนาจครั้งใหญ่ แน่นอนว่าตระกูลซ่งคือตระกูลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด ซ่งซือฉีได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายบริหาร ขุนนางขั้นหนึ่ง ส่วนบุตรชายเพียงคนเดียวของตระกูลซ่งก็มีชื่อเสียงโดดเด่นขึ้นในชั่วข้ามคืน

    ครั้งนี้ถือเป็นความดีความชอบใหญ่หลวง ฮ่องเต้กำลังพระราชทานรางวัลแด่ผู้ที่ช่วยเหลือพระองค์ โอกาสที่จะได้รับตำแหน่งในราชสำนักจะมาถึงมือบุตรชายในไม่ช้า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจเป็นอย่างมาก กล่าวได้ว่าเป็นยุคแห่งความรุ่งเรืองของตระกูลซ่ง ทว่าฮูหยินที่เขารักกลับป่วยหนัก ร่างกายซูบผอมหาสาเหตุไม่ได้ ซ่งซือฉีพยายามกล้ำกลืนสีหน้าทุกข์ใจและยิ้มให้บุตรชาย ก่อนจะกล่าวว่า

    “ข้ามีเรื่องต้องคุยกับเจ้า ไปคุยกันที่ห้องหนังสือกันเถิด” กล่าวแล้วเดินนำออกไปก่อน

    เจิ้งจื่ออี้หันไปมองดวงตาโจวซินหรูอีกคราหนึ่ง เห็นคนป่วยบนเตียงพยายามส่งยิ้มให้ เขาจึงเดินตามซ่งซือฉีออกไปอีกคน คล้อยหลังบุตรชาย โจวซินหรูพยุงตัวเองลุกขึ้นมานั่งและอาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง ชิวยี่พยายามกลั้นหายใจขณะที่ถือกระโถนให้ ท้องไส้ของนางเริ่มปั่นป่วนตามไปเช่นกัน

     

    อู๋ฮวนเพิกเฉยต่อคำเตือนในสารที่ได้รับจากสตรีปริศนานางนั้น หลายวันมานี้ ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ไหน เขายังได้รับสารเตือนแบบเดียวกับวันละสองสามฉบับ เขาจึงออกคำสั่งให้คนออกตามสืบเรื่องของนาง และกำชับอยู่ตลอดว่าต้องจับเป็นนางมาให้ได้ และเปลี่ยนกำหนดการเดินทางให้เร็วขึ้นอีกหนึ่งวัน

    ที่เรือนพักในตรอกเล็กๆใจกลางเมืองโจเจียง

    จางหลินถงยังฝึกวรยุทธ์เหมือนเช่นทุกวัน นางมีความก้าวหน้าขึ้นมาก ในมือถือคันธนู ด้านหลังสะพายปลอกใส่ลูกธนู วิ่งกระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง และม้วนตัวกลางอากาศ ขณะที่มือคว้าลูกธนูในปลอกข้างหลังมาได้สามดอก เมื่อเท้าแตะพื้น นางหมุนตัวกลับมาและง้างลูกธนูทั้งสามดอกพร้อมกัน ดวงตาดุดันเล็งไปเป้าที่อยู่ห่างออกไปเก้าจั้ง ก่อนจะปล่อยธนูสามดอกนั้นออกไป

    ฟิ้ว ฟุ่บ ฟุ่บ ฟุ่บ ลูกธนูสามดอกตรงปักเข้าที่จุดกึ่งกลางเป้าครบทั้งสามอัน ลี่เฉิงเข้าไปมองใกล้ๆแล้วถึงกับอ้าปากเหวอ นางทำได้ ไม่เพียงทำได้ แต่ทำได้ดีมาก น้อยคนนักที่จะสามารถยิงธนูทีเดียวสามดอกแล้วเข้าเป้าพร้อมกันอย่างแม่นยำและไร้ที่ติ ฝีมือของนางในเวลานี้เทียบชั้นกับนักแม่นธนูได้เลย

    จางหลินถงยืนหายใจหอบ อกของนางสะท้อนขึ้นลงรุนแรง นางฝึกหนักภายในไม่กี่วันนี้เพราะมีความจำเป็นบางอย่าง นางเหลือบมองมือข้างขวาที่มีผ้าพันแผลพันอยู่สามนิ้ว  นิ้วชี้ นิ้วกลาง นิ้วนาง และทุกนิ้วมีโลหิตซึมออกมา นางฝึกยิงธนูจนนิ้วแตก เพราะต้องการให้ฝีมือของนางก้าวหน้าขึ้น ในที่สุดก็ทำสำเร็จเสียที

    ดวงหน้าอ่อนหวานอิ่มเอิบเริ่มซีดขาว มีหยดเหงื่อเต็มใบหน้า ริมฝีปากแห้งแตกสะเก็ด ขอบตาดำคล้ำเพราะหักโหมฝึกฝนอย่างหนัก คิดแล้วก็เจ็บใจ นางคิดช่วยเขาแต่เขาเพิกเฉย สารลับที่ส่งไปไม่ได้ทำให้เขาฉุกใจคิดได้สักนิด มิหนำซ้ำส่งคนออกตามไล่ล่านางอีกต่างหาก เหลือเพียงแค่วันเดียวอู๋ฮวนจะนำคนออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว นางร้อนรุ่มในใจจนอยู่ไม่เป็นสุข นางอยากพบเขาอีกครั้ง แต่เขาไม่กลับมาที่เรือนเลยนับตั้งแต่วันนั้น

    นางเคยฝากคำพูดผ่านลี่เฉิงและถิงเฟิงมาหนหนึ่ง แต่ไม่มีใครเชื่อนาง พวกเขาบอกว่าให้นางเชื่อมั่นในตัวอู๋ฮวนและรอคอยอย่างสงบ ใจจริงนางไม่ได้อยากก้าวก่ายเรื่องงาน หรือพยายามแทรกแซงการตัดสินใจของอู๋ฮวนสักนิด ทว่าภาพที่นางเห็นไม่เพียงเกี่ยวพันต่อชีวิตของเขา แต่เกี่ยวพันกับอีกหลายชีวิต คนจำนวนมากจะล้มตาย อีกทั้งรัชทายาท อู๋อ๋องและอู๋สี่ก็จะไม่รอด นางไม่อยากให้เกิดความสูญเสียขึ้นอีก

    นางอยากไปหาเขา นางสามารถออกจากเรือนได้ แต่การเข้าใกล้คฤหาสน์ริมน้ำเป็นไปไม่ได้ ที่นั่นมีองค์รักษ์รักษาการเข้มงวด แม้แต่นกตัวเดียวบินผ่านยังถูกยิงจนร่วง นางแม้มีฐานะเป็นคู่หมั้นของอู๋ฮวนก็จริง แต่น้อยคนนักที่รู้เรื่องนี้ อู๋ฮวนไม่ยอมเปิดเผยฐานะของนาง เพราะเกรงว่านางจะกลายเป็นเป้าหมายของการโจมตี  อีกอย่างหากนางเปิดเผยตัวสุ่มสี่สุ่มห้า จากเรื่องดีอาจกลายเป็นเรื่องร้ายได้ จางหลินถงมีสีหน้าเคร่งเครียด

    ดวงตาของนางเลื่อนไปเห็นลี่เฉิงและถิงเฟิงที่กำลังตรวจสอบเป้าธนู โทสะในใจนางเริ่มผุดขึ้น แม้เขาจะทิ้งคนที่มีฝีมือเอาไว้ปกป้องนาง แต่ตัวเขากลับประมาทและไม่มีใครยอมฟังนาง น่าโมโหนัก! จางหลินถงหยิบลูกธนูออกมาอีกสองดอก และเล็งเป้าที่ศีรษะของทั้งสองอย่างโมโห แค้นนี้ต้องหาที่ระบาย หาไม่แล้วนางต้องอึดอัดจนอกแตกตายแน่

    ผู้ฝึกวรยุทธ์มักมีความรู้สึกฉับไว เพียงจางหลินถงเริ่มเล็ง พวกเขาก็รีบหันกลับมา ดวงตาของทั้งคู่เบิกค้าง ยังไม่ทันได้ตั้งหลักนางก็ปล่อยลูกธนูออกไปแล้ว

    “หลบ!”ทั้งคู่ส่งเสียงเตือนกันและกัน พวกเขาพลิ้วกายหลบในขณะที่ลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งไปปักที่วงนอกของเป้าธนู ในขณะที่อีกดอกหนึ่งพุ่งไปปักที่เสาเรือน จากนั้นลูกธนูอีกหลายดอกก็พุ่งเข้ามาใส่คนทั้งคู่ราวกับห่าฝน ทั้งคู่ต้องชักกระบี่ออกมาปัดทิ้งจนมือเป็นระวิง โชคดีที่กลางลานฝึกไม่มีใครนอกจากพวกเขา จึงไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

    พวกเขาคิดว่าจะพ้นแล้วแต่ไม่เลย เมื่อลูกธนูที่ปลอกด้านหลังหมดเกลี้ยง จางหลินถงกระชากกระบี่ของกัวเหวินเซินออกมาและพุ่งเข้าหาทั้งคู่ กวัดแกว่งโรมรันเข้าหาอย่างดุดัน คนทั้งคู่ได้แต่ตกตะลึง พวกเขาเริ่มเครียดจนเส้นเลือดที่ขมับโผล่ นอกจากเค้นสมองในการป้องกันตัว แล้วยังต้องระวังไม่ให้นางได้รับบาดเจ็บ ช่างยากเย็นจริงๆ

    ใครจะไปนึกว่าจู่ๆจางหลินถงก็อยากหาคู่ประลอง พวกเขาได้รับคำสั่งให้ปกป้องนาง ห้ามไม่ให้นางได้รับแม้แต่รอยขีดข่วน แต่เวลานี้นางกำลังพุ่งเป้าหาเรื่องพวกเขาอย่างเอาเป็นเอาตาย หากพลาดพลั้งทำให้นางบาดเจ็บขึ้นมา พวกเขาต้องถูกโบยจนก้นแตกแน่นอน

    ลี่เฉิงและถิงเฟิงหันไปสบตากันอย่างไม่เข้าใจ เหตุใดนายหญิงที่เคยอ่อนหวานถึงได้เกรี้ยวกราดเช่นนี้เล่า นิสัยเช่นนี้ช่างเหมือนจวิ้นอ๋องเข้าไปทุกวัน หรือว่าสาเหตุที่ทำให้นางมีโทสะเป็นเพราะจวิ้นอ๋องไม่ยอมกลับมาที่เรือน นางจึงหงุดหงิดจนอยากหาที่ระบาย ไม่ได้การหากปล่อยให้นางใช้โทสะต่อไป มีหวังพลาดพลั้งได้รับบาดเจ็บแน่ เมื่อคิดได้เช่นนั้นลี่เฉิงรีบถอยห่าง หยุดมือและประกบหมัดหยุดยั้งจางหลินถงอย่างใจเด็ด

    ตายเป็นตาย หากนางจะฟัน เขาก็จะยอมตายเพื่อให้นางระบายโทสะ ดีกว่าทำให้งานของอู๋ฮวนหยุดชะงัก!

    จางหลินถงเห็นเช่นนั้นจึงหยุดมือแล้วเก็บกระบี่เข้าฝัก นางหลับตาสะกดกลั้นอารมณ์ในใจ จากนั้นก้าวเข้าไปหาลี่เฉิง ช้อนดวงตากลมโตกระจ่างใสขึ้นมองเขา การใกล้ชิดที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ลี่เฉิงตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม หัวใจเต้นรุนแรงจนห้ามไม่อยู่ เขาทำได้เพียงก้มหน้าและก้าวถอยหลังรักษาระยะห่าง

    “แม่นางอาหลิน” ลี่เฉิงก้มหน้าไม่กล้าสบตาจางหลินถง

     “หลายวันมานี้พี่ฮวนไม่กลับมา ข้ามีเรื่องที่จะต้องพูดกับเขา พอมีวิธีติดต่อหาเขาได้หรือไม่”จางหลินถงเปิดปากกล่าวถึงสิ่งที่นางต้องการ

    ลี่เฉิงส่ายหน้า“นายท่านสั่งไว้ หากไม่มีธุระจำเป็นห้ามรบกวนเด็ดขาด”

    “ข้ารู้ว่าสิ่งที่เขากำลังทำเป็นความลับและมีความสำคัญมาก แต่ว่าข้าจำเป็นต้องพูดกับเขาจริงๆ ข้าเองก็เคยบอกไปแล้วว่าข้าจะจะพูดเรื่องอะไร เรื่องนี้สำคัญมากจริงๆนะ” นางพยายามใช้ไม้อ่อน ในเมื่อนางทดลองส่งสารด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล นางควรเสี่ยงบอกเขาด้วยตนเองสักครั้ง

    “แม่นางอาหลิน โปรดวางใจ นายท่านเก่งกาจย่อมไม่เป็นอะไรแน่นอน” ลี่เฉิงกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ

    “รู้ได้อย่างไรว่าจะไม่เป็นอะไร ก็ได้ ในเมื่อไม่มีใครยอมช่วยข้า ข้าจะไปหาเขาเอง”จางหลินถงคิดว่าหากจำเป็นนางต้องไปเมืองหลวงสักครั้ง นางจึงฝึกหนักเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

              “แม่นางอาหลินได้โปรดสงบใจลงก่อน ถึงไปตอนนี้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร”เป็นเสียงของถิงเฟิงกล่าวแทรกขึ้น

              “หมายความว่าอย่างไร?”จางหลินถงขมวดคิ้วหันไปถามน้ำเสียงเอาความ คนพวกนี้ไม่คิดช่วยแล้วยังคิดแต่ขัดขวาง น่าโมโหจริงๆ

              “เวลานี้นายท่านไม่ได้อยู่ที่โจเจียง”ถิงเฟิงกล่าว เขาคิดว่าบอกแค่นี้ไม่น่าจะส่งผลอะไร อีกอย่างอู๋ฮวนออกเดินทางไปเมื่อครึ่งชั่วยามก่อน แม้จะตามไปก็คงไม่ทันแล้ว

              “อะไรนะ เขาไม่ได้อยู่ที่นี่แล้วหรือ”จางหลินถงหน้าซีดยิ่งกว่าเก่า ไม่ได้ นางจะปล่อยให้เขาเอาชีวิตไปทิ้งแบบนี้ไม่ได้ นางจะต้องไปห้ามเขา แต่พอหญิงสาวขยับตัว ถิงเฟิงก็ปราดเข้ามายืนควบคุมนางที่ด้านหลัง พลางกล่าวน้ำเสียงขรึม เหมือนรู้ว่านางกำลังคิดอะไร

              “แม่นางอาหลิน นายท่านสั่งให้แม่นางรออยู่ที่นี่ นี่ก็สายแล้ว อีกหน่อยแดดลงแรงจะไม่สบายเอาได้ เชิญแม่นางอาหลินไปพักผ่อนก่อนเถอะ”

              จางหลินถงหันไปมองตาถิงเฟิง สลับกับมองลี่เฉิง นางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ขณะใช้ความคิดว่านางโวยวายไปก็ไม่ได้ก่อผลดีเท่าใด คิดได้ดังนั้น หญิงสาวจึงหมุนกายกลับเข้าไปในเรือน และให้ชูหลิงไปตามไห่เถิงมาพบที่ห้อง เปิดประชุมระดมความคิดเพื่อหยุดยั้งอู๋ฮวนเป็นการเร่งด่วน