ตอนที่ 7 — วิวาห์จ้างถอดชุดแต่งงาน
ณิชารินทร์เป็ฝ่ายเดินเข้าห้องนอนใหญ่ก่อน
ชายกระโปรงสีงาช้างลากผ่านพื้นหินอ่อนสีเทาเข้ม ทุกย่างก้าวหนักกว่าตอนยืนต่อหน้ากล้องนับสิบตัว เพราะครั้งนี้ไม่มีนักข่าว ไม่มีอัครพล และไม่มีบทที่เธอเตรียมไว้ มีเพียงเงาของคิรินทร์ที่ตามเข้ามา ก่อนเสียงประตูไม้หนาปิดและล็อกดังขึ้นชัดเจน ตัดโลกภายนอกออกจากห้องนี้โดยสิ้นเชิง
แกร็ก—
แสงไฟสลัวจากโคมเพดานสะท้อนบนกระจกบานใหญ่ที่ตั้งจากพื้นถึงเพดาน เธอเห็นภาพตัวเองยืนนิ่ง ขณะที่เงาสูงใหญ่ของเขากำลังถอดเนกไทสีดำวางบนโต๊ะข้างเตียง ตามด้วยกระดุมข้อมือทั้งสองเม็ด ทุกการเคลื่อนไหวช้าและควบคุมได้ แต่ความนิ่งนั้นกลับทำให้บรรยากาศในห้องแน่นขึ้นทุกวินาที กลิ่นซีดาร์เจือฝนและควันรถจากภายนอกเกาะตามตัวเขา ผสมกับความร้อนที่แผ่มาจากร่างกาย
“หันมา”
ณิชารินทร์ทำตาม
สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าลงไปตามลูกไม้บางเฉียบที่ปกคอ และแนวกระดุมมุกเม็ดเล็ก ๆ เมื่อเห็นรอยแดงจางใต้แขนเสื้อ กรามของเขาขบแน่นทันที เส้นเืที่ขมับเต้นชัดขึ้น
“รู้ไหมว่าฉันจะลงโทษเื่อะไร”
“เพราะฉันยอมเสี่ยงให้อัครพลเข้ามาใกล้ค่ะ”
“เพราะเธอรู้ว่ามันอาจแตะตัว แล้วก็ยังเลือกใช้แผนนั้น”
“แต่แผนก็สำเร็จ”
คิรินทร์หัวเราะสั้น ๆ ไม่มีความขบขันอยู่ในเสียง เขาก้าวเข้ามาจนปลายรองเท้าหนังสีดำเกือบแตะปลายรองเท้าส้นสูงของเธอ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างร่างทั้งสองชัดเจนแม้จะยังมีผ้ากั้น
“ยังอวดดีได้ แสดงว่าโทษที่คิดไว้คงเบาเกินไป”
นิ้วหนาของเขาแตะกระดุมมุกเม็ดแรก แต่ยังไม่ปลด ดวงตาคู่มืดจับจ้องเธอผ่านกระจก
“ชุดนี้ของแม่เธอ?”
“ค่ะ”
มือที่เคยพร้อมกระชากหยุดนิ่งเพียงชั่วขณะ ก่อนเขาหมุนตัวเธอให้หันหลังด้วยแรงที่นุ่มนวลผิดกับสายตา แล้วปลดกระดุมทีละเม็ดอย่างระมัดระวัง ไม่มีเนื้อผ้าถูกดึงรั้ง ไม่มีลูกไม้เส้นใดขาด เสียงมุกกระทบกันเบา ๆ ดังอยู่ในความเงียบ
“คุณไม่ฉีกมันแล้วเหรอคะ”
“ฉันลงโทษเธอ ไม่ได้ลงโทษคนตาย”
ชุดคลายออกจากหัวไหล่ เขาประคองผ้าไหมน้ำหนักเบาไว้ด้วยสองมือ แล้วยกออกไปพาดเก้าอี้หนังสีน้ำตาลข้างกระจกอย่างเรียบร้อย ลูกไม้สีงาช้างวางอยู่ห่างจากพื้นอย่างปลอดภัย
จากนั้นเขาจึงหยิบกล่องสีดำ้าปลายเตียง เปิดฝาเผยชุดเ้าสาวอีกตัวที่เตรียมไว้ ผ้าไหมสีขาวบางจนเห็นเงาร่าง ไหล่เปิดโล่ง ซิปยาวเส้นเดียววิ่งจากกลางหลังลงไปถึงเอว
“ใส่”
ณิชารินทร์มองชุด แล้วมองกลับไปหาเขา “คุณเตรียมไว้สองชุดั้แ่แรก?”
“ฉันเตรียมสิ่งที่ต้องใช้ ไม่ได้แปลว่าจะได้ใช้ทุกอย่าง”
เธอสวมชุดด้วยตัวเอง ขณะเหลือเพียงชุดชั้นในสีอ่อนบางเฉียบเกาะกาย สายตาของเขายังจับอยู่บนใบหน้า ไม่ได้แตะต้องจนกว่าเธอจะหันหลังให้
คิรินทร์รูดซิปจนสุด ปลายนิ้วลากผ่านแนวสันหลังตามขึ้นมาช้า ๆ หยุดตรงต้นคอ นิ้วโป้งวนเบา ๆ บนผิวบางที่เต้นตามชีพจร
“ฉันจะถามครั้งเดียว” เสียงต่ำและใกล้จนลมหายใจอุ่นแตะผิว “ถ้าไม่้า เดินกลับห้องรับรองได้ตอนนี้”
ณิชารินทร์มองตัวเองในกระจก ชีพจรที่ลำคอเต้นชัดใต้ผิว
“ฉันไม่กลับค่ะ”
ดวงตาของคิรินทร์ไม่ละ “พูดให้ชัด”
“ฉันยอม” เธอเว้นลมหายใจ “แต่ถ้าฉันบอกให้หยุด คุณต้องหยุด”
“ตกลง”
คำตอบสั้นกระชับ ไม่มีการต่อรองหรือเล่นแง่ ทำให้ความตึงตรงหัวไหล่ของเธอคลายลงเล็กน้อย
“แล้วต่อจากนี้ เรียกฉันว่าพี่คีย์”
ณิชารินทร์หันกลับไปมองเขาเต็มตา คำเรียกนั้นใกล้ชิดเกินกว่าความสัมพันธ์ตามสัญญา และฟังไม่เหมือนคำสั่งที่เขาใช้กับลูกน้องหรือคนในอาณัติ
“เื่นี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงนะคะ”
“ฉันรู้”
“ทุกคนเรียกคุณแบบนี้หรือคะ”
“ไม่มี”
คำตอบนั้นทำให้เธอนิ่งไปชั่วขณะ “แล้วทำไมถึงให้ฉันเรียก”
ปลายนิ้วที่วางอยู่ตรงต้นคอเลื่อนขึ้นแตะใต้คาง บังคับให้เธอสบตาเขาตรง ๆ
“เพราะฉันอนุญาตให้เธอเป็คนแรก”
หัวใจเธอกระตุกแรงหนึ่งครั้ง แต่สีหน้ายังคงสงบนิ่ง “ถ้าอย่างนั้นคุณก็ต้องเลิกเรียกชื่อเต็มของฉันค่ะ”
คิ้วเข้มเลิกขึ้นน้อย ๆ ราวกับไม่คิดว่าเธอจะกล้าต่อรองในเวลาเช่นนี้ “จะให้เรียกว่าอะไร”
“ณิชา”
เขาทวนชื่อนั้นช้า ๆ ดวงตายังคงจับอยู่บนใบหน้าเธอ “ตกลง... ณิชา”
น้ำเสียงทุ้มที่ลดต่ำทำให้ชื่อธรรมดาของเธอฟังเปลี่ยนไป ราวกับเขาเพิ่งวางเครื่องหมายบางอย่างลงบนคำสองพยางค์นั้น
ณิชารินทร์สูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนตอบรับข้อตกลงใหม่ด้วยเสียงเบากว่าเดิม
“ตกลงค่ะ... พี่คีย์”
แววตาของคิรินทร์เปลี่ยนไปทันที ความพอใจวาบขึ้นเพียงชั่วขณะก่อนถูกกลบด้วยความเข้มที่ทำให้ลมหายใจของเธอสะดุด
คิรินทร์ยกมือขึ้นรวบผ้าไหมตรงซิปด้านหลัง คราวนี้ไม่มีความระมัดระวังเหลือ
แควก—
แรงกระชากทำให้ตะเข็บขาดตลอดแนว เสียงผ้าไหมฉีกขาดดังใกล้หู ชุดร่วงลงกองรอบข้อเท้าเหมือนดอกไม้ที่ถูกเด็ด มือหนาคว้าเอวเธอไว้ทันที ดึงแผ่นหลังให้กระแทกกับอกกว้าง ความแข็งแกร่งและอุณหภูมิร่างกายเขาโอบล้อมเธอไว้แน่น กลิ่นซีดาร์และเหงื่อจาง ๆ ผสมกันจนเธอรู้สึกมึน
“นี่สำหรับการปล่อยให้อัครพลแตะตัวเธอ”
ริมฝีปากของเขากดลงบนรอยแดงตรงต้นแขน แรงพอให้เธอจำได้ว่าเคยมีมือของคนอื่นอยู่ตรงนั้น เขากัดเบา ๆ จนผิวเป็รอย แล้วเลียรอยนั้นช้า ๆ ด้วยลิ้นอุ่น
“ฉันบอกแผนคุณแล้วนะคะ”
“เธอบอกว่าจะล่อให้มันสารภาพ ไม่ได้บอกว่าจะยอมให้มันจับตัว”
“ถึงบอก คุณก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าณิชาจะให้ใครแตะตัว”
คิรินทร์สบตาเธอในกระจก มือที่เอวกระชับขึ้นจนเธอรู้สึกถึงแรงกดที่กระดูก
“ฉันรู้” สายตาของเขาหยุดอยู่ตรงรอยแดงบนต้นแขน “แต่ฉันไม่ชอบเห็นรอยมือของผู้ชายคนอื่นบนตัวเธอ”
เขาม้วนตัวเธอกลับมา มือข้างหนึ่งกดท้ายทอย แล้วก้มลงจูบอย่างไม่ยั้ง ลิ้นดันเข้าไปสำรวจปากอิ่มอย่างหิวโหย ฝ่ามือเขาไล้จากต้นคอลงตามแผ่นหลังเปลือย แล้วคว้าสะโพกทั้งสองข้างบีบแรงจนร่างบางผงะ ณิชารินทร์ต้องเงยหน้ารับ เสียงจูบดังชัดในความเงียบของห้อง กลิ่นสุราจางจากงานแถลงข่าวผสมกับรสชาติของเขา
เขายกตัวเธอขึ้นโดยไม่ต้องออกแรงมาก แขนเรียวโอบรอบคอโดยสัญชาตญาณ คิรินทร์พาเธอไปถึงเตียงในชั่วอึดใจ วางลงบนฟูกนุ่มสีเทาเข้ม แล้วถอดเสื้อสูทและเชิ้ตทิ้ง เผยกล้ามเนื้อหน้าท้องที่ขยับตามลมหายใจ รอยแผลเป็หลายเส้นบนผิวสีแทนไม่เข้ากับความเรียบร้อยของสูทราคาแพง
“ยังมีเวลามองอีกนาน” เขาพูด เสียงแหบ “คืนนี้ฉันจะไม่ให้เธอหลับง่าย ๆ”
เขาคุกเข่าลงบนฟูก ถอดรองเท้าเธอทีละข้าง แล้วเลื่อนริมฝีปากจากข้อเท้าขึ้นตามด้านในของขา จูบ กัดเบา ๆ เลียจนร่างบางสั่นสะท้าน มือหนาตรึงต้นขาไว้ไม่ให้หนี รอยแดงจากนิ้วของเขาค่อย ๆ ปรากฏบนผิวขาว
“อย่าหนี”
“ณิชาไม่ได้หนี…”
“งั้นอย่าเกร็ง”
“คุณลองเป็ฝ่ายนอนตรงนี้ดูไหมคะ”
คิรินทร์เงยหน้า รอยยิ้มมุมเดียวปรากฏ มาเฟียหนุ่มขยับขึ้นมาคร่อม รวบข้อมือทั้งสองของเธอไว้เหนือศีรษะด้วยมือเดียว ความแตกต่างของกำลังชัดเจนเมื่อหญิงสาวพยายามขยับแล้วล้มเหลว
“กลัว?”
“ไม่ค่ะ… ณิชาแค่รู้ว่าคุณแรงกว่า”
เขาปล่อยข้อมือข้างหนึ่ง ลูบผ่านรอยแผลเก่าบนผิวเนียนอย่างเบามือ แล้วดึงชุดชั้นในออกในครั้งเดียว เหลือเพียงร่างเปลือยเปล่าใต้เขา ผิวขาวเนียนถูกแสงไฟสลัวทำให้ดูเปราะบาง
“ฉันแรงกว่า แต่คนตัดสินใจว่าจะอยู่ต่อคือเธอ”
ณิชารินทร์ยกมือที่เป็อิสระแตะรอยแผลที่ไหล่เขา ลากนิ้วลงมาตามแผงอก แล้วต่ำกว่านั้นอีก จนััความแข็งตัวที่กดทับกางเกง
คิรินทร์ถอดเสื้อผ้าที่เหลือของตัวเองออก เผยร่างกายและอวัยวะที่แข็งเต็มที่ เขายืดตัวคร่อมเธออีกครั้ง ความร้อนจากผิวัักันโดยตรง กลิ่นตัวเขาเข้มขึ้น
เมื่อเขายื่นมือไปหยิบซองจากลิ้นชัก เสียงฉีกพลาสติกดังขึ้น ณิชารินทร์กลืนน้ำลาย
“มีอะไรจะพูดไหม”
“ช้าก่อนค่ะ…”
มือเขาหยุดทันที
เธอโอบไหล่กว้าง ดึงเขาลงมาใกล้ แล้วกระซิบข้างหู
“ณิชาพร้อมแล้ว… สอนณิชาดีๆนะคะ พี่คีย์”
คิรินทร์จ้องมองดวงตาหวานชั่วลมหายใจ ก่อนประคองสะโพกแล้วค่อย ๆ ดันเข้าไป
ความแน่นอึดอัดทำให้กล้ามเนื้อสะโพกเกร็งขึง ปลายนิ้วจิกไหล่เขา คิรินทร์หยุดนิ่ง ปล่อยให้ร่างบางปรับลมหายใจ นิ้วโป้งวนเบา ๆ ตรงจุดอ่อนไหวด้านนอก
“เจ็บ?”
“นิดหน่อยค่ะ…”
“จะหยุดไหม”
เธอส่ายหน้า “ไม่หยุดค่ะ... ทำต่อเถอะ พี่คีย์”
เขาจึงขยับอีกครั้ง ช้าแต่หนัก ทุกจังหวะส่งลึกเข้าไปถึงส่วนใน มือหนึ่งรองเอว อีกมือกดฟูกข้างศีรษะ เสียงิักระทบกันเริ่มดังขึ้น ฟูกยุบตัวตามแรงของเขา
“ลืมตา”
เธอทำตาม
“จำไว้” คิรินทร์พูดระหว่างจังหวะที่ทำให้คำขาด “ถ้าแผนไหนต้องให้มันแตะตัวเธอ แผนนั้นใช้ไม่ได้”
“ถ้าจำเป็ต่อแผน—”
เขาดึงสะโพกเธอขึ้นสูงแล้วกระแทกลึกจนเธอครางออกมา
“ก็เปลี่ยนแผน”
“เพราะคุณกลัวแผนพังหรือคะ”
สายตาของคิรินทร์เลื่อนลงไปยังรอยแดงบนต้นแขน ก่อนกลับมาหยุดบนใบหน้าหวาน
“เพราะฉันไม่ชอบให้ใครแตะของของฉัน”
“ร่างกายณิชาไม่ใช่ของคุณ”
“ตราบใดที่เธอยังเป็ภรรยาฉัน ผู้ชายคนไหนก็ไม่มีสิทธิ์ทิ้งรอยไว้บนตัวเธอ”
“รวมถึงคุณด้วยหรือเปล่าคะ”
มือที่ยึดสะโพกเธอกระชับแน่นขึ้น “ไม่รวมฉัน”
คิรินทร์หยุดกะทันหัน ความว่างทำให้เธอลืมตาขึ้น
“ยังเถียง?”
ณิชารินทร์หอบหายใจ ริมฝีปากบวม “คุณลงโทษให้ณิชาเลิกคิดเองไม่ได้หรอกค่ะ”
“ฉันรู้”
เขาก้มลงข้างหู กัดติ่งหูเบา ๆ แล้วกระซิบ “แต่ฉันจะทำให้เธอจำได้ว่าทุกครั้งที่เธอเสี่ยง ฉันเป็คนรับผลด้วย… และคืนนี้ฉันจะทำให้เธอรู้สึกถึงผลนั้นทุกนิ้ว”
จังหวะกลับมา คราวนี้เร็วและแรงขึ้นทันที เขาเปลี่ยนมุม ดึงสะโพกกลมกลึงขึ้นสูงแล้วกระแทกลึกซ้ำ ๆ จนฟูกสั่น มือข้างหนึ่งกดข้อมือเรียวไว้เหนือศีรษะ อีกมือคว้าสะโพกบีบจนมีรอยแดงชัดเจน
ณิชารินทร์พยายามเก็บเสียง แต่เมื่อเขาเร่งแรงขึ้นอีก เสียงครางหวาน ๆ ก็หลุดออกมา
“พี่คีย์… อ๊า… พี่คีย์…”
เสียงนั้นแ่ หวาน และสั่นเครือ
คิรินทร์ชะงักเพียงเสี้ยววินาที ดวงตาคู่มืดลงราวกับถูกจุดไฟ เขาก้มลงจูบปากอิ่มอย่างรุนแรง แล้วกระแทกแรงขึ้นอีกเท่าตัว
“เรียกอีก”
“พี่คีย์… ช้า… ไม่ได้แล้ว… พี่คีย์…”
“อีก”
เธอครางชื่อเล่นของเขาซ้ำ ๆ เสียงหวานปนหอบ ทุกครั้งที่คำว่า “พี่คีย์” หลุดออกมา คิรินทร์ก็ตอบสนองด้วยจังหวะที่หนักและลึกขึ้นเรื่อย ๆ
“พี่คีย์… พี่คีย์… ณิชา… ไม่ไหว…”
คิรินทร์จับคางมนให้หันกลับมาสบตาโดยไม่หยุดจังหวะ
“มองฉัน”
คำสั่งนั้นเป็สิ่งสุดท้ายที่ณิชารินทร์รับรู้ชัด ก่อนความรู้สึกพุ่งทะลุร่างจนแผ่นหลังแอ่น แขนเรียวทั้งสองโอบรอบคอเขาแน่น เธอครางชื่อเขาออกมาดังและหวานที่สุดในคืนนั้น
“พี่คีย์—!”
ร่างกายสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
คิรินทร์ประคองเอวไว้ตลอด่ที่ร่างบางถึงจุดสุดยอด จากนั้นเร่งจังหวะของตัวเองต่ออีกไม่นาน กล้ามเนื้อใต้ฝ่ามือเรียวเกร็งแข็ง เขาซบหน้าลงตรงซอกคอ ครางต่ำ ๆ ขณะปล่อยตัวเอง
“ณิชา...” ชื่อของณิชารินทร์หลุดจากลำคอเขาด้วยเสียงแหบพร่า ไม่ใช่คำสั่งเหมือนทุกครั้ง แต่เป็เสียงครางต่ำซึ่งปิดบังความพอใจไว้ไม่มิด เหมือนกำลังประทับชื่อร่างบางลงในความทรงจำ
เขายังทาบน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่ง แล้วถอนตัวออกอย่างระมัดระวัง แต่แทนที่จะลุกไปจัดการสิ่งที่ใช้ตามปกติ เขากลับเอื้อมมือไปหยิบซองใหม่จากลิ้นชักทันที
ณิชารินทร์หอบหายใจ ยังสั่นอยู่ “พี่คีย์… รอ…”
“ฉันบอกแล้ว” เขาฉีกซองใหม่ด้วยนิ้วเดียว “คืนนี้จะไม่ให้เธอหลับง่าย ๆ”
เขากลิ้งร่างบางคว่ำลง ยกสะโพกขึ้นสูง แล้วดันเข้าไปใหม่ในจังหวะเดียว ความลึกทำให้หญิงสาวร้องออกมาโดยไม่ทันระวัง
“พี่คีย์—!”
“ยังไหวอยู่” เขาโน้มตัวลง กัดที่บ่ามนแรงขึ้นจนทิ้งรอยชัดเจน “เรียกชื่อฉันต่อ… แล้วจำไว้ว่าตรงนี้เป็ของฉัน”
รอบที่สองรุนแรงกว่าครั้งแรก ชายหนุ่มไม่ปล่อยให้ร่างบางมีเวลาหายใจเต็มปอด มือข้างหนึ่งยึดเอว อีกมือกดแผ่นหลังให้แอ่น ทุกจังหวะกระแทกหนักจนฟูกยุบตัวตาม ณิชารินทร์ต้องกำผ้าปูที่นอนแน่น เสียงครางชื่อเขาหลุดออกมาเป็ชุด
“พี่คีย์… ช้า… พี่คีย์… ณิชา… ไม่ไหวแล้ว…”
“ไหว” เขาตอบสั้น ๆ แล้วเร่งแรงขึ้นอีก “เธอเพิ่งเริ่ม”
เมื่อหญิงสาวถึงจุดสุดยอดครั้งที่สอง ร่างสั่นจนเข่าอ่อน เขาก็ยังไม่หยุด เพียงแค่เปลี่ยนท่า ดึงเธอขึ้นมานั่งคร่อม แล้วใช้มือทั้งสองข้างยกสะโพกขึ้นลงตามจังหวะที่เขา้า ริมฝีปากของเขากดลงบนคอและบ่า ดูดและกัดจนทิ้งรอยแดงเข้มหลายจุด
“พี่คีย์… ขอร้อง… พักก่อน…”
“บอกให้หยุดเมื่อไหร่ก็ได้” เขากระซิบใกล้หู แต่จังหวะมือไม่ช้าลงเลย “แต่ถ้ายังไม่บอก ฉันจะทำต่อ… และจะทิ้งรอยไว้ให้ทุกคนรู้ว่าเธอเป็ของใคร”
ณิชารินทร์กัดริมฝีปาก น้ำตาคลอเพราะความรู้สึกที่ท่วมท้นเกินไป แต่หญิงสาวก็ไม่เอ่ยคำว่าหยุด เธอเพียงซบหน้าลงที่ไหล่แกร่ง แล้วครางชื่อเล่นของชายหนุ่มซ้ำ ๆ ด้วยน้ำเสียงที่สั่นและหวาน
“พี่คีย์… พี่คีย์… พี่คีย์…”
ทุกครั้งที่ได้ยิน คิรินทร์ก็ตอบด้วยแรงที่หนักขึ้นอีกนิด และครางชื่อณิชารินทร์กลับไปอย่างไม่ปิดบัง
“ณิชา… ณิชา…”
รอบที่สามชายหนุ่มให้ร่างบางนอนตะแคง ยกขาข้างหนึ่งขึ้นสูง แล้วกระแทกจากด้านข้าง จังหวะช้าแต่ลึกมากจนเธอต้องเกาะแขนเขาไว้แน่น เสียงครางของหญิงสาวเริ่มแหบ แต่ยังคงเรียก “พี่คีย์” ไม่ขาด เขาก้มลงกัดที่ต้นคออีกครั้ง ทิ้งรอยชัดเจนใกล้โคนคอ
เมื่อร่างบางถึงจุดสุดยอดครั้งที่สาม ร่างทั้งร่างเกือบหมดแรง คิรินทร์ถึงได้ปล่อยตัวเองตาม แล้วซบหน้าลงที่ซอกคอขาวระหง หายใจหนัก ครางชื่อณิชารินทร์ด้วยเสียงต่ำและสุขสม
“ณิชา… ของฉัน…”
คราวนี้เขาถอนตัวออก ลุกไปจัดการสิ่งที่ใช้จริง ๆ แล้วกลับมาพร้อมผ้าชุบน้ำอุ่นและแก้วน้ำ
ณิชารินทร์นอนตะแคงหันหน้าออก ผมยาวเปียกเหงื่อติดแก้ม ร่างกายยังสั่นเล็กน้อยทุกครั้งที่หายใจ รอยแดงและรอยกัดกระจายอยู่ตามคอ บ่า และต้นแขน ร่างบางแทบไม่มีแรงแม้แต่จะดึงผ้าห่ม
คิรินทร์นั่งลงตรงขอบเตียง ใช้ผ้าอุ่นเช็ดรอยชื้นตามต้นขาและลำตัวอย่างเบามือ ครั้งนี้เขาเช็ดช้าและละเอียดกว่าเดิม นิ้วของเขาวนเบา ๆ บนรอยที่ตัวเองทิ้งไว้ราวกับกำลังตรวจสอบ
“หันมา”
“ณิชา… ไม่ไหวแล้วค่ะ…” เสียงแหบและอ่อนแรง
“ฉันรู้” เขาตอบสั้น ๆ แต่ก็ยังปัดเส้นผมที่ติดแก้มออก “แต่ฉันบอกแล้วว่าจะไม่ให้เธอหลับง่าย ๆ”
หญิงสาวหลับตา ความอับอายและน้ำตาผสมกันตรงขอบตา
“แค่เหนื่อยค่ะ… พรุ่งนี้ก็หาย…”
คิรินทร์ไม่ตอบ เขาวางแก้วน้ำไว้ใกล้มือเรียว แล้วเอนตัวนอนด้านหลังโดยยังเว้นระยะเล็กน้อย ไม่ได้กอด ไม่ได้สั่งให้หยุดร้อง เพียงแค่ปิดไฟฝั่งของตัวเอง
ความมืดช่วยให้ร่างบางหายใจง่ายขึ้น
หญิงสาวคิดว่าเขาคงหลับไปแล้ว จึงปล่อยเสียงสะอื้นเล็ก ๆ หลุดออกมาเพียงครั้งเดียว
“พ่อ…” คำเรียกแ่เบาหายเข้าไปในหมอน
ที่นอนด้านหลังนิ่งไป
ในห้วงสติที่กำลังเลือนราง มือของณิชารินทร์ขยับออกจากผ้าห่ม ปลายนิ้วคว้าข้อมืออุ่นไว้ราวกับกำลังไขว่คว้ามือของใครอีกคนในความฝัน
ข้อมือนั้นไม่ขยับหนี
สิ่งสุดท้ายที่ณิชารินทร์รับรู้ก่อนหลับไปพร้อมคราบน้ำตา คือคิรินทร์ยังอยู่ตรงนั้น และนิ้วของเขาค่อย ๆ โอบรอบมือเรียวกลับมาเบา ๆ
ราวกับกำลังบอกโดยไม่ใช้คำพูดว่า… คืนนี้ร่างบางไม่ได้อยู่คนเดียว
และในความมืดนั้น ชายที่เพิ่งได้ยินคำว่า “พี่คีย์” ถูกเรียกด้วยน้ำเสียงหวาน ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยังลืมตาค้างอยู่พักใหญ่
สายตาจับจ้องรอยที่ตัวเองทิ้งไว้บนผิวขาวเนียน
ราวกับเพิ่งประทับตราว่า… ั้แ่วินาทีนี้ ณิชาเป็ของเขาคนเดียว