ตอนที่ 3
เมียรอง
เมื่อมาถึงที่หมายแล้วหลวงอินทราบดีศรีราชสั่งให้เผือกรอที่เรือ แล้วบอกให้บัวดินเดินตามเข้าไปข้างในจนถึงบ้านเรือนไทยหลังใหญ่มีต้นไม้น้อยใหญ่ทั่วบริเวณ บ่าวไพร่ทั้งชายและหญิงต่างนั่งคุกเข่ายกมือไหว้กันเป็ทิวแถวและแอบชำเลืองสายตาอย่างใคร่รู้มาที่หญิงสาวแปลกหน้าบัวดินสังเกตว่าบ่าวเหล่านี้แต่งตัวไม่แตกต่างกันนักผู้ชายนุ่งโจงกระเบนสีหม่นไม่สวมเสื้อผมทรงมหาดไทยแต่ไม่เข้าทรงสวยงามเหมือนหลวงอินส่วนผู้หญิงบ้างก็นุ่งโจงกระเบนสีหม่น บ้างก็นุ่งผ้าซิ่น สวมผ้าแทบคาดอก บ้างก็ไว้ผมเป็มวยไว้ด้านหลังบ้างก็ไว้ผมแสกกลางแบบมหาดไทยคล้ายผู้ชาย
เมื่อถึงบันไดเรือนบ่าวผู้หญิงวัยประมาณสิบห้าปีสองคนรีบเดินมานั่งคุกเข่าหน้าบันไดโดยคนหนึ่งล้างเท้าให้หลวงอินทราบดีศรีราช จากนั้นอีกคนหนึ่งเป็ผู้ใช้ผ้าเช็ดเท้าให้อย่างเบามือจากนั้นชายหนุ่มก็เดินนำขึ้นไป้าทิ้งให้บัวดินยืนมองแผ่นหลังล่ำสันนั้นอย่างงุนงงว่าตนต้องล้างเท้าเช่นเขาหรือไม่
หญิงสาวถอดรองเท้าและถุงเท้าออกมาวางข้างบันไดอย่างเป็ระเบียบแต่ก่อนที่จะก้าวขึ้นบันไดก็ต้องสะดุ้งตัวโยน
“โอ๊ะ!” บัวดินอุทานอย่างใเมื่อถูกน้ำเย็นรดบนเท้าทั้งสองข้าง
แต่เมื่อบ่าวอีกคนจะเช็ดเท้าให้บัวดินรีบแย่งผ้ามาเช็ดเองอย่างเกรงใจ
“ให้บ่าวทำเถิดเ้าค่ะ”บ่าวผู้หญิงเอ็งของผ้ารีบเอ่ยละล่ำละลัก
บัวดินเห็นสีหน้าลำบากใจของอีกฝ่ายก็คืนผ้าให้และปล่อยให้บ่าวเช็ดเท้าให้เสร็จ
“ขอบใจจ้ะ”บัวดินเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
บ่าวทั้งสองมองกันไปมาอย่างแปลกใจระคนยินดีด้วยไม่เคยได้ยินนายคนใดเอ่ยกับพวกตนเช่นนี้มาก่อน และเมื่อทั้งสองได้เงยหน้ามองการแต่งกายของบัวดินถนัดตาก็ต้องขยับถอยหลังโดยพลันอย่างหวาดๆพลางก้มหน้างุดต่ำกว่าเดิม
บัวดินพอจะเข้าใจความรู้สึกนี้ของบ่าวทั้งสองดีเพราะตอนนี้เธอคงมีสภาพไม่ต่างจากคนบ้าในสายตาคนที่นี่ไปแล้ว หญิงสาวรีบเดินขึ้นเรือนไปก่อนที่บ่าวข้างล่างจะขวัญกระเจิงไปมากกว่านี้มองไปรอบด้านเห็นหอกลางที่กลางชานเรือนทอดยาวเป็สี่เหลี่ยมผืนผ้าซึ่งมีไว้ใช้สำหรับรับแขกนั่งเล่น หรือจัดพิธีต่างๆ ภายในนั้นด้านข้างมีแจกันทรงสูงปักดอกบัวสีขาวพิสุทธิ์หลายดอกวางบนโต๊ะไม้แกะสลักประณีตขนาดเล็กตั้งอยู่ตรงกลางหลวงอินนั่งขัดสมาธิอยู่บนเสื่ออย่างผ่อนคลายราวกับบ้านตนเอง
หลวงอินทราบดีศรีราชเห็นบัวดินยืนมองสำรวจก็ยกยิ้ม“นั่งเถิด”
บัวดินพยักหน้าแล้วรีบเดินไปหมายจะนั่งข้างหลวงอินแต่นึกได้ว่าตอนนี้ได้อุทิศตนเป็บ่าวของเขาไปแล้ว จึงเจียมตนนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นนอกโถงกลางก่อนจะรับรู้ถึงสายตาที่มองมา จึงหันไปมองก็พบเหล่าบ่าวผู้หญิงหลายคนบนเรือนที่มองเธอราวกับไม่เคยเห็นมาก่อนและรีบหลบตากันให้วุ่นเมื่อบัวดินโปรยยิ้มให้อย่างเป็มิตร
ไม่นานนักผู้หญิงวัยไม่ถึงสามสิบปีผิวขาวเหลืองละเอียดลออคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องเธอไว้ผมยาวเกล้ามวยสูงแบบทรงโซงโขดง ห่มสไบเฉียงสีฟ้าอ่อนดูมีฐานะนุ่งผ้าเชิงใต้สะดือยาวครึ่งแข้ง สวมกำไลทองคำแท้สลักลวดลายอ้อนช้อย ที่คอสวมสร้อยทองเส้นใหญ่และเครื่องประดับทองดูหนาตา
‘แม่เ้าโว้ย! นี่ขนาดชุดอยู่บ้านเบาๆ นะถ้าออกงานจะเป็เช่นไรหนอ’ บัวดินมองอย่างชื่นชมกับชุดอยู่บ้านของหญิงสาวตรงหน้า
หลวงอินทราบดีศรีราชนั่งชันเข่าไหว้แม่หญิงอิ่มอย่างอ่อนน้อมแม่หญิงอิ่มรับไหว้ด้วยท่าทีอ่อนละมุนสมกับเป็กุลสตรี
“หลวงอินมาหาพี่แต่หัววันเยี่ยงนี้มีเหตุอันใดรึ”
“ข้ามีเหตุมาขอให้พี่อิ่มช่วยขอรับ ด้วยว่าแม่หญิงผู้นี้พลัดมาจากต่างเมืองมิมีเสื้อผ้าผลัดเปลี่ยน จึงมาขอความเมตตาจากพี่อิ่มให้ช่วยจัดหาให้ขอรับด้วยว่าหากข้าไปซื้อหาข้างนอกเกรงจะมิงามนัก”
ชายหนุ่มหันมาพยักหน้าให้บัวดิน หญิงสาวจึงค่อยๆคลานเข่าเข้าไป
“แม่หญิงผู้นี้คือแม่หญิงอิ่ม พี่สาวของข้า”
บัวดินก้มลงกราบที่พื้นอย่างงดงามตามที่ยายสั่งสอนมา
“กราบแม่หญิงเ้าค่ะ” บัวดินเอ่ยเสียงหวานนอบน้อม พยายามยิ้มประจบเต็มที่
“เอ็งมีนามว่ากระไรเล่า” แม่หญิงอิ่มเอ่ยถามด้วยแววตาอ่อนโยน
“ข้าชื่อบัวดินเ้าค่ะ”
“แต่งกายประหลาดผิดคนอโยธยา หลวงอินพามาจากที่ใดเล่า” แม่หญิงอิ่มหันไปถามน้องชายอย่างแปลกใจ
“แม่หญิงผู้นี้หลงทางมาจากต่างบ้านต่างเมืองขอรับ ยังหาหนทางกลับมิได้ ข้าจึงมิรู้จะส่งตัวกลับไปได้เช่นไรจึงจำต้องช่วยเหลือพาไปฝากตัวกับแม่ก่อนขอรับแต่จะให้ไปด้วยรูปกายเช่นนี้ก็หาควรไม่ ข้าจึงเร่งพามากราบขอความเมตตาจากพี่อิ่มขอรับ”
คราแรกคิด หลวงอินทราบดีศรีราชอยากจะพาบัวดินมาฝากฝังไว้กับพี่อิ่มของตนหากแต่พี่สาวออกเรือนมาแล้วหากนำแม่หญิงผู้นี้มาฝากไว้ที่นี่เกรงว่าพี่สาวจะไม่สบายใจได้ด้วยว่าพี่เขยนั้นอย่างไรก็เป็ชาย ซ้ำยังเป็ขุนนางยศใหญ่หากถูกตาต้องใจแม่หญิงคนงามผู้นี้ เห็นทีเขาจะฝากปลาย่างไว้กับแมวเสียเท่านั้นจึงมีเพียงนำไปฝากตัวกับมารดาของตนที่เรือนจึงพอจะเบาใจได้
“หากแม่เห็นเข้าคงใมิสมประดีเป็แน่ เอาเถิด ข้าเห็นแก่หลวงอินจะช่วยเอ็งสักครานะแม่บัวดิน” คุณหญิงยิ้มอย่างเป็มิตร
บัวดินคิดว่าพี่น้องสองคนนี้ใจดีเหลือเกินช่างเป็โชคดีบนความโชคร้ายของเธอจริงๆถึงแม้จะหลงมาอยู่ที่นี่แต่ก็ยังมีคนช่วยเหลือ
หลังจากนั้นแม่หญิงอิ่มก็ให้บ่าวไพร่พาบัวดินไปอาบน้ำขัดถูร่างกายหลังเรือนส่วนหลวงอินนั้นขอตัวไปทำธุระราชการก่อนจึงจะกลับมารับ บัวดินเข้าไปผลัดผ้าที่ห้องเล็กเธอสวมผ้าถุงคาดอกมีผ้าคลุมไหล่ทอลายงดงามปกปิดไว้มิดชิด เธอเดินเท้าเปล่าตามบ่าวผู้หญิงสามคนไปท้ายเรือนหญิงสาวเห็นผ้าสีหม่นที่เธอระบุสีได้ลำบากขึงเป็สีเหลี่ยมสูงเลยศีรษะก็เดาได้ว่ามันคงเป็ห้องน้ำแน่นอนเมื่อเข้าไปในนั้นแล้วก็พบว่ามีตุ่มใส่น้ำมีขันตักน้ำทองเหลืองเกลี้ยงเกลาลอยอยู่บนน้ำ และเก้าอี้ไม้เล็กๆ สำหรับนั่ง
เมื่ออาบน้ำเปล่าได้ไม่ทันไรบ่าวไพร่ผู้หญิงสามสี่คนก็รุมกันประโคมสมุนไพรนานับชนิดบนตัวบัวดินจนให้ความรู้สึกเหมือนเข้ามายังสปาอย่างไรอย่างนั้นเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วหญิงสาวถูกพาไปที่ห้องเดิมเพื่อประพรมน้ำอบก่อนจะแต่งตัว แม่หญิงอิ่มให้ผ้าผ่อนที่ไม่ใช้แล้วและผ้าใหม่หลายผืนโดยมีบ่าวผู้หญิงสองคนช่วยกันจัดใส่หีบใบโต
แม่หญิงอิ่มเห็นบัวดินในรูปลักษณ์สาวอโยธาก็พึงใจนึกนึกขัดใจกับผมยาวประบ่าของบัวดินจึงสั่งให้คนรวบมัดให้เรียบร้อยทำให้บัวดินมีผมรวบมัดตึงมีมวยเล็กๆ ดูน่ารักอยู่หลังศีรษะ
“ดูเอาเถิด พอแต่งเนื้อแต่งตัวเข้าก็งามหมดจดยิ่ง”แม่หญิงอิ่มเอ่ยอย่างชอบใจ พลางคิดไปว่า หญิงผู้นี้งามนักใบหน้ากลมมนรับกับดวงตากลมโตฉายความฉลาดทันคน เครื่องหน้าสมส่วนคมคายชวนมองนัก กิริยาท่าทางอ่อนน้อมแม้จะดูไม่ค่อยนิ่มนวลนักหากได้รับการขัดเกลาจากผู้เป็แม่คงช่วยให้กิริยาสมกับเป็สตรีขึ้นได้ไม่น้อยเป็แน่มิน่าเล่าน้องชายผู้ที่ไม่เคยชายตามองหญิงใดถึงกับหาหนทางพาเข้าเรือนเช่นนี้
เมื่อหลวงอินทราบดีศรีราชแล้วเสร็จจากงานราชการ ก็รีบกลับมายังเรือนของแม่หญิงอิ่มผู้เป็พี่สาวและนั่งรออยู่ที่หอกลางเช่นเดิม พลางจิบน้ำฝนในขันทองเหลืองดับกระหาย
“รอนานหรือไม่หลวงอิน” แม่หญิงอิ่มเอ่ยถามน้องชายขณะที่เดินอย่างอ่อนช้อยมายังเรือนชาน
“มินานขอรับ ข้าขอบน้ำใจในความเมตตาของพี่อิ่มขอรับ” หลวงอินไหว้อย่างอ่อนน้อม
บัวดินเดินออกมาจากห้องด้วยความขัดเขินเธอคาดผ้าแถบก่อนจะห่มสไบผ้าไหมเนื้อดีทับอีกครั้ง ผ้าซิ่นทอลายยาวครึ่งแข้งจีบหน้านาง ชักชายพกยาวตกลงมาตรงกลางส่วนผมยาวประบ่าของเธอก็ถูกมัดและมวยไว้ไม่สูงนักหญิงสาวไม่เคยนุ่งชุดไทยแบบนี้มาก่อนเลยจึงรู้สึกโหวงข้างในเพราะชุดชั้นในถูกถอดเก็บไว้ นึกกลัวเหลือเกินว่าเดินๆไปแล้วผ้านุ่งจะหลุดลงมา หญิงสาวจึงเดินอย่างระมัดระวังเต็มที่เมื่อเงยหน้ามาก็พบสายตามีประกายวาววับของหลวงอินเข้าอย่างจังเหมือนเขากำลังชื่นชมการแต่งกายของเธอผ่านแววตาคมนั้น บัวดินรู้สึกว่าใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นมาจึงหันไปยิ้มให้แม่หญิงอิ่มแก้เขิน
หีบใส่เสื้อผ้าใบใหญ่นั้นแม่หญิงอิ่มสั่งให้คนพายเรือตามไปให้จากนั้นทั้งหลวงอินและบัวดินก็ลาแม่หญิงอิ่มเพื่อไปยังเรือนของหลวงอิน บัวดินเดินไปหยิบรองเท้าคู่ใจแล้วเดินเท้าเปล่าตามหลวงอินมาเงียบๆรับรู้ถึงกรวดหินดินทรายบนพื้นดินได้อย่างแจ่มชัดจึงเดินไม่ค่อยสบายเท้านัก แม้ตอนเด็กๆไม่ชอบใส่รองเท้าเท่าไร ทั้งยังวิ่งซนตามท้องร่องในสวนของตาและยายจนชินเท้า แต่พอโตมาจนรู้ความก็ไม่เคยถอดรองเท้าเดินบนดินแบบนี้สักเท่าไร
พลันสายตาเหลือบเห็นหลวงอินใส่รองเท้าหนังแบบเป็สายรัดก็แอบชำเลืองดูรองเท้าตัวเองว่าใส่เ้านี้ไปก่อนดีหรือไม่ แต่เมื่อนึกว่าตนเองมีสถานะเป็บ่าวจะกล้าใส่รองเท้าทัดเทียมเ้านายได้อย่างไรก็ได้แต่เดินหิ้วรองเท้าคู่เก่งตามหลังหลวงอินต้อยๆ
เมื่อลงเรือมาแล้วหญิงสาวก็คิดจะช่วยพายเรือเหมือนเดิมแต่ไม้พายประจำตัวของเธอหายไปเมื่อเห็นสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของเผือกก็รู้ทันทีว่าเขาคงลำบากใจไม่น้อยที่เธอช่วยพายก่อนหน้านี้เขาจึงเอาไม้พายไปซ่อนไว้ หญิงสาวถอนใจเล็กน้อยก่อนจะยอมนั่งนิ่งๆเป็ผู้โดยสารที่ดีไปตลอดทางพร้อมทั้งนั่งชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมไปสลับกับบ้านเรือนริมน้ำที่ดูเย็นตาเย็นใจความสบายอกสบายใจในตอนนี้ทำให้เธออดหันกลับมามองเ้านายคนใหม่ของตนไม่ได้
“ขอบคุณมากเ้าค่ะที่ช่วยข้า”
“เอ็งเอ่ยไปแล้วจำมิได้รึ”
“ถ้าข้าไม่กลัวหลวงอินรำคาญ ข้าก็จะพูดคำนี้ทุกวินาทีเลย”
“วินาทีรึ” หลวงอินทราบดีศรีราชย่นคิ้วเล็กน้อย
“เป็หน่วยของเวลาในบ้านของข้า หมายถึงแบบนี้ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบ...”
“พอๆ ข้าเข้าใจความหมายของเอ็งแล้ว” เขายกมือห้ามด้วยรอยยิ้มขบขัน
เมื่อเรือมาจอดเทียบท่าที่ศาลาท่าน้ำบัวดินแอบเห็นสีหน้ายุ่งยากใจของหลวงอิน ถ้าให้เธอเดาเขาคงหนักใจน่าดูที่ต้องพาผู้หญิงเข้าบ้านตอนนี้ในหัวของเขาคงคิดหาถ้อยคำไปเจรจากับแม่ตัวเองอยู่แน่นอน แม้จะพาบ่าวคนใหม่มาที่บ้านถึงอย่างไรก็เป็เื่กะทันหันเป็ใครก็คงคิดหนักว่าจะพูดกับผู้เป็ใหญ่ในเรือนอย่างไร
หญิงสาวไม่อยากรบกวนสมาธิของเขาจึงเดินตามหลังไปเงียบๆจนกระทั่งถึงหัวบันไดเรือนหมู่ทรงไทยหลังใหญ่ ซึ่งมีเรือนหลายหลังเชื่อมต่อกันด้วยชานมีบ่าวไพร่นั่งรอล้างเท้าให้หลวงอินเขายืนสูดลมหายใจเข้าปอดเพื่อระงับความตื่นเต้นก่อนจะก้าวขึ้นเรือนไปโดยมีบัวดินเดินตามไปด้วยใจที่เต้นระทึกไม่แพ้กัน