ท้องฟ้ามืดมัวเสียงฟ้าร้อง พายุฝนโหมกระหน่ำ กลางน่านฟ้าเหนือประเทศอิสราเอลทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบกาลิลีซีคเกอร์ สตาร์ค ชายในชุดเกราะล้ำสมัยพร้อมเครื่องไอพ่นกำลังบินอยู่ท่ามกลางพายุสีม่วงแปลกประหลาด จู่ ๆ สายฟ้าหลายเส้นก็ผ่าลงมาโดนซีคเกอร์เข้าพอดีทำให้ระบบคอมพิวเตอร์ในชุดเกราะเสียหายอย่างหนักจนใช้การไม่ได้ไม่เว้นแม้แต่เครื่องไอพ่นก็หยุดทำงานไปเช่นเดียวกัน ซีคเกอร์ร่วงลงในแนวดิ่งโดยที่ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ใดๆ ได้เลย เขาได้แต่ยอมรับความตายนี้อย่างสิ้นหวัง จากนั้นภาพก็ตัดไปเมื่อตัวเขาตกลงสู่พื้นเบื้องล่าง
“ตื่นมากินยาได้แล้วซีค”
ซีคเกอร์ได้ยินเสียงเรียกของใครบางคนเขาสะลึมสะลือตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ตัวเขาแตกต่างจากสิ่งที่เคยเห็นในปัจจุบันราวกับว่าย้อนยุคมาในสมัยโบราณ
อากาศอับชื้นบ้านเก่าแสนทรุดโทรม ฝุ่นละอองที่ลอยไปทั่ว คนชรานอนป่วยอยู่รอบตัวสภาพแวดล้อมแบบนี้เขาไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อนเลยในชีวิตด้วยความตกตะลึงจึงรีบลุกขึ้น แต่ทว่า...
“แขนขาไม่รู้สึกอะไรเลย! นี่มันเื่อะไรกันเนี่ย?!”
ชายชราที่ยืนอยู่ข้างๆ ตอบกลับ “มัวโหวกเหวกโวยวายอะไรอยู่? เดี๋ยวฉันป้อนยาให้แล้วก็นอนพักซะนะ”
“ที่นี่ที่ไหน?!”
“ก็อยู่บ้านไงจะให้ไปอยู่ที่ไหนล่ะ?”
“ไม่ใช่หมายถึงที่ตั้งของที่นี่”
“เมืองคาเปอรนาอุมไงนอนนานเกินไปเลยความจำสั้นเหรอ”
เมื่อซีคเกอร์ได้ยินดังนั้นก็ใจนพูดอะไรไม่ออกก่อนหน้านี้เขาได้รับภารกิจจากโอเวน ฟิวรี่ให้มาสำรวจสัญญาณลึกลับที่ทะสาบกาลิลีจึงรู้ข้อมูลมาบางส่วนว่าเมืองโบราณแถบนี้ในสมัยก่อนมีชื่อว่า เมืองคาเปอรนาอุม ซึ่งอยู่ในเขตแดนของเศบูลุนและนัฟทาลีโดยอิงจากแผนที่สมัยนั้นด้วยความที่ซีคเกอร์เป็คนไม่รอบคอบ จึงเลือกใส่ชุดเกราะแบบเก่าของปู่มาใช้ซึ่งมันไม่สามารถต้านทานความเสียหายจากสายฟ้าแรงสูงได้ทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน ตอนนี้เขารู้ตัวแล้วว่าตัวเองได้ตายจากโลกนี้ไปแถมยังย้อนเวลากลับมาอยู่ในร่างของคนง่อยอีกด้วย
ซีคเกอร์พยายามตั้งสติและครุ่นคิดในใจอยู่พักใหญ่ในเมื่อเป็แบบนี้ก็ต้องพยายามหาทางใช้ชีวิตต่อไปให้ได้แม้จะต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อม ผู้คน และวัฒนธรรมที่ไม่คุ้นเคยนี้
‘ดูเหมือนเ้าของร่างจะชื่อซีคคล้าย ๆ กับเราสินะ’ซีคเกอร์คิดในใจ
“ฉันป่วยมานานแค่ไหนแล้ว?” ซีคถาม
คนชราตอบกลับ“ั้แ่นายถูกเสาไม้ล้มทับ ก็ป่วยเป็ง่อยมา 10 กว่าปีแล้ว”
“ไม่มีทางรักษาเลยเหรอ?”
“คงมีแต่ต้องอ้อนวอนพระเ้าแล้วล่ะถึงจะรักษานายได้ลำพังแค่นายเป็แบบนี้ สิ่งที่นายควรได้ก็หายไปหมด”
ซีคนึกขึ้นได้ทันทีว่าวัฒนธรรมของคนสมัยนี้ต่างจากสมัยของเขาแปลว่าคนพิการในสมัยนี้ต้องได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีแน่นอนเมื่อดูจากสภาพความเป็อยู่แล้ว นี่มันนรกบนดินชัด ๆ
“แล้วคนอื่นล่ะไม่มีใครมาดูแลหรือซ่อมบ้านพักให้เลยเหรอ?” ซีคถามอีกครั้ง
คนชราอธิบาย“ไม่มีหรอกซีค ใคร ๆ ต่างก็ถือกันว่าคนอย่างนายต้องทำบาปมาเยอะถึงได้ลงเอยแบบนี้ แถมนายหรือใครที่ป่วยเป็ใบ้เป็บอด ผีสิง ไม่มีใครเขาสนใจพวกนายหรอกนะ แต่ด้วยความเป็สหายของเราฉันไม่คิดว่าสิ่งที่นายเป็มันเป็เพราะความบาปหรอกนะ”
“ได้ข่าวว่าเร็วๆ นี้ เยซูชาวนาซาเร็ธจะมาที่เมืองนี้ด้วยล่ะ” ทันใดนั้นก็มีเสียงะโดังลั่นมาจากนอกบ้านพักผู้ป่วยตามด้วยเสียงฮือฮาซึ่งเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เยซู?หมายถึงเยซูคนนั้นน่ะเหรอ?”ซีคขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
“ใช่แล้วสหายปาฏิหาริย์จากพระเ้ามาถึงเมืองนี้แล้ว ถ้าเป็เยซูคนนั้น นายจะต้องหายแน่ ๆ”
“ฉันไม่เชื่อเื่ปาหี่ไร้สาระแบบนั้นแน่”ซีคปฏิเสธทันที เพราะเขาไม่เชื่อเื่ปาฏิหาริย์เลยนอกจากวิทยาศาสตร์
ชายชราช่วยอธิบาย“โธ่ซีค เยซูคนนั้นทรงรักษาคนป่วยให้หายได้จริง ๆ นะเพื่อนฉันที่เป็บ่าวในบ้านนายร้อยเห็นเต็มสองตา ทันทีที่เยซูบอกกับนายร้อยว่าบ่าวของเ้าหายแล้วในเวลาเดียวกันบ่าวคนนั้นก็หายป่วยจริง ๆ เชื่อฉันเถอะซีค เราไปให้เขาช่วยนายกัน”
“งั้นปล่อยฉันไว้ที่นี่เถอะวันนี้ฉันปวดหัวมามากแล้ว ขอนอนอยู่อย่างนี้แหละ” ซีคปฏิเสธอย่างไม่ลังเลก่อนประชดประชันชายชราแล้วแกล้งนอนหลับไป ความจริงเขาก็อยากอยู่คนเดียว ไหนจะตายจากโลกนี้ไปไหนจะต้องย้อนเวลากลับมาในยุคนี้ แถมยังมาอยู่ในร่างคนง่อย นี่มันเท่ากับว่าเขาถูกพระเ้ากลั่นแกล้งเลยไม่ใช่รึไงใครกันจะไปทนกับความเศร้า ความสิ้นหวัง และความทุกข์ใจแบบนี้ได้
เดิมทีซีคเป็คนไม่สนใจหนังสือหนังหาอยู่แล้วยิ่งเป็เื่พระคัมภีร์ที่เกี่ยวกับพระเ้าแล้ว ซีคยิ่งไม่เชื่อเข้าไปใหญ่ถ้าใครจะสร้างปาฏิหาริย์แบบนั้นได้ สมัยนั้นพระเยซูคงใช้อินฟินิตีสโตนเพื่อแสดงพลังแบบเทพเ้าแน่ๆ ยิ่งในยุคนี้ที่เทคโนโลยีไม่มีอะไรเอื้ออำนวยแก่เขาสักอย่างใครจะคิดว่าเหลนของโทนี สตาร์คต้องมาเจออะไรแบบนี้
หลังจากนั้นซีคได้แต่นอนครุ่นคิดว่าจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงดีในสภาพที่ไร้สิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจเขาแทบคิดไม่ออกเลยว่าจะเอาชีวิตรอดถึงพรุ่งนี้ได้ไหม ‘เยซูเหรอ...มีใครรักษาคนง่อยได้ที่ไหนกัน แค่ย้อนเวลากลับมาก็นรกเกินทนแล้วนี่สินะที่ปู่โทนี่บอกว่าการเป็ฮีโร่ต้องเตรียมใจให้พร้อมแต่แบบนี้มันเกินไปนะปู่...’ ระหว่างนั้นซีคก็ร้องไห้ออกมาด้วยความช้ำใจและหมดหวัง“ฮือๆๆ”
่เวลาการใช้ชีวิตที่ยากลำบากและสิ้นหวังท่ามกลางกาลิลีแห่งประชาชาติบรรดาผู้อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช จะได้เห็นแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็การมาของพระเยซูซึ่งก่อนถึง่เวลาดังกล่าว ซีคต้องพบกับความทุกข์มากมายคนง่อยในสมัยนั้นไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรเลย แถมยังถูกมองว่าเป็คนบาป ขนาดซีค้าเรียกใครสักคนช่วยพาเข้าห้องน้ำยังถูกชาวบ้านขว้างหินใส่และะโบอกให้เงียบ บ้างก็ถูกชาวบ้านรอบ ๆชี้ตัวเขาให้ลูกหลานเห็นแล้วบอกว่า พวกนี้แหละที่พระเ้าสาปแช่งเพราะเป็คนบาปหนา “ไอ้พวกบาปหนา”“เงียบ ๆ หน่อย เป็ง่อยแล้วยังเดือดร้อนคนอื่นอีก” “ดูสิลูก พวกที่พระเ้าสาปแช่งลูกห้ามเข้าใกล้พวกมันนะรู้ไหม” “พวกไร้ค่าก็ตายอย่างไร้ค่าไปซะเถอะ”“อ้อนวอนพระเ้าไปพวกแกก็ไม่ถูกช่วยหรอก”
เมื่อซีคโดนกระทำและเห็นคนป่วยในบ้านพักโดนกระทำแบบเดียวกันก็ได้แต่เ็ปหัวใจ“พอได้แล้ว พอสักทีเถอะ เราก็เป็คนนะ... ทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ด้วย”
ทุกครั้งที่เพื่อนของซีคไม่อยู่เขาจะถูกรังแกและด่าทอสารพัดเพื่อนของเขาทำได้แค่ปลอบใจเท่านั้น แต่ลึก ๆพวกเขาต่างแอบหวังว่าการมาถึงของพระเยซูจะช่วยซีคได้ตอนนี้จึงได้แค่รออย่างอดทนต่อไปเท่านั้น ก่อนหน้านั้นไม่กี่วันเงาเท้าคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินออกจากเมืองนาซาเร็ธท่ามกลางเสียงไม่พอใจของชาวบ้านแถบนั้นราวกับไม่ต้อนรับพวกเขากำลังมุ่งหน้ามายังกาลิลี ซึ่งผู้นำกลุ่มนี้มีออร่าพลังบางอย่างให้ความรู้สึกย่ำเกรงจนกระทั่งหลายวันต่อมา ตามแนวชายฝั่งทะเลกาลิลีผู้นำกลุ่มเห็นชาวประมงสองคนแล้วพูดขึ้นว่า “จงตามเรามาเถิด”
ไม่กี่วันถัดมาท่ามกลางแสงแดดอันอบอุ่น แต่บ้านพักคนป่วยที่ซีคอยู่กลับมีบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังวันนั้นเองเป็วันที่พระเยซูมาสอนและรักษาคนป่วยในบ้านของหนึ่งในสาวกทั้งสี่ที่มากับพระองค์ซึ่งเป็บ้านของเปโตรรวมถึงอยู่ละแวกเดียวกับถิ่นของชาวประมงที่ติดตามมาเป็สาวกทั้งสี่คนนี้อีกด้วย
เมื่อชายชราหรือเพื่อนของซีคได้ข่าวเกี่ยวกับพระเยซูที่ทรงเสด็จไปทั่วกาลิลีและรักษาคนป่วยมากมายเขาก็ดีใจมากเมื่อตอนนี้พระเยซูอยู่ในบ้านหลังหนึ่งที่ใกล้กับบ้านพักคนป่วยเขาจึงไประดมเพื่อนอีกสามคนที่คอยผลัดกันไปดูแลซีค เพื่อช่วยซีคไปหาพระเยซูแต่ก่อนถึงตอนนั้นก็เกิดเหตุไม่คาดฝัน
“บอกแล้วไงว่าฉันไม่ไปฉันขอตายอยู่ที่นี่แหละ” ซีคยังคงปฏิเสธลูกเดียว
“ไปเถอะน่าสหายเปิดใจหน่อยก็ดี”
“ฉันเห็นด้วยกับลุงโอเบนะไม่มีใครช่วยนายได้นอกจากเยซูคนนั้นแล้ว”
ซีคครุ่นคิดอยู่นานไหน ๆ ชีวิตก็เลวร้ายเหมือนถูกพระเ้าแกล้งแบบนี้แล้วจะไปให้สิ่งเหนือธรรมชาติช่วยอีกทำไม นี่มันล้อเล่นกับชีวิตเขาไปหรือเปล่า...
“หรือนายจะอยู่แบบนี้ตลอดไปล่ะ?ถ้านายไปพวกเราจะช่วยหันหามไปเอง ก็พวกเราเป็เพื่อนกันนี่”
ซีคได้ยินก็ชะงักไปครู่หนึ่งทำไมเพื่อนของเขาถึงคิดแบบนี้แถมยอมหามเขาไปหาเยซูคนนั้นด้วย มันไม่ไร้ประโยชน์ไปหน่อยเหรอ
“พูดสิว่ายังอยากมีชีวิตยังอยากทำอะไรมากกว่านี้” โอเบพูดทั้งน้ำตาและคาดหวัง
สุดท้ายแล้วซีคก็ยอมใจอ่อนในใจลึก ๆ ที่สิ้นหวังเขาเองก็ยังอยากมีชีวิตต่อไปแม้ตอนนี้มันจะไม่ใช่ยุคสมัยที่เขาเคยอยู่ก็ตาม
“ฉันยังอยากชีวิต...ฉัน... อ๊ะ!!!” ซีคพูดยังไมทันจบโอเบและเพื่อนอีกสามคนก็เข้าไปยกแคร่ของเขาขึ้นมาและออกเดินทางไปบ้านของเปโตรทันที
ระหว่างทางซีครู้สึกแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าทำไมหลายคนถึงพยายามไปหาเยซูคนนั้นขณะเดินทางซีคเห็นคนป่วยในหมู่บ้านหรือคนป่วยบางคนที่ไม่รู้จักต่างแสดงสีหน้ายินดีร้องเพลงสรรเสริญ ะโถึงสิ่งที่เยซูทำ “พระเยซูทรงเป็พระเ้าเที่ยงแท้”“พระองค์รักษาเราให้หายแล้ว” “เยซูคนนั้นขับผีออกได้ด้วยแหละ”“ฉันหายจากโรคเรื้อนแล้ว เย้...”
‘โรคเรื้อน ขับผี... รักษาได้จริงเหรอ? ไม่น่าเป็ไปได้ เขาทำได้ยังไง?ถ้าไปหาเขาแล้วฉันจะหายจริง ๆ เหรอ’ ซีคครุ่นคิดในใจที่สับสนและสงสัย‘เราจะไม่ถูกรังแกอีกใช่ไหม? พระเ้า...ถ้ามีอยู่จริงก็ช่วยฟังเสียงคนดื้อด้านคนนี้ทีเถอะ ยอมแล้ว ยอมแพ้แล้ว’ จู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมา
ขณะเดียวกันนี้บ้านของเปโตรเต็มไปด้วยผู้คนที่แห่กันมาชุมนุมมีทั้งคนป่วย คนที่อยากรู้อยากเห็นรวมถึงฟาริสีหรือกลุ่มคนที่เคร่งในธรรมบัญญัติและสงสัยในตัวพระเยซู
“มาถึงแล้วซีคแต่คนเต็มเลย จะเข้าไปยังไงดี?” โอเบถามทุกคน
“ฝ่าเข้าไปไม่น่าไหวแน่”เพื่อนคนหนึ่งพูดขึ้น
“เอาไงดี?จบแค่นี้เหรอ...” ซีคเริ่มรู้สึกถอดใจเล็กน้อย
“ไม่หรอก...เราจะเข้าทางหลังคา” โอเบเสนอ
“ยังไงเล่า?”ทุกคนถาม
“ไปเดี๋ยวก็รู้เองไปหาบันไดมาแล้วไปกันเถอะ” หลังจากโอเบเสนอ ทุกคนก็ทำตามโดยไม่ลังเลเพราะเชื่อใจว่าสุดท้ายจะเข้าเจอพระเยซูจนได้
โอเบรับบันไดจากเพื่อนคนหนึ่งแล้วช่วยกันอุ้มซีคขึ้นไปอย่างระมัดระวังก่อนรวมเพื่อนอีกสามคนรื้อหลังคาบ้านเปโตรอย่างขยันขันแข็งเมื่อรื้อได้เป็ช่องว่างพอเหมาะแล้ว พวกเขาก็ช่วยหาเชือกแล้วมัดกับแคร่ของซีคเพื่อส่งซีคลงไปข้างล่างในเวลานั้นผู้คนในบ้านต่างแตกตื่นและสงสัยว่าคนข้างบนทำอะไรกันมีแค่พระเยซูที่ยังนั่งอย่างสงบนิ่ง
‘นี่เหรอเยซูคนนั้น... ได้พบคุณแล้ว เราจะหายจริง ๆ ใช่ไหม? ใช่ไหมพระเ้า?’
เมื่อซีคถูกหย่อนลงมาตรงหน้าพระเยซูพระองค์ได้เห็นถึงความเชื่อของพวกเขาทั้งห้าคน พระองค์จึงพูดขึ้นว่า “ลูกเอ๋ยบาปของเ้าได้รับการอภัยแล้ว” ท่ามกลางความเงียบงัน ซีคและเพื่อน ๆต่างใกับประโยคนี้ เพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้ยิน ‘ความรู้สึกนี้...ขามัน...’
หลังจากนั้นพระเยซูพูดต่อไปว่า“เพื่อท่านทั้งหลายจะได้รู้ว่า บุตรมนุษย์มีสิทธิ์อำนาจในโลกที่จะยกโทษบาปผิดได้...เราสั่งเ้าว่า ยกแคร่ แล้วกลับบ้านของท่านเถิด” สิ้นเสียงของพระองค์ซีครู้สึกแปลก ๆ ที่ขาจนถึงแขนของตัวเอง ค่อย ๆ ลุกขึ้นด้วยความอัศจรรย์ใจก่อนยกแคร่แล้วเดินออกไปพร้อมดวงตาที่แฉะไปด้วยน้ำตาแห่งความหวังที่เข้ามาแทนที่ความสิ้นหวังตลอดหลายวันั้แ่ถูกย้อนเวลามาในสมัยนี้อย่างไม่เต็มใจท่ามกลางเสียงสรรเสริญของผู้เห็นเหตุการณ์ในบ้าน รวมถึงโอเบและเพื่อนอีกสามคนบรรดาคนที่อยู่นอกบ้านได้ยินคำสรรเสริญจากซีคที่กำลังเดินกลับบ้านก็พลอยสรรเสริญยินดีไปด้วย
‘ขอบคุณ... ขอบคุณพระเ้า ท่านอยู่ข้างผมตลอดจริง ๆ’ซีคร้องไห้ด้วยความปีติยินดีและเหลือเชื่อระหว่างทางเขาเดินะโสรรเสริญพระเ้าอย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต“พระเ้ายิ่งใหญ่ พระเยซูทรงช่วยเหลือเรา”จิตใจที่สิ้นหวังแปรเปลี่ยนเป็จิตใจที่มีความหวังดังไฟลุกโชนมันกำลังก่อตัวมากขึ้นและเป็ฯแสงสว่างนำทางชีวิต
หลายวันต่อมาหลังจากซีคกลับมาเดินได้อีกและกำลังวุ่นกับการวางแผนชีวิตว่าจะทำยังไงต่อไป เขาตัดสินใจว่าจะเปิดร้านขายสิ่งประดิษฐ์จากไม้เพื่อเอาเงินส่วนหนึ่งไปดูคนป่วยในบ้านพักคนป่วยในอนาคต รวมถึงสร้างเนื้อสร้างตัวตระกูลโทนี่ขึ้นใหม่นี่จะเป็จุดเริ่มต้นของเขาอีกครั้ง ที่จะต้องพบกับโลกใหม่ในยุคสมัยโบราณ
“เอาล่ะเราจะเริ่มต้นใหม่ที่นี่ ตัดสินใจดีแล้ว... ขอบคุณครับพระเ้า ผมยอมจำนนแล้วล่ะชีวิตนี้คงต้องพึ่งพระองค์ต่อไปแน่นอน” ซีคแหงนมองท้องฟ้าที่ทอแสงสว่างจ้าสุดปลายแผ่นดิน
กาลิลีแห่งประชาชาติบรรดาผู้อาศัยอยู่ในแผ่นดินแห่งเงามัจจุราช จะได้เห็นแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่
End Credit
ทางพระเยซูเองหลังออกจากบ้านของเปโตรก็เผอิญไปพบชายคนหนึ่งเข้าที่ชายทะเลใกล้ ๆ ณด่านภาษีด่านหนึ่ง ชายคนนั้นชื่อว่าเลวีบุตรอัลเฟอัส พระเยซูพูดกับเขาว่า“จงตามเรามาเถิด” ...