ระยะทางในการเดินทาง เพื่อมุ่งไปยังพื้นที่เป้าหมาย ไม่ไกลจากจุดที่พวกเขาอยู่มากเท่าไรนัก แต่ในระหว่างทางต้องมีการปีนป่ายขึ้นไป้าของถ้ำในบาง่ ทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางนานกว่าปกติหลายเท่า ด้วยสภาพความมืดภายในถ้ำ พร้อมกับสัมภาระที่ต้องแบกติดตัวไปด้วย
ส่วนระดับความชันของถ้ำที่ต้องปีนขึ้นไป ไม่ได้น่ากลัวเหมือนดั่งหน้าผาที่สูงชัน แต่มีลักษณะเหมือนกับบันไดแบบหักกลับ สลับไปมากับทางเดินที่เป็เส้นตรง โดยพื้นที่ถ้ำในจุดสาม จะอยู่สูงกว่าถ้ำในจุดที่สอง เพื่อป้องกันภัยในฤดูน้ำหลาก ที่อาจท่วมเข้ามาในพื้นที่ถ้ำได้ นับเป็จุดยุทธศาสตร์สำคัญ ที่เหมาะสมในการตั้งเป็ที่อยู่อาศัย แสดงให้เห็นได้ว่าคนสมัยก่อน ก็มีความรู้ในเื่ภูมิศาสตร์ ไม่แพ้คนในยุคปัจจุบันเลย
พวกเขาทั้งสาม ใช้เวลาในการเดินทางผ่านจุดต่าง ๆ นานกว่า เวลาที่ตั้งไว้อยู่เล็กน้อย เพราะจอมขมังเวทย์ปองเดช มีสภาพร่างกายไม่แข็งแรงเหมือนก่อน ด้วยฤทธิ์ของคุณไสยย้อนกลับ จึงทำให้การเดินทางนานกว่าคนปกติมากนัก แต่ด้วยที่มีลูกศิษย์ทั้งสองช่วยพยุง แม้จะดูลำบาก ทว่าก็ผ่านมาได้ด้วยดี
ใน่เวลาที่ดวงตะวันใกล้ลับขอบฟ้า พวกเขาก็เดินทางมาถึงปากทางเข้าถ้ำในจุดที่สามอย่างทุรักทุเร ด้วยความเหน็ดเหนื่อยทั้งร่างกายและจิตใจ ที่ต้องเร่งเดินทางเพื่อแข่งกับเวลา ทำให้พวกเขาแทบไม่ได้หยุดพักเลย บัดนี้ได้มาถึงที่หมายแล้ว ความอ่อนล้าก็กลับมาเล่นงานร่างกายที่กำลังหมดแรงเลยทันที กับสภาพของผู้ชายที่แข็งแรงกำยำ ต้องมาดูแลผู้ป่วยอีกคน ตลอดทั้งการเดินทาง อาการปวดจนแทบขยับตัวไม่ไหว เริ่มกัดกร่อนร่างกายทีละนิด แขนสองข้างยกไม่ขึ้น สองเท้าก็ก้าวไม่ออก ตามที่สมองสั่งการอีกต่อไป
“พวกเอ็งวางข้าลงที เดี๋ยวผ่านประตูบานนี้ เราจะได้พักอย่างสบายใจแล้ว” จอมขมังเวทย์ปองเดชที่อยู่บนหลังของลูกศิษย์ พูดให้กำลังใจลูกศิษย์ ที่แบกเขามาเกือบตลอดทาง ขอแค่ผ่านประตูบานนี้ได้ ทุกอย่างก็ถือว่าสิ้นสุด พร้อมกับรอยยิ้มด้วยความดีอกดีใจ ที่ภารกิจสำคัญของสำนัก จะเสร็จสิ้นลงสักที
เมื่อได้ยินเสียงที่ให้กำลังใจของอาจารย์ จึงทำให้พวกเขาต่างก็พยายามลากสังขาร อดทนกัดฟัน เพื่อนำพาร่างกาย ที่แทบจะไม่มีแรงเหลือ ผ่านเข้าไปในประตูถ้ำที่เปิดอ้าไว้ให้ได้ ก่อนที่สติสัมปชัญญะพวกเขาจะหมดไป
เสียงลากของร่างที่ใหญ่โตเกือบ 2 เมตรดังอยู่บนพื้นเป็ระยะ ทั้งคู่กำลังตะเกียกตะกายค่อย ๆ คืบคลานเข้าหาประตูอย่างช้า ๆ โดยที่จอมขมังเวทย์ปองเดช เดินผ่านเข้าไปด้านในรออยู่ก่อนแล้ว เพราะตลอดทางเขาแทบไม่ได้ใช้แรงเลย เป็ลูกศิษย์ทั้งสองสลับกันแบกร่างกายที่เหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของเขามาจนถึงที่นี่
พอทั้งสองคลานผ่านหน้าประตูทางเข้าถ้ำไปได้สักพัก ทันใดนั้นก็มีสายลมอ่อน ๆ กระแทกเข้าที่ใบหน้าอันแห้งกรังของทั้งคู่ กับความรู้สึกเย็นสบายเหมือนได้อยู่ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรไม่มีผิด จึงทำให้ทั้งคู่อยากนอนพักให้สมใจ พร้อมกับหงายหน้านอน สลบเหมือดเหมือนกับคนไร้สติ ไปบนพื้นบริเวณด้านหน้าถ้ำทันที
จอมขมังเวทย์ปองเดช แสยะยิ้มอย่างสมใจ เมื่อเห็นลูกศิษย์ทั้งสองของเขา นอนหลับอย่างมีความสุข เพราะหลังจากนี้ต่อไป จะมีแค่คนเดียวเท่านั้น ที่จะได้สืบทอดวิชาสำนักถ้ำทองต่อจากเขา การที่มีความสุขก่อนตาย ก็เป็อะไรที่น่ายินดีด้วยเช่นกัน
หลังจากนั้นเขาก็รีบเดินตรงเข้าไปยังใจกลางพื้นที่ด้านในของถ้ำ ซึ่งเป็ที่ตั้งของอารามสีขาวทอง และที่อยู่ของอาจารย์ เพราะตอนนี้ร่างกาย เริ่มที่จะต้านพลัง จากวิชาคุณไสยย้อนกลับ แทบไม่ไหวอยู่แล้ว
ณ อารามสีขาวทอง ที่สภาพตอนนี้ ดูไม่ค่อยเหมาะกับชื่อเท่าไร ด้วยความเก่าแก่ เหมือนศาลาที่ผุพัง ทำให้ใครที่ได้เห็นต้องไม่เชื่อแน่ว่า อารามทรงโบราณหลังนี้ เคยถูกเรียกว่า อาราม์บัลลังก์นรก ซึ่งเปรียบได้กับที่สิงสถิตของาานรกพญายมราชนั้นเอง
จากบันทึกข้อมูลของสำนักถ้ำทอง ตามตำนานได้กล่าวไว้ว่า พญายมราชเปรียบเสมือนตำแหน่งสำคัญ ของเทพชนชั้นปกครอง มีหน้าที่สำคัญในการปกครองนรก และคอยพิพากษา มอบบทลงโทษให้กับดวงิญญา ที่กระทำผิดมาจากโลกต่าง ๆ ซึ่งตำแหน่งนี้จะถูกคัดเลือกจากเผ่าเทพอสูรที่เป็ั์เท่านั้น เพราะมีอิทธิฤทธิ์โดยตรงกับโลกิญญา พร้อมความสามารถที่จะดูแลดวงิญญาได้ดีกว่าเผ่าอื่น
แต่น้อยคนที่จะทราบว่า ตำแหน่งพญายมราชทรงอิทธิฤทธิ์ในนรกมากที่สุด เกิดขึ้นจากการสู้รบระหว่างจอมเทพรักษาดินแดน์ทั้ง 4 ทิศ โดยคัดเลือกผู้ที่เก่งกาจ ทั้งพลังอิทธิฤทธิ์และบารมี ถึงจะรับตำแหน่งของพญายมราชนี้ได้ ซึ่งพลังอิทธิฤทธิ์ของเหล่าทวยเทพ เกิดจากพลังแห่งความศรัทธา ที่เหล่ามวลมนุษย์ ได้กราบไหว้เคารพบูชา ทั้งผ่านเทวรูป หรือร่างทรงองค์เทพ เหมือนดั่งที่สำนักถ้ำทองกราบไหว้บูชาเป็เทพประจำสำนักมาโดยตลอด
จอมขมังเวทย์ปองเดช เดินมาถึงหน้าอารามสีขาวทอง ที่มีลักษณะสูงโปร่ง มองเห็นด้านในได้ โดยไม่ต้องเดินเข้าไป ซึ่งสถานที่นี้เป็เทวสถานสำคัญของสำนัก จึงไม่มีลูกศิษย์คนใด สามารถเข้ามาในอารามแห่งนี้ได้
บริเวณใจกลางของอาราม มีชายชราตาบอดนั่งรออยู่บนบัลลังก์นรกอย่างใจเย็น บรรยากาศโดยรอบเริ่มค่อย ๆ เปลี่ยนไป กลายเป็ความอึมครึม เงียบสงัด เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็น มากั้นไว้ระหว่างคนสองคน ที่กำลังจะพูดคุยสนทนากัน
“ปองเดช! เอ็งไม่ทำให้ข้าผิดหวังเลยจริง ๆ หึ หึ” เสียงพูดพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ดังเข้ามาข้างในโสตประสาทของจอมขมังเวทย์ปองเดชทันที เมื่อเขาได้ทำความเคารพอาจารย์ ตามพิธีกรรมของสำนักเสร็จสิ้น
“อะ อะ อาจารย์ ศิษย์ปองเดช ได้ทำตามสัญญาที่เคยลั่นวาจาไว้ ั้แ่ตอนเข้ามาในสำนักแล้วว่า ถ้าข้าสำเร็จเป็จอมขมังเวทย์เมื่อไร ข้าจะช่วยพาท่านออกไปจากถ้ำแห่งนี้เลยทันที” จอมขมังเวทย์ปองเดช พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หวาดกลัว เพราะชายชราตาบอดคนนี้ ไม่ใช่คนที่มีจิตใจดีอีกต่อไป ั้แ่ที่ท่านได้รับาเ็ กลับมาอย่างหนัก ในโลกิญญาครั้งนั้น ก็ทำให้อาจารย์ ที่เคยรักเขาเหมือนลูก เปลี่ยนไปเป็คนละคนกับในตอนนี้