ภายในป่าไพรอสูร หลี่ผิงได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น เขารีบมุ่งหน้าตรงไปยังจุดเกิดเหตุ และเมื่อไปถึง เขาก็เห็นโจรผู้หนึ่งถูกฆ่าตาย สภาพร่างเหวอะหวะด้วยแรงระเบิด
เมื่อหลี่ผิงมาถึง จ้าวเฉิน รีบอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้น “ท่านอาจารย์หลี่ ข้าต้องขอโทษที่ขัดคำสั่งของท่าน แต่หากปล่อยโจรผู้นี้หลบหนีไปได้ พวกเราจะอาจต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้าย ข้าจึงตัดสินใจพาทุกคนอ้อมมาจัดการกับโจรผู้นี้ หากท่านต้องการที่จะลงโทษ ข้าขอรับบทลงโทษเอาไว้แต่เพียงผู้เดียว”
หลี่ผิงมองตรงไปที่ศพของโจรคนดังกล่าว ซึ่งเต็มไปด้วยบาดแผลจากแรงระเบิดหลายแห่ง พร้อมกับเอ่ยถาม
“นี่เป็นฝีมือของพวกเจ้ารึ?”
เมื่อได้ยินคำถามของหลี่ผิง เด็กทุกคนต่างก็หันมาสบตากัน ก่อนจะพยักศีรษะของตน
แม้หลี่ผิงจะไม่อยากเชื่อซักเท่าไหร่นัก แต่เด็กพวกนี้ก็สามารถจัดการกับผู้ที่อยู่ขอบเขตหลอมดวงจิตได้ ดูท่าเรื่องที่เกิดขึ้นในงานล่าจิตอสูรตอนนั้น จะต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
“บทลงโทษของพวกเจ้า เดี๋ยวกลับไปที่เมืองตะวันดับเมื่อไหร่ค่อยว่ากันอีกที” เพื่อความปลอดภัยของเด็กทุกคน หลี่ผิงจึงพาทุกคนกลับไปที่รถมา รีบพาทุกคนเดินทางออกไปจากป่าไพรอสูร
ในระหว่างที่เดินทางออกไปจากป่าไพรอสูร เด็กสาวที่ถูกหลี่ผิงช่วยเหลือเอาไว้กำลังนอนหลับอยู่ในอ้อมแขนของข้ารับใช้สาวด้วยความอ่อนเพลีย
“ท่านชื่ออะไร? แล้วกำลังจะเดินทางไปที่ไหน?” หลันหลันได้สอบถามเรื่องราวกับข้ารับใช้คนดังกล่าว
ข้ารับใช้ได้แนะนำตัวเองและประวัติของเด็กสาว “ข้าชื่อ ‘หนิงซิน’ เป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูอัน ส่วนคุณหนูมีชื่อเต็มว่า ‘มู่อัน’ เธอเป็นบุตรสาวของท่านเจ้าเมืองหยกม่วง”
“เมืองหยกม่วง!” หลันหลันเคยได้ยินชื่อเมืองแห่งนี้มาก่อน “ใช่เมืองที่มีสถาบันหยกม่วงตั้งอยู่หรือไม่?”
ข้ารับใช้พยักหน้า พร้อมกับอธิบายเพิ่ม “ใช่แล้ว พวกเราทั้งสองได้ร่วมเดินทางมากับตัวแทนของสถาบันหยกม่วง พวกเรากำลังเดินทางไปที่เมืองฟ้าคราม แต่ในระหว่างการเดินทาง พวกเราถูกสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตฝูงหนึ่งบุกเข้ามาจู่โจม คณะเดินทางของพวกเราจึงถูกแยกออกเป็นสองกลุ่ม”
“กลุ่มหนึ่งคือกลุ่มของสถาบันหยกม่วงที่อยู่รับมือกับสัตว์อสูรฝูงนั้น ส่วนอีกกลุ่มก็คือกลุ่มของพวกเราที่ล่วงหน้ามาก่อน”
“แล้วกลุ่มของสถาบันหยกม่วงจะรับมือกับฝูงสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตไหวหรือ?” หลันหลันถามขึ้นอย่างเป็นห่วง เพราะการรับมือกับสัตว์อสูรในขอบเขตหลอมดวงจิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่กลุ่มของพวกเขาที่มีท่านอาจารย์หลี่ผิงอยู่ก็ไม่น่าจะรับมือกับสัตว์อสูรพวกนั้นไหว
ข้ารับใช้กล่าวด้วยร้อยยิ้มภาคภูมิใจ “ในกลุ่มนั้นมีท่านเติ้งหุยอยู่ หากไม่ต้องปกป้องผู้คนเป็นจำนวนมาก ท่านสามารถรับมือกับพวกมันได้อย่างแน่นอน”
เมื่อทุกคนได้ยินว่าท่านเติ้งหุยเดินทางมาด้วย ความกังวลของทุกคนจึงหมดไป ยกเว้นก็แต่จ้าวเฉินที่ไม่รู้จักอีกฝ่าย
จ้าวเฉินที่ไม่รู้เรื่องราวของโลกภายนอกในเวลานี้ซักเท่าไหร่นัก จึงได้หันไปสอบถามปิงหยุน “เติ้งหุยผู้นี้เป็นใครกันหรือ?”
เห็นโม่เฟิงนั้นไม่รู้จักอีกฝ่าย ปิงหยุนจึงเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้ฟัง “ท่านเติ้งหุยนั้นเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันหยกม่วง ซึ่งผู้ที่จะครอบครองตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของแต่ละสถาบันได้นั้น จะต้องมีระดับพลังไม่ต่ำกว่าขอบเขตผสานวิญญาณ การรับมือกับสัตว์อสูรที่อยู่ในขอบเขตหลอมดวงจิตจึงไม่ใช่เรื่องยาก”
เมื่อกล่าวถึงอาจารย์ใหญ่ของสถาบัน จ้าวเฉินจึงนึกถึงบุคคลผู้หนึ่ง และเขาก็พอจะคาดเดาได้ว่า หลี่ผิงที่ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันใบไม้เขียวนั้น อาจจะเป็นเพียงแค่ในนาม
มีความเป็นไปได้สูง ว่าผู้ที่เป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันใบไม้เขียวตัวจริงนั้น อาจจะเป็นชายชราที่เขาเคยเจอในหอตำราเมื่อตอนนั้น แต่ตามที่โม่กุ่ยบอก ระดับพลังของอีกฝ่ายก็ไม่ได้อยู่ในขอบเขตผสานวิญญาณ แต่กลับอยู่ในเขบเขตหลอมดวงจิต…?
อีกภายหนึ่ง ในกระท่อมขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในป่าไพรอสูร โจรป่าหลายคนกำลังนั่งดื่มสุรากันอย่างเมามาย โดยผู้ที่นั่งอยู่ตรงกลางนั้น คือชายร่างกายสูงใหญ่ ทั่วร่างเต็มไปด้วยมัดกล้าม ซึ่งเขาก็คือหัวหน้าของเหล่าโจรป่าพวกนี้ มีนามว่า ‘หว่านเหอ’
ขณะที่พวกเขากำลังนั่งดื่มสุรากันอยู่ โจรป่าผู้หนึ่งก็พรวดเข้ามา “ท่านหัวหน้าใหญ่! หัวหน้ารอง หัวหน้ารองเขา....”
หว่านเหอยกไหเหล้าขึ้นดื่มพลางเอ่ยถามด้วยเสียงที่แข็งกร้าว “น้องข้าทำไม มีอะไรก็รีบ ๆ ว่ามา”
โจรป่าที่เข้ามารายงานไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตากับหว่านเหอ “ท่านหัวหน้ารอง ตายแล้ว!”
เหล่าโจรป่าที่กำลังครื้นเครง เมื่อได้ยินว่าหัวหน้ารองตายแล้ว เสียงหัวเราะของพวกเขาพลันหยุดชะงักลง บรรยากาศภายในกระท่อมกลายเป็นเงียบสงัด
หว่านเหอที่กำลังเงยหน้ากระดกเหล้าอยู่ถึงกับต้องหยุดมือเช่นกัน “เมื่อกี้ เจ้าพูดว่าอะไรนะ?”
โจรป่าที่เข้ามารายงานได้ย้ำคำพูดของตนอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่สั่นไหว “หัวหน้ารองเขาตายแล้ว!”
เมื่อได้ยินว่าน้องชายของตนตายแล้ว หว่านเห่อได้เหวี่ยงไหเหล้าที่ถืออยู่ในมือด้วยความโกรธ
เพล้ง!
หว่านเหอดีดตัวขึ้นจากเก้าอี้นั่ง เขาเดินเข้ามาหาผู้ที่เข้ามารายงาน ตะโกนด้วยเสียงที่ดังก้อง “นำทาง”
หว่านเหอได้นำกำลังทั้งหมดไปยังจุดที่น้องชายของตนสิ้นใจ เมื่อไปถึง เขาได้เห็นศพของน้องชายนอนกองอยู่กับพื้น บริเวณหน้าอกมีรอยกระบี่ถูกลากเป็นทางยาว
“ใคร! ใคร! ใครมันบังอาจ กล้ามาสังหารน้องชายสุดที่รักของข้า” หว่านเหอตะโกนลั่นด้วยความโกรธแค้น
ขณะที่หว่านเหอกำลังเต็มไปด้วยความเดือดดาล เขาก็ได้ยินเสียงพุ่มไม้บริเวณด้านหลังขยับ เหล่าลูกน้องทุกคนของหว่านเหอจึงหยิบอาวุธขึ้นมาเตรียมตัวเข้าต่อสู้
พุ่มไม้สั่นไหว ร่างของคนผู้หนึ่งได้กระเสือกกระสนออกมา บริเวณแผ่นหลังของเขามีกระบี่ปักอยู่ อาบชโลมไปด้วยคราบเลือด
“ฉือไห่!”
หว่านเหอเดินเข้าไปหาฉือไห่ “ใครมันทำกับเจ้าและน้องชายของข้าเช่นนี้?”
แม้จะบาดเจ็บสาหัส แต่ฉือไห่ยังเล่าทุกอย่างออกมาด้วยน้ำเสียงที่ขาดหาย
“ท่าน หัวหน้า ตอนที่..พวกข้ากำลังออกปล้น ได้มีชายคนหนึ่งโผล่เข้ามาขัดขวางการปล้นของพวกข้าไว้ มันได้ลงมือสังหารพวกข้าไปที่ละคน สองคน รวมถึงน้องชายของท่านด้วย”
“ข้าไม่รู้ว่ามันเป็นใคร แต่ก่อนที่ข้าจะโดนมันโจมตีเข้าใส่จนปางตาย ข้าเหลือบไปเห็นว่ามันพาเด็กมาด้วย ข้า..ข้าจึงเดาว่า มันจะต้องเป็นคนจากหนึ่งในหกสถาบันสถาบัน ซึ่งกำลังจะเดินทางไปร่วมงานประลองที่เมืองฟ้าคราม”
“’เมืองฟ้าคราม!” หว่านเหอรับหันไปออกคำสั่งแก่ลูกน้องของตน “เจ้าพาฉือไห่กลับไปรักษา ส่วนเจ้านำกำลังทั้งหมดตามข้ามา”
หว่านเหอควบม้าอย่างรวดเร็ว ออกไล่ล่าผู้ที่สังหารน้องชายของตน ด้วยแววตาทีเคียดแค้น
ส่วนอีกด้าน หลังจากที่หลี่ผิงได้เข้าปะทะกับกลุ่มโจรป่าไปก่อนหน้านี้ เขาได้นำทุกคนออกเดินทาง มุ่งหน้าไปที่เมืองฟ้าคราม ซึ่งการเดินทางในช่วงค่ำคืนนั้น พวกเขาต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างสูง
มีอยู่หลายครั้งที่สัตว์อสูรดุร้ายในขอบเขตหลอมกายาบุกเข้ามาโจมตี แต่หลี่ผิงก็สามารถจัดการกับพวกมันได้ ทำให้ตอนนี้ พวกเขาเหลือระยะห่างจากเมืองฟ้าครามอีกไม่ไกลแล้ว
เสี่ยวฟ่านชะโงกหน้า ยืดตัวออกไปนอกรถม้า “นั่นไง! ข้าเห็นแสงสว่างมาจากตรงนั้น ดูท่าพวกเราใกล้จะถึงเมืองฟ้าครามกันแล้ว”
เมื่อเห็นแสงสว่างอยู่ข้างหน้า หลี่ผิงเริ่มรู้สึกเบาใจ เขาหันไปทางจ้าวเฉินที่กำลังนั่งหลับตาอยู่
โชคดีที่จ้าวเฉินและผองเพื่อนสามารถจัดการกับโจรป่าผู้นั้นได้ ไม่อย่างนั้น ตอนนี้พวกเขาอาจจะต้องเผชิญหน้ากับกำลังเสริมของพวกมันไปแล้ว
แต่เมื่อลองทบทวนดู หลี่ผิงกลับยิ่งงุนงงและสับสน แล้วจ้าวเฉินรู้ได้ยังไงกัน ว่ามีโจรป่ากำลังวิ่งหลบหนี ขนาดตัวเขาเอง กว่าจะรู้สึกตัว โจรป่าผู้นั้นก็ทิ้งระยะห่างไปพอสมควรแล้ว..?
ขณะที่หลี่ผิงกำลังจ้องมองจ้าวเฉินอยู่นั้น จ้าวเฉินก็ได้เบิกดวงตาทั้งสองข้างขึ้น เขาจะมองไปทางด้านหลัง และหันควับกลับมา “รีบไปเร็ว โจรป่าพวกนั้นกำลังไล่ตามมาแล้ว!“
สิ่งที่จ้าวเฉินตะโกนออกมาทำเอาทุกคนต้องหันหน้ากลับมาถาม “ว่าไงนะ! โจรป่าพวกนั้นกำลังไล่ตามมา..?”
จ้าวเฉินพยักศีรษะของตน เพราะโม่กุ่ยได้ทำการยืนยันเรียบร้อยแล้ว ไม่มีทางที่จะผิดพลาดไปได้
สีหน้าของทุกคนเริ่มวิตกกังวล ยกเว้นก็แต่ฮัวเจี่ยและต้าถงที่ยังคงเคลือบแคลงและสงสัยในคำพูดของจ้าวเฉิน
“นี่เจ้ากำลังละเมออยู่รึยังไง? โจรป่าพวกนั้นถูกท่านอาจารย์หลีฆ่าตายไปหมดแล้ว ไม่มีทางที่พวกมันจะฟื้นขึ้นมาไล่ล่าพวกเราได้อีก” ฮัวเจี่ยนั้นคิดว่าจ้าวเฉินกำลังหวาดวิตกจนคิดมากไปเอง เขาไม่เชื่อว่ามีโจรป่ากำลังไล่ตามมา
จ้าวเฉินไม่มีเวลามาสนใจในคำพูดของฮัวเจี่ย “ท่านอาจารย์หลี่ หากไม่เร่งฝีเท้าตอนนี้ พวกเราจะหนีพวกมันไม่พ้น”
ถึงแม้ตอนนี้หลีผิงจะไม่อาจสัมผัสถึงกลุ่มโจรป่าพวกนั้นได้ แต่เมื่อดูจากสีหน้าที่จริงจังของจ้าวเฉินแล้ว มันทำให้หลี่ผิงนึกถึงเหตุการณ์ที่น่าเหลือเชื่อ ซึ่งเกิดอยู่รอบ ๆ ตัวเด็กหนุ่มผู้นี้
ลองเชื่อดูหน่อยก็ไม่มีอะไรที่เสียหาย หลี่ผิงจึงสั่งให้คนขับรถม้าเร่งความเร็วในการเดินทางขึ้นอีก
เห็นคนขับรถม้าเร่งความเร็วในการเดินทางขึ้น ฮัวเจี่ยจึงรู้สึกไม่ค่อยพอใจซักเท่าไหร่ “ชิ!”
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ฝากทุกคนช่วยกดติดตามนิยายเรื่องนี้ รวมถึงกดไลค์กดติดตามเพจ Facebook : Nightfall.Novel ด้วยนะครับ