คมมีดของชายถือมีดคู่กำลังจะถึงตัวอวี้เซียวอยู่แล้ว
ในชั่วเสี้ยวนั้นเอง แก่นพลังในร่างลั่วจวินก็เปลี่ยนไป
เหยียนที่ใช้ประคองการต่อสู้มาตลอดถูกกดกลับลงไปในภาชนะ ส่วนสิ่งที่ถูกซ่อนไว้ลึกกว่านั้นพลันแล่นขึ้นมาตามแนวแขนในพริบตา
เย็น
ลึก
และมืดจนลมหายใจของคนทั้งลานเหมือนถูกดึงให้ขาดไปครึ่ง่
ระดับพลังที่คนภายนอกรับรู้จากลั่วจวินซึ่งก่อนหน้านี้อยู่เพียงััขั้นต้น ดีดขึ้นในทันที เสวียนสีดำน้ำเงินไหลผ่านฝ่ามือเข้าหาด้ามกระบี่ ราวกับความมืดใต้ผืนดินถูกเรียกขึ้นมาในระยะประชิด
ชายถือมีดคู่หน้าเปลี่ยนสี
ไม่ใช่เพียงเพราะระดับพลังที่สูงขึ้น
แต่เพราะแก่นพลังที่แผ่ออกมานั้นมิใช่เหยียน
อวี้เซียวเองก็รับรู้ได้
เหยียนที่เขากำลังรวบรวมไว้บนสายธนูสั่นวูบไปชั่วขณะ เกือบทำให้ขึงคลื่นเสียรูป ระหว่างแรงกดที่ตนกำลังขึงไว้กับไอเย็นที่ปะทุขึ้นจากคนตรงหน้า ห้วงลมหายใจหนึ่งของเขาเหมือนยืดยาวกว่าปกติหลายเท่า
ลั่วจวินไม่เหลือเวลาให้ใครตั้งคำถาม
กระบี่เก่าถูกชักออกจากฝัก
คมเหล็กที่ดูเก่าและเงียบมาตลอดทางสะบัดผ่านแสงตะเกียงเพียงครั้งเดียว เสวียนสีดำน้ำเงินแล่นขึ้นตามสันกระบี่เป็ริ้วบาง ไม่ฟุ้งกระจาย ไม่ส่งเสียงดัง หากเย็นจนไอน้ำบนพื้นอิฐใกล้ปลายเท้าเขาหดต่ำลงเหมือนถูกกด
วิชาขั้นสี่ ชั้นฟ้า
เสี้ยวทิวา
คมแรกวาบออกไปสั้นมาก
สั้นจนหากผู้มองกะพริบตาช้าเพียงนิดเดียว อาจคิดว่ามันเป็เพียงเงาสะท้อนของตะเกียง
ทว่าเงาสั้นนั้นกลับตัดเข้ากลางจังหวะของมีดที่พุ่งหาอวี้เซียวพอดี คมมีดซ้ายที่ควรเปิดอกอวี้เซียวถูกเฉออกจากแนวเดิมเพียงครึ่งนิ้ว
ครึ่งนิ้วนั้นพอแล้ว
อวี้เซียวไม่ถูกตัดขาดกลางอก
ชายถือมีดคู่กัดฟัน ฝืนหักข้อมือกลับแทบจะพร้อมกัน ทว่าเสี้ยวทิวาที่สองก็ตามมาแล้ว คราวนี้คมสีดำน้ำเงินตัดมุมมีดขวาให้สูงขึ้น เสี้ยวที่สามเชิดเฉียดลำคอของอีกฝ่ายจนมันต้องเอนตัวถอย เสี้ยวที่สี่กดต่ำเข้าใส่ชายโครงในมุมที่ไม่เปิดให้ยืนรับตรง ๆ
สี่คมต่อเนื่องกันในลมหายใจเดียว
ลานอิฐที่คับแคบยิ่งคับแคบกว่าเดิมทันที
ก่อนหน้านี้มีดคู่ของชายผู้นั้นเป็ฝ่ายบดพื้นที่ บีบให้ลั่วจวินและอวี้เซียวต้องถอยทีละครึ่งก้าว แต่ทันทีที่เสี้ยวทิวาเปิดออก แนวรุกของมันกลับถูกเฉือนเป็่ ๆ เหมือนผืนผ้าถูกคมมีดกรีดแยก
ชายถือมีดคู่ถอยฉากออกไปในที่สุด
ไม่ได้ถอยเพื่อตั้งหลักอย่างใจเย็น
แต่ถอยเพราะสัญชาตญาณเตือนว่าหากฝืนอยู่ตรงนั้นต่อ สิ่งที่จะขาดคงไม่ใช่เพียงแขนเสื้อ
ลั่วจวินสอดตัวเข้ามาขวางหน้าอวี้เซียวได้แล้ว
ปลายกระบี่เฉียงต่ำอยู่ข้างกาย เสวียนสีดำน้ำเงินยังเกาะตามแนวคมเป็ชั้นบาง ๆ หยดน้ำฝนที่ค้างอยู่บนปลายกระเบื้องเหนือชายคาร่วงลงมา กระทบพื้นอิฐใกล้เท้าเขาแล้วแตกเป็วงเย็นจาง
อวี้เซียวหายใจหนักขึ้นหนึ่ง่
ขึงคลื่นที่รวบอยู่บนสายธนูถูกเขากดกลับให้นิ่งได้ทัน แต่สายตาของเขาไม่อาจหลุดจากลั่วจวินไปได้ง่ายนัก
เสวียน
คนตรงหน้าใช้เสวียนจริง
และใช้มันคล่องเกินกว่าจะเป็เพียงการปะทุเพราะสิ้นหนทาง
ชายถือมีดคู่เองก็คิดเช่นนั้น
แววตาของมันเปลี่ยนไปแล้ว จากความหยามหยันเมื่อครู่กลายเป็ความระแวงที่คมขึ้นหลายส่วน มันไม่ได้มองลั่วจวินเป็ผู้ฝึกระดับััขั้นต้นอีกต่อไป
แต่ลั่วจวินไม่ปล่อยให้ความระแวงนั้นกลายเป็ช่องให้มันปรับจังหวะ
เขาเหลือบไปด้านหลังเพียงน้อย
แสงทองอ่อนที่ปลายลูกธนูของอวี้เซียวกดแน่นขึ้นเป็ชั้น ๆ ระลอกที่มองแทบไม่เห็นขึงอยู่ตามแนวสายธนู จนหยดน้ำในร่องอิฐสั่นเป็วงเล็ก ๆ
ขึงคลื่นพร้อมแล้ว
ลั่วจวินกดเสวียนลงสู่ปลายเท้า
วิชาขั้นสี่ ชั้นฟ้า
เหยียบเมฆ
ไอสีดำน้ำเงินบางมากวาบใต้ฝ่าเท้าเขาเพียงชั่วเสี้ยว ร่างของลั่วจวินพลันเบาลงราวถูกเงายกขึ้นจากพื้น
ในเวลาเดียวกัน อวี้เซียวปล่อยสายธนู
เสียงสายธนูสะบัดไม่ได้ดังนัก
แต่ทั้งลานกลับเหมือนได้ยินคลื่นหนักสายหนึ่งถูกปล่อยออกจากจุดเดียว
ลูกธนูสีทองอ่อนพุ่งตรงผ่านช่องว่างที่ลั่วจวินเว้นไว้พอดี ไม่แผ่กว้าง ไม่โค้งเบี่ยง หากกดอากาศตลอดแนวให้ยุบตัวลงเป็ทางแคบ เงาตะเกียงตามกำแพงสั่นไหวเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นกวาดผ่าน
ชายถือมีดคู่ฝืนยกอาวุธทั้งสองขึ้นรับ
คมมีดซ้ายและขวาตัดเข้าหาหัวธนูได้จริง
ทันทีที่ปะทะ ขึงคลื่นก็ะเิแรงกดออกเป็ชั้น ๆ ในระยะประชิด พื้นอิฐใต้เท้าของมันสั่นครืดจนรอยแตกเดิมเปิดกว้าง น้ำในแอ่งเล็กข้างรั้วกระเซ็นขึ้นแล้วถูกแรงกดซัดถอยออกเป็วง
ชายผู้นั้นรับไว้ได้
แต่รับแล้วไม่เหลือความมั่นคงดังเดิม
แขนข้างหนึ่งกระตุกอย่างเห็นได้ชัด เืสดพุ่งออกจากบ่ากับสีข้างพร้อมกัน ราวกับแรงกดที่มองไม่เห็นฉีกเปิดร่างจากด้านใน
และในจังหวะที่ขึงคลื่นกดให้มันเสียฐานนั้นเอง เท้าของลั่วจวินก็แตะพื้นแล้ว
เขาไม่หยุดแม้เพียงเสี้ยว
แรงจากลูกธนูยังไม่ทันแ่ ลั่วจวินก็สอดตัวตามหลังแนวยิงเข้าไปทันที ราวกับใช้ช่องอากาศที่ขึงคลื่นเจาะเปิดไว้เป็ทางผ่าน
เหยียบเมฆถูกกดซ้ำอีกครั้ง
ไอดำน้ำเงินวาบใต้ฝ่าเท้า ร่างของเขาหายไปจากตำแหน่งเดิมก่อนปรากฏตรงหน้าคนร้ายที่ยังเสียจังหวะพอดี
แรงของขึงคลื่นเมื่อครู่กดพื้นอิฐใต้เท้าชายผู้นั้นจนรอยแตกเปิดเป็ร่องตื้น น้ำฝนที่ขังอยู่ในร่องถูกซัดกลับมาเคลือบพื้นเป็แถบลื่น ๆ ฝ่าเท้าข้างที่มันใช้ถอยจึงสะดุดขอบอิฐแตกไปครึ่งจังหวะ
ชายถือมีดคู่เพิ่งปัดหัวธนูออกจากแนว
มีดทั้งสองยังไม่หลุดมือ
แต่แรงสั่นจากขึงคลื่นทำให้แขนมันหนัก เืที่ไหลจากบ่ากับสีข้างทำให้จังหวะขาดเป็่ ร่องอิฐใต้เท้าก็ไม่ปล่อยให้มันถอยตามใจ และที่สำคัญที่สุด มันไม่คิดว่าลั่วจวินจะเข้าประชิดได้เร็วถึงเพียงนี้
คมกระบี่สีดำน้ำเงินวาบขึ้น
เสี้ยวทิวา
คราวนี้ไม่มีช่องให้ถอย
ด้านหลังคือกำแพงอิฐเปียกน้ำ
ใต้เท้าคือร่องแตกที่เพิ่งถูกแรงธนูกดเปิด
ไม่มีระยะให้คลายแรง
และไม่มีเวลามากพอให้มีดคู่กลับสู่จังหวะเดิม
เสี้ยวแรกตัดคมแขนซ้ายให้เฉออก คมมีดที่เสียแนวครูดผ่านผิวกำแพงจนสะเก็ดอิฐกระเด็น
เสี้ยวที่สองกรีดผ่านแนวอกเฉียงขึ้นในจังหวะที่ส้นเท้าของมันยังติดร่องแตกอยู่ ผ้าดำเปิดและเืสาด
เสี้ยวที่สามสั้นที่สุด เร็วที่สุด และใกล้ที่สุด มันกดเข้าใต้คางในมุมที่อีกฝ่ายยกไหล่รับไม่ทัน
ร่างของชายถือมีดคู่ชะงักค้างอยู่เช่นนั้น
มีดคู่ในมือกระตุกเพียงครั้ง
ก่อนหลุดจากนิ้ว ร่วงกระทบพื้นอิฐดังสั้น ๆ
ลั่วจวินไม่ปล่อยช่องให้มันฝืนกลับมาอีก เขาสืบเท้าครึ่งก้าว เหยียบผ่านแอ่งน้ำที่ถูกซัดกระจายขึ้นมาโดยไม่เสียจังหวะ แล้วกดคมกระบี่ตามเข้าไปปิดระยะสุดท้ายอย่างไร้ความลังเล
เือุ่นสาดเป็เส้นสั้นในอากาศ
ร่างนั้นทรุดลงคุกเข่าก่อนฟุบคว่ำลงข้างรอยแตกบนพื้นอิฐ
ลานเล็กกลางตรอกเงียบลงทันที
ไม่มีผู้ใดพูด
มีเพียงเสียงน้ำฝนหยดจากชายคา เสียงเืไหลตามร่องอิฐ และเสียงลมหายใจหนักของอวี้เซียวที่ยังค้างอยู่หลังขึงคลื่น
สือชิงเห็นทุกอย่างชัดเต็มตา
ทั้งคมวาบสีดำน้ำเงินของเสี้ยวทิวา
ทั้งไอเย็นใต้ฝ่าเท้าของเหยียบเมฆ
ทั้งจังหวะที่ลั่วจวินเปลี่ยนจากเหยียนเป็เสวียนในชั่วเสี้ยวเดียว
รอยยิ้มอ่อนบนใบหน้าของเขาเลือนลงเป็ครั้งแรก
บางสิ่งที่เคยเป็เพียงเงารางในความคิด พลันมีรูปมีนามขึ้นมาตรงหน้าอย่างกะทันหัน
“...เสิ่นชางหยวน”
เสียงพึมพำนั้นเบายิ่งกว่าเสียงลม
เบาเสียจนเหมือนเ้าตัวไม่ทันยั้งชื่อนั้นไว้ได้ทัน
ลั่วจวินไม่ได้ยิน
อวี้เซียวเองก็ไม่ได้ยิน
ทั้งสองยังยืนอยู่ในแรงค้างของการต่อสู้
อวี้เซียวค่อย ๆ ลดคันศรลง แขนทั้งสองยังหนักจากขึงคลื่น เหยียนในร่างเหมือนถูกบีบผ่านเส้นแก่นพลังจนเหลือความตึงค้างอยู่ตามไหล่และข้อมือ
ลั่วจวินเองก็ยังไม่ลดกระบี่
ปลายคมสีดำน้ำเงินยังเฉียงต่ำอยู่ข้างกาย เสวียนที่เกาะตามแนวคมค่อย ๆ บางลงทีละน้อย ทว่าเขาไม่อาจผ่อนแรงในมือได้ง่ายนัก
เพราะในวินาทีที่ลมหายใจของเขากำลังจะคลายลงเพียงเล็กน้อย เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมมืดเหนือกำแพงอิฐด้านหลัง
“ฝีมือแย่กว่าที่คิด”
เสียงนั้นไม่ดังนัก
แต่เย็นพอจะทำให้ลานทั้งลานแข็งค้าง
อวี้เซียวเงยหน้าขึ้นทันที
ลั่วจวินหมุนคมกระบี่กลับครึ่งหนึ่งโดยไม่ต้องคิด
เงาหนึ่งยืนอยู่บนสันกำแพงั้แ่เมื่อใดไม่มีผู้ใดรู้
เว้นเสียแต่สือชิง
เขารู้มาั้แ่ต้นว่าร่างนั้นยืนดูอยู่
ผู้มาใหม่สวมชุดดำแนบลำตัวเกือบกลืนไปกับเงากำแพง มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่ทอดลงมาอย่างเ็าและไร้อารมณ์ ราวกับสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องล่างเป็เพียงเครื่องมือชำรุดชิ้นหนึ่ง
มันกวาดตามองศพบนพื้นเพียงครั้งเดียว
จากนั้นจึงะโลงมา
การลงแตะพื้นเบาเกินจริง
เบาจนแทบไม่มีเสียง
แต่แรงกดที่แผ่ออกมาในวินาทีที่ปลายเท้าแตะอิฐ กลับทำให้อวี้เซียวหน้าตึงขึ้นทันที
คราวนี้เขาััได้ชัด
แก่นแท้ขั้นปลาย
ไม่ใช่แค่เหนือกว่าชายถือมีดคู่เมื่อครู่
แต่เป็คนละชั้นโดยสิ้นเชิง
เสวียนที่แผ่ออกจากร่างผู้มาใหม่ไม่กระจายฟุ้ง ทว่ารวมตัวแน่น หนัก เย็น และนิ่ง ราวคมเหล็กที่ยังไม่ออกจากฝัก
อวี้เซียวกำโล่แน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ขึงคลื่นเพิ่งใช้ไปหนึ่งครั้ง
แขนทั้งสองยังหนัก
เหยียนในร่างยังไม่พร้อมจะรวบกลับมาได้ทันที
ต่อให้ฝืนลงมือ เขาก็รู้ว่าช่องว่างระหว่างระดับเข้าถึงขั้นกลางกับแก่นแท้ขั้นปลาย ไม่ใช่สิ่งที่ความกล้าเพียงอย่างเดียวจะข้ามได้
ส่วนลั่วจวิน แม้ยังยืนอยู่ข้างหน้า แต่สือชิงกลับเห็นชัดกว่าใครว่า เสวียนที่ปะทุขึ้นเมื่อครู่ก็ไม่อาจใช้ต่อเนื่องได้โดยไร้ราคาเช่นกัน
ผู้มาใหม่หยุดยืนอยู่กลางลาน
สายตาเ็ากวาดผ่านทุกคนเพียงครั้งเดียว ก่อนจะหยุดที่ลั่วจวิน
“ััขั้นต้น” มันเอ่ยเรียบ ๆ “แต่ฆ่าคนของข้าได้”
สายตาคู่นั้นเลื่อนไปหาอวี้เซียว
“เข้าถึงขั้นกลาง” คราวนี้มุมปากของมันขยับเพียงน้อย “ยังกล้ายืนอยู่”
อวี้เซียวไม่ตอบ
มันจึงเลื่อนสายตาต่อไปหยุดที่สือชิง
“ััขั้นต้นอีกคน”
น้ำเสียงนั้นเรียบจนแทบไร้อารมณ์
“คืนนี้มีแต่ตัวประหลาดหรืออย่างไร”
สือชิงเพียงยิ้มบาง
ไม่แก้คำ
ไม่อธิบาย
และไม่แสดงท่าทีว่าถูกดูแคลน
ผู้มาใหม่เหลือบกลับมาที่ลั่วจวินอีกครั้ง แววตาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“เมื่อครู่พลังในตัวเ้า...” เสียงของมันต่ำลง “จะว่าเหยียนก็ไม่ใช่ จะว่าเสวียนก็ไม่เชิง”
ประโยคนั้นทำให้อวี้เซียวหน้าตึงขึ้นกว่าเดิม
ลั่วจวินกำด้ามกระบี่แน่นขึ้น
เสวียนที่เพิ่งเปิดออกถูกกดกลับลงไปในภาชนะทีละส่วน แต่ยิ่งกด ก็ยิ่งรู้ชัดว่าเส้นแก่นพลังในอกสั่นไม่หยุด แรงย้อนจากการเปลี่ยนแก่นพลังเร็วเกินไปกำลังตามกัดเขาแล้ว
ผู้มาใหม่ไม่ได้ให้เวลาพวกเขาคิดตาม
มันตัดสินใจแล้ว
“เช่นนั้นก็เริ่มจากเ้าก่อน”
สิ้นคำ แรงกดทั้งลานก็เปลี่ยนไปในทันที
คราวนี้ไม่ใช่เพียงความหนักที่ทับลงมา หากเป็แรงคมเย็นที่เหมือนตรึงพื้นที่รอบตัวเอาไว้ทั้งผืน
ลั่วจวินรู้สึกได้ว่าลมหายใจของตนชะงักไปครึ่งจังหวะ
อากาศรอบกายหนาแน่นขึ้นหลายส่วนพร้อมกัน ราวกับกำแพงที่มองไม่เห็นถูกตั้งขึ้นรอบตัวเขา
อวี้เซียวเองก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที
เมื่อครู่เขายังคิดว่าตนอาจฝืนยกธนูได้อีกครั้ง
แต่วินาทีนี้เขากลับรู้ชัดว่า ต่อให้คิดจะขยับ ก็อาจไม่มีสิทธิ์ยกนิ้ว
ลั่วจวินก็เช่นกัน
ร่างของเขายังไม่ถึงกับถูกกดจนทรุด
แต่สัญชาตญาณกลับร้องเตือนเต็มที่ว่า หากขยับผิดแม้เพียงนิด สิ่งที่ตามมาอาจเร็วเกินกว่าที่เขาจะทันยกกระบี่
ผู้มาใหม่ก้าวเข้ามาช้า ๆ
ไม่รีบร้อน
นิ่ง
และกดดันยิ่งกว่าการพุ่งเข้าหาเสียอีก
ทุกก้าวที่มันเดิน แรงกดกลับยิ่งแน่นขึ้นทีละชั้น ราวกับกำลังบีบให้คนทั้งลานยอมรับด้วยตนเองว่า ช่องว่างระหว่างทั้งสองฝ่ายห่างกันเพียงใด
อวี้เซียวกัดฟันแน่นจนสันกรามขึ้นชัด
เขาอยากยกโล่
อยากฝืนพุ่งออกไปขวาง
แต่ร่างกลับหนักราวจมอยู่ใต้กระแสน้ำลึก
ลั่วจวินกระชับมือบนด้ามกระบี่แน่นขึ้น
เขารู้ว่าหากปล่อยให้อีกฝ่ายเข้ามาถึงระยะนี้จริง ไม่ว่าเสี้ยวทิวาหรือเหยียบเมฆก็อาจไม่ทันอีกแล้ว
และในชั่วจังหวะที่แรงกดนั้นกำลังจะทับลงมาถึงขีดสุด สือชิงก็ถอนหายใจแ่เบาอยู่ด้านหลัง
เบาเสียจนแทบไม่เหมือนเสียงของคนที่ยืนอยู่กลางแรงกดระดับนี้
จากนั้น เขาจึงขยับเป็ครั้งแรก