"พี่ซาน รบกวนท่านช่วยถือสิ่งนี้ให้ข้าที"
หลินอวี่ส่งตะกร้าสานใส่มือพี่สือซาน ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าบ้าน เขาหยิบโถดินเผาใบหนึ่งขึ้นมา กวนปูนขาวลงไป แล้วหยิบกากอ้อยกำหนึ่งโยนลงไปเขย่าให้เข้ากัน
อยากกินนักใช่หรือไม่ ข้าจะให้เ้ากินให้หนำใจ!
เมื่อเดินพ้นประตูบ้าน หลินอวี่ก็สาดน้ำปูนขาวใส่หน้าของเฉินฟางจวี๋ทันที
"ท่านอา กินเสียสิขอรับ"
เฉินฟางจวี๋ได้ยินสือชิงจู้บอกว่าบ้านของหลินอวี่จุดไฟทำอาหารตลอดเวลา และมีกลิ่นหอมหวานลอยอยู่ในอากาศ นางสงสัยว่ามีคนส่งของกินมาให้ จึงอยากจะมาค้นหาเพื่อฉกฉวยไป ในยามนี้ สิ่งที่สาดใส่หน้านางนอกจากน้ำปูนขาวก็คือกากอ้อย ซึ่งมีกลิ่นหวานจริง ๆ
ทว่าสิ่งนี้มันกินไม่ได้!
นางเพิ่งจะอ้าปากด่าทอหลินอวี่ แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นว่าเ้าหนูสือซานก็อยู่ด้วย จึงทำได้เพียงกลืนความโกรธแค้นลงคอไป หลินอวี่รู้ดีถึงความโลภของเฉินฟางจวี๋ เพื่อให้การเคี่ยวน้ำตาลหลังจากนี้เป็ไปอย่างราบรื่น เขาจึงฉวยโอกาสเบี่ยงเบนความสนใจ
"ท่านอา... ท่านไม่ชอบกินอ้อยแช่น้ำปูนขาวของข้า หรือว่าชอบกินอ้อยที่พ่นออกมาจากปากของสือชิงจู้กันเล่า?"
"อะไรนะ!" เฉินฟางจวี๋ได้ยินเพื่อนบ้านเล่าเื่ที่หลานชายโง่ของนางใช้อ้อยป่าทิ่มสือชิงจู้ ตอนนั้นนางเพียงแต่ฟังเพื่อความสนุก แต่ตอนนี้พอรู้ว่าอ้อยที่นางกินเข้าไปคือสิ่งที่สือชิงจู้พ่นออกมา ก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาทันที
เมื่อคิดว่าสือชิงจู้ตั้งใจให้นางมาหาเื่เ้าคนโง่ แต่ผลกลับกลายเป็ว่านางถูกสาดน้ำปูนขาวใส่เต็มหน้า นางจึงรีบสะบัดก้นเดินหนีไป
"กิน... กิน! อยากกินก็กินเองเถิด สองวันนี้ไม่ต้องมาบ้านข้า!"
นางไม่ปรารถนาให้สือชิงจู้เข้าใจผิดว่านางอยากจะออกหน้าแทนหลานชายโง่ หรือต้องมารับโทสะแทนเ้าคนโง่นั่น สือชิงจู้ที่เป็พวกนักเลงหัวไม้คนนั้นไม่ใช่คนที่รับมือได้ง่าย เขารู้จักพวกอันธพาลมากมาย ทั้งยังสนิทสนมกับพวกเ้าหน้าที่ทางการจนเรียกขานกันเป็พี่น้อง เป็คนที่นางไม่อาจล่วงเกินได้
ก่อนที่โฉนดที่ดินจะตกมาอยู่ในมือ นางจะมาบ้านหลานชายโง่นี่อีกไม่ได้ มิเช่นนั้นจะติดความซวยจากตัวกาลกิณี
ระหว่างทางนางพบกับชาวบ้าน เมื่อเห็นใบหน้าของนางเต็มไปด้วยน้ำปูนขาว ต่างก็พากันถามด้วยความอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
"ก็เ้าหลานชายโง่ของข้านั่นแหละ เอาปูนขาวกับอ้อยใส่หม้อต้มเล่น ข้าพยายามห้ามเท่าไหร่ก็ห้ามไม่ได้ เฮ้อ! น่าสงสารสะใภ้ทั้งสองคนของข้านัก"
เดิมทีชาวบ้านที่เห็นเฉินเจียวและคนอื่น ๆ ไปตัดอ้อยป่า ต่างคิดว่าพวกนางค้นพบช่องทางทำเงินบางอย่าง จึงอยากจะไปสืบดู แต่ก็เสียดายที่จะต้องนำของขวัญไปมอบให้ถึงบ้าน พอได้ฟังคำพูดของเฉินฟางจวี๋ จึงได้รู้ว่าเป็เพียงสะใภ้ใหม่ที่พยายามทำให้คนโง่มีความสุข ความคิดที่จะทำตามจึงหายวับไป
หลินอวี่ไม่ได้คิดจะอธิบายอะไรต่อการใส่ร้ายของเฉินฟางจวี๋ จนกระทั่งไม่เห็นผู้คนแล้ว เขาจึงนำตะกร้าสานจากมือพี่สือซานกลับคืนมา พร้อมกับประสานมือคำนับ
"ขอบคุณพี่ซาน สองวันนี้ที่บ้านยุ่งกับการเคี่ยวน้ำตาลจึงดูวุ่นวายไปบ้าง อีกสองวันข้าจะเชิญท่านป้าและพวกท่านมากินข้าวที่บ้านนะขอรับ"
"ได้... เอ๊ะ? เ้าอวี่ เ้าหายโง่แล้วหรือ!" พี่สือซานเห็นว่าเมื่อครู่หลินอวี่ยังแสร้งทำเป็โง่เง่าต่อหน้าเฉินฟางจวี๋ แต่พอหันกลับมา ท่าทางและการกระทำกลับคืนสู่ความสง่างามแบบบัณฑิตดังเดิม เขาทั้งใและดีใจจนไม่อยากจะเชื่อ
หลินอวี่แบกตะกร้ากลับเข้าบ้าน หยิบน้ำตาลทรายแดงหนึ่งโถส่งให้พี่สือซาน
"เ้าอวี่ นี่คืออะไร?"
"ของตอบแทนขอรับ เป็น้ำตาลที่ข้าเคี่ยวเอง ท่านอย่าเพิ่งบอกใครนะขอรับ"
พี่สือซานเปิดจุกไม้ดู แม้จะเป็ครั้งแรกที่ได้เห็นน้ำตาลทรายแดง แต่เขาก็ดูออกว่ามันล้ำค่าเพียงใด ในใจจึงเกิดความอิจฉาเป็อย่างยิ่ง เ้าอวี่ไม่เพียงแต่หายโง่ แต่ยังสืบทอดฝีมือจากท่านน้าเขยคนที่สองในการเคี่ยวน้ำตาลแดงเพื่อหาเงิน วันหน้าชีวิตต้องรุ่งเรืองขึ้นอย่างแน่นอน
การมีทักษะเฉพาะทางนั้นเหนือกว่าชาวนาที่ขุดดินหากินอย่างพวกเขามหาศาล
"พี่ซาน สองวันนี้หากท่านว่าง สามารถให้คนในครอบครัวเข้าไปหาอ้อยป่าในูเา แล้วนำมาขายให้ข้าได้นะขอรับ"
พี่สือซานนึกถึงอ้อยป่าเ่าั้ที่ไม่มีเ้าของ ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจเหตุผลที่หลินอวี่ขอให้เก็บเื่การเคี่ยวน้ำตาลเป็ความลับ จึงพยักหน้าตอบรับรัว ๆ ราวกับไก่จิกข้าว
"พี่ซาน ยังมีอีกเื่หนึ่ง ขอยืมตะกร้าสานนี้ใช้สักสองวันนะขอรับ"
ที่บ้านยากจนจนไม่มีแม้แต่เครื่องมือที่จะขนน้ำตาลทรายแดงเข้าเมือง หลินอวี่นั้นจักสานตะกร้าและเข่งไม้ไผ่เป็ แต่การผ่าไม้ไผ่ รีดน้ำ และเผาเคลือบนั้นเสียเวลาเกินไป ตะกร้านี้บรรจุได้ห้าสิบถึงหกสิบจิน หากแต่ละคนถือเพิ่มอีกนิดหน่อยก็น่าจะเพียงพอ
"ยืมอะไรกัน ข้ายกให้เ้าเลย ไปยุ่งกับงานเถิด ข้าจะรีบกลับบ้านไปบอกให้พี่สะใภ้ของเ้าช่วยกันล้อมพื้นที่อ้อยป่าไว้"
สือซานไม่รู้ว่าน้ำตาลแดงมีมูลค่าเท่าใด แต่เขารู้ว่าครั้งนี้ของขวัญที่เขามอบให้ไม่เพียงแต่จะได้กำไร แต่การขายอ้อยป่ายังทำให้เขาได้เงินเพิ่มอีกด้วย คนในหมู่บ้านต่างบอกว่าเฉินเจียวเป็ตัวกาลกิณี แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางไม่ใช่ตัวกาลกิณี แต่เป็ดาวนำโชคของบ้านเ้าอวี่เสียมากกว่า
ในขณะนั้น เฉินเจียวกำลังอยู่บริเวณเนินเขาใกล้ ๆ เพื่อหาผักป่าที่กินได้ เดือนสามเป็่ที่พืชผลขาดแคลน มีเพียงผักป่าในดินที่เพิ่งแตกยอดอ่อน นำมาผัดกับน้ำมัน หรือลวกน้ำร้อนแล้วคลุกกับซอสถั่วเหลืองสักช้อนเล็ก ๆ ก็ทั้งสดชื่นและช่วยให้อิ่มท้อง
"ขอเพียงผ่านพ้นสองวันนี้ไป เมื่อขายน้ำตาลได้แล้ว ก็ไม่ต้องให้ท่านพี่กินผักป่าอีก"
เฉินเจียวเหนียงเป็คนตาไวและมือคล่อง ไม่ถึงสองเค่อก็นำต้นหอมป่าและผักจี้ไช่มาได้กำใหญ่ นางอยากจะเดินลึกเข้าไปในูเาอีกหน่อย หากโชคดีอาจจะเก็บผลไม้ป่าได้บ้าง ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงหยางเวยะโเรียกจากลานหน้าบ้าน
"พี่เจียวเหนียง รีบกลับมากินข้าวเร็วเ้าค่ะ"
เฉินเจียวเหนียงเห็นควันสีขาวลอยกรุ่นขึ้นมาจากที่บ้าน และได้กลิ่นหอมของข้าว ก็ใเป็อย่างมาก เอาข้าวมาจากไหนกัน?
นางรีบกลับเข้าไปในลานบ้าน เห็นบนโต๊ะอาหารง่าย ๆ ที่ทำจากท่อนไม้ มีโถดินเผาสามใบที่บรรจุโจ๊กข้าวกล้องข้น ๆ ไว้ แม่ไก่ลายดอกตัวหนึ่งกำลังใช้กรงเล็บคุ้ยเขี่ยหากินแมลงอยู่ตรงกากอ้อย
"ไข่ดาวกระทะแห้งมาแล้ว" หลินอวี่นำไข่ดาวหกฟองมาวางบนโต๊ะ แบ่งให้คนละสองฟองใส่ลงในโถดินเผา เมื่อเห็นเฉินเจียวจ้องมองแม่ไก่แก่ตัวนั้นไม่วางตา เขาจึงอธิบายที่มาของมัน
เฉินเจียวพอได้ยินว่าเป็ของที่สือซานมอบให้ ก็ยิ้มด้วยความซาบซึ้ง
"ที่แท้ก็เป็ของขวัญจากบ้านท่านป้า ท่านพี่อย่าลืมจดลงบัญชีนะเ้าคะ"
"ที่บ้านไม่มีกระดาษกับพู่กัน ข้าจดไว้ในใจแล้ว รีบกินเถิด"
หลินอวี่หิวจนท้องกิ่วั้แ่ตอนหุงข้าวแล้ว เขาใช้ตะเกียบกวาดเม็ดข้าวที่ติดขอบชาม เป่าให้เย็นลงแล้วส่งเข้าปาก สำหรับหลินอวี่ที่เคยทานแต่ข้าวขาวและแป้งขัดขาว รสชาติของข้าวกล้องนั้นแปลกมาก มันมีกลิ่นดินที่บรรยายไม่ถูก และเมื่อกินคู่กับไข่ดาวที่ไม่ได้ใช้น้ำมันเยอะ ยิ่งทำให้มีกลิ่นคาวมากขึ้น เขาอยากจะบ่นออกมา
แต่พอเงยหน้าเห็นเฉินเจียวและหยางเวย ค่อย ๆ กัดไข่ดาวอย่างระมัดระวัง พวกนางจิบโจ๊กข้าวกล้องทีละนิด ไม่รู้ว่าเป็เพราะความร้อนหรือความหิวกันแน่ ถึงได้มีน้ำตาคลอเบ้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความเสียดายและความสุข
สุดท้ายเขาจึงกลืนคำบ่นที่ดูเื่มากนั้นลงคอไป เพราะอาหารมื้อนี้ในสายตาของเขาอาจจะกลืนลำบาก แต่สำหรับผู้อื่น มันคือสิ่งที่มีค่าอย่างยิ่ง
หลินอวี่ก้มหน้าดื่มโจ๊กข้าวกล้องในโถจนไม่เหลือแม้แต่เม็ดเดียว หลังอาหารเขานั่งพักให้ย่อยสักครู่ จากนั้นจึงนำน้ำตาลทรายแดงที่เย็นสนิทแล้วบรรจุลงในโถดินเผา ปิดผนึกให้แน่น แล้วใส่ในตะกร้าสานวางไว้ในที่ร่มข้างเตียง
"เจียวเหนียง เสี่ยวเวย ่บ่ายพวกเรามาพยายามกันอีกหน่อย ตั้งเป้าให้ได้สามสิบจินนะ"
เมื่อมีความสำเร็จจาก่เช้า เฉินเจียวและหยางเวยจึงเชื่อมั่นในคำพูดของหลินอวี่อย่างยิ่ง เมื่อทำงานโดยไม่มีความกังวล พวกนางจึงทุ่มเทแรงกายมากขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้จึงดียิ่งขึ้น พอตะวันตกดิน น้ำตาลทรายแดงสามสิบจินก็ถูกบรรจุลงในโถดินเผา วางกองไว้ข้างหัวเตียง
หลังจากหลินอวี่ล้างหม้อจนสะอาด เขาก็เทข้าวกล้องลงไปหนึ่งจิน พร้อมกับใส่ไข่ไก่สามฟองที่ล้างสะอาดและผักป่ากำหนึ่งลงไป
หยางเวยเห็นวิธีการต้มโจ๊กที่ใจกว้างเช่นนี้ จึงถามด้วยความสงสัยว่า "พี่หลิน เมื่อตอนเที่ยงท่านยังไม่อิ่มหรือเ้าคะ?"
หลินอวี่กวนโจ๊ก พลางเห็นหยางเวยเหลือบมองถุงข้าวที่แห้งเหี่ยวในโอ่งเก่า ๆ เป็ระยะ เขาจึงหัวเราะออกมา
"เสี่ยวเวย เ้ายังอยู่ในวัยกำลังโต ห้ามประหยัดเื่กินเด็ดขาด เมื่อมาอยู่ที่บ้านข้า แม้ตอนนี้จะยังรับประกันเื่เนื้อปลาชิ้นโตไม่ได้ แต่สามมื้อต่อวันข้ารับประกันว่าอิ่มแน่นอน"
เมื่อได้ยินคำรับประกันของเขา หยางเวยก็รีบย่อตัวลง เติมฟืนเข้าไปในเตา หากไม่มีตะเกียงน้ำมัน เมื่อฟ้ามืดสนิทก็ไม่สะดวกในการทำงาน หลินอวี่ตัดสินใจว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยเคี่ยวน้ำตาลต่อ วันนี้ควรพักผ่อนให้เร็วขึ้น
หลังจากกินข้าวเสร็จ เขาได้ปูฟางหนา ๆ ลงบนแผ่นไม้เตียงเพียงหลังเดียวในบ้าน เนื่องจากหาผ้าห่มและฟูกไม่ได้จริง ๆ จึงทำได้เพียงให้เฉินเจียวเหนียงและหยางเวยยอมลำบากสักคืน ส่วนตัวเขา เตรียมนำเก้าอี้ไม้ไผ่เก่า ๆ สองตัวมาต่อกัน เพื่อใช้เป็ที่นอนชั่วคราวและทำหน้าที่เป็คนเฝ้าประตู
กามารมณ์เป็เื่ธรรมชาติ แต่เื่ปากท้องต้องมาก่อน แม้แต่สัตว์เวลาจะผสมพันธุ์ ยังรู้จักสร้างรังและหาอาหารให้ตัวเมียเลย ก่อนที่จะเปลี่ยนสภาพความเป็อยู่ที่ย่ำแย่นี้ได้ เขาไม่อยากสร้างความกดดันทางจิตใจที่ไม่จำเป็ให้กับเด็กสาวทั้งสองคน
ทว่าเฉินเจียวเหนียงกลับหยิบผ้าปูที่นอนสีขาวหม่นออกมาจากห่อสัมภาระของนาง แล้วปูลงบนฟาง จากนั้นนางก็แก้สายรัดเอวสีดำออก นำมาห่อฟางทำเป็หมอน แล้วยื่นหมอนใบนั้นให้เขา พร้อมกับถามด้วยใบหน้าแดงระเรื่อว่า
"ท่านพี่... ท่านจะนอนตรงกลางหรือนอนด้านนอกเ้าคะ?"