นับั้แ่าเ็จาการะหว่างองค์ราชินีของเผ่าเซิร์กมา เจียงม่อเซิ่งก็ยอมรับความเป็จริงทุกสิ่งอย่างเฉยเมยมาตลอด ไม่ดูถูกยอมแพ้ต่อตนเอง แล้วก็ไม่ได้ตัดพ้อแค้นใจตนเองด้วยราวกับว่าคนที่าเ็ไม่ใช่ตัวเขา
แต่บัดนี้เวลานี้เขาหวังเป็อย่างยิ่งว่าตัวเองจะแข็งแรง ความคิดแบบนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แล้วมันก็ทำให้เขาไม่ค่อยเข้าใจนัก ไม่เข้าใจว่าทำไมอยู่ๆ ถึงได้มีความคิดแบบนี้ขึ้นมา แต่มันก็ไม่มีผลอะไรเพราะเขาคิดแบบนี้อยู่จริงๆ
แต่ก็นะความเป็จริงก็คือความเป็จริง ถึงแม้อยากจะแข็งแรงไวๆ แต่ความเป็จริงมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามจินตนาการของเราหรอก
ทว่าวินาทีต่อมาเสียงฝีเท้าเริงร่าก็ดังมาจากนอกบานประตู ถึงขั้นฟังแล้วดูมีความสุขมากกว่าวันปกติเลยด้วยซ้ำ เหมือนว่าเ้าของฝีเท้าจะอารมณ์ดีเอามากๆ
อารมณ์ของเจียงม่อเซิ่งจึงมั่นคงลงฉับพลัน ถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าเพราะอะไรก็เถอะ
ชายหนุ่มถอนสายตาที่จ้องประตูห้องมาตลอด่เช้า แล้วมองกลับขึ้นไปบนเพดานอีกครั้ง เหมือนว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ทำอะไร
ครั้นประตูห้องถูกเปิดออก คนคนนั้นยังไม่ทันเดินมาถึงตรงหน้า เสียงก็มาถึงก่อนแล้ว
“ขา...อาเซิ่ง ฉันเอาอาหารเสริมมาให้นายแล้วนะ นายรู้สึกดีขึ้นบ้างไหม” อวี๋จิ่นลี่ยิ้มพลางเดินเข้ามาข้างเตียงของเจียงม่อเซิ่ง จากนั้นยกข้อมือของอีกฝ่ายขึ้นอย่างเป็ธรรมชาติ ถ่ายพลังิญญาที่ตนสะสมเอาไว้ลงไปในร่างกายของอีกฝ่ายทั้งหมด พร้อมทั้งตรวจสอบสภาพร่างกายของอีกฝ่ายด้วย
ถึงแม้จะยังถอนพิษไม่ได้ แต่อวัยวะภายในของอีกฝ่ายที่โดนพิษทำลายอย่างสาหัสก็ค่อยๆ หายดีแล้ว เด็กหนุ่มเชื่อมั่นว่าหากเป็แบบนี้ต่อไป ร่างกายที่ถูกทำลายเสียหายต้องหายดีโดยเร็ววันแน่ เขาเกรงว่ายังต้องรอให้การบำเพ็ญเพียรของเขาฟื้นฟูกลับมาก่อนถึงจะจัดการพิษพวกนั้นได้
“อือ” เจียงม่อเซิ่งพยักหน้าพลางเอ่ยตอบอย่างราบเรียบ
“ฉันมีอะไรจะบอก วันนี้ฉันไปตลาดขายวัตถุดิบกับป้าหลี่มาแหละ ที่ตลาดมีวัตถุดิบธรรมชาติเยอะสุดๆ ไปเลย ฉันหาวัตถุดิบที่คุ้นเคยเจอเยอะมากเลยด้วยนะ ไม่พอยังเจอเครื่องปรุงรสด้วย รอนายหายดีเมื่อไร ฉันจะทำของอร่อยๆ ให้นายกินเลย...” อวี๋จิ่นลี่เล่าแบ่งปันความสุขของตนเองกับเจียงม่อเซิ่งด้วยการวาดไม้วาดมือะโดึ๋งๆ อย่างกระตือรือร้น
พอพูดถึงเื่ของกิน อวี๋จิ่นลี่ก็พูดจ้อได้ไม่หยุดราวกับว่าทำอาหารรสเลิศเ่าั้ออกมาหมดแล้ว และเขากำลังกินอย่างเอร็ดอร่อยคำใหญ่ เด็กหนุ่มพูดจนจะน้ำลายสอเลยทีเดียว
เจียงม่อเซิ่งไม่ได้ตัดบทอีกฝ่ายแล้วก็ไม่ได้เอ่ยแทรกด้วย เขาคอยฟังอีกฝ่ายพูดแบบนี้อยู่เงียบๆ
เขาค้นพบเป็ครั้งแรกว่า เพียงฟังคนคนหนึ่งพูดก็เป็เื่ราวที่สวยงามมากอย่างนี้เอง
หลังอวี๋จิ่นลี่เล่าสิ่งที่ตนเองเห็นและได้ยินทุกอย่างในวันนี้ให้เจียงม่อเซิ่งฟัง ก็พบว่าได้เวลาที่เขาต้องไปทำอาหารเย็นแล้ว
เขาบอกเฉียวมู่หลานเอาไว้แล้วว่า เขาจะเป็คนทำอาหารมื้อเย็นของวันนี้เอง เขาจะไม่กินเนื้อต้มกับผักต้มที่ไม่ใส่เกลือพวกนั้นเด็ดขาด
รอให้เขาหาเครื่องปรุงรสกับวัตถุดิบได้มากกว่านี้ เขาจะให้ทุกคนได้ลองชิมต้มเผ็ดเนื้อของจริง จะไม่ใช่แค่ต้มน้ำอย่างเดียวแล้วเรียกว่าเป็ต้มเผ็ดเนื้อแน่นอน!
ั้แ่เดินออกมาจากในห้องของเจียงม่อเซิ่ง ใบหน้าของอวี๋จิ่นลี่ก็ประดับด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา จากนั้นเดินตรงเข้าไปในห้องครัว
เฉียวมู่หลานที่กำลังดูโทรทัศน์อยู่ในห้องรับแขก เมื่อเห็นอวี๋จิ่นลี่ลงมาแล้ว ก็พูดยิ้มๆ ว่า “เสี่ยวลี่จะไปห้องครัวเหรอ ต้องให้แม่ช่วยไหมจ๊ะ”
แม้เฉียวมู่หลานจะเป็ถึงภรรยาจอมพล แต่ตัวเธอก็เข้าครัวทำอาหารให้สามีและลูกชายรับประทานบ้างเป็ครั้งคราว
“ไม่ต้องครับ คุณแม่รอทานอาหารรสเลิศฝีมือเสี่ยวลี่คนนี้ได้เลย ต้องทำให้พวกคุณแม่ตกตะลึงแน่นอนครับ” อวี๋จิ่นลี่พูดอย่างภาคภูมิใจ เขามั่นใจในฝีมือของตนเองเป็ที่สุด
หากอยู่ที่หวาซย่า เขาอาจจะไม่ได้มีความมั่นใจในตัวเองมากขนาดนี้ แต่ในยุคสมัยที่มีต้มเผ็ดเนื้อกับต้มผักเป็อาหารรสเลิศแบบนี้ ด้วยฝีมือของเขาแล้ว มันต้องเป็ปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่นอน
“งั้นแม่จะตั้งตารอนะจ๊ะ” เฉียวมู่หลานยิ้มพลางเอ่ยให้กำลังใจ
อวี๋จิ่นลี่ยืดอกน้อยๆ อย่างภาคภูมิใจเหมือนเ้าลูกเจี๊ยบตัวผู้มาดเท่องอาจเดินเข้าไปในห้องครัว