เล่มที่ 1 บทที่ 11 อลังการแต่ไร้แก่นสาร
เมื่อเห็นฮั่วหย่วนมีท่าทีช่ำชองเช่นนั้นแล้วถังอี้ก็กระแทกเสียงเ็าอย่างอดไม่ได้“มันต้องเคยส่องกระจกแสวงมรรคมาก่อนแล้วเป็แน่ ถึงได้มั่นใจเพียงนี้!”
คำพูดของถังอี้ทำให้ฝูงชนเข้าใจทันทีแม้กระจกแสงวมรรคจะหายาก ทว่าตระกูลผู้ดีบางส่วนก็มีวิธีหามาได้เหมือนกัน
บัดนี้ฮั่วหย่วนได้ก้าวเดินไปถึงหน้ากระจกและหยุดเท้าลงแล้ว
จะว่าไปก็ช่างน่าประหลาดเสียจริงเมื่อฮั่วหย่วนยืนนิ่งแล้ว หมอกบนกระจกนั่นก็ชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้นก็พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างรุนแรงจริงๆ ด้วย
“ผ่าน! คนอื่นๆ รีบเริ่มทดสอบกันได้แล้ว เดินหน้าไปตามลำดับ!”
ท่ามกลางเสียงพูดของเซียวอี้ซูฮั่วหย่วนได้ก้าวเดินออกไปด้านข้างอย่างได้ใจ เมื่อผ่านสองด่านแล้วหมายความว่าอย่างน้อยเขาก็มีสิทธิ์เป็ศิษย์สายนอกของนิกายแสวงมรรคแล้ว
เมื่อเห็นผลสำเร็จของฮั่วหย่วน คนอื่นๆก็ย่อมคึกคักตื่นเต้นตามไปด้วย ต่างก็รีบเข้าแถวแล้วเดินเข้าไปส่องกระจกแสวงมรรคอย่างเป็ระเบียบ
แม้จะมีจำนวนคนค่อนข้างมาก ทว่ากระจกแสวงมรรคก็สามารถแสดงปฏิกิริยาได้อย่างรวดเร็วเพียงมีคนเข้าไปยืนส่อง หมอกบนกระจกก็จะเกิดปฏิกิริยาขึ้นหรือนิ่งเฉยไปทันที
เจียงอวิ๋นเองก็ต้องไปเข้าแถวด้วยเช่นกัน เขามองดูผู้คนรอบข้างที่บ้างก็ยินดีบ้างก็เสียใจพานพาให้จิตใจของเขาปั่นป่วนตามไปด้วยอย่างอดไม่ได้
เมื่อคนตรงหน้าเขาทำให้หมอกพลุ่งพล่านขึ้นมาได้สำเร็จในที่สุดก็ถึงคราวของเจียงอวิ๋น
เขาสูดหายใจลึกๆ ก่อนจะเข้าไปยืนอยู่หน้ากระจกแสวงมรรค
เหตุการณ์ผิดปกติพลันเกิดขึ้นอีกครั้ง!
“ตูม!”
เมื่อเจียงอวิ๋นเข้าไปยืนได้ไม่ทันไรก็มีเสียงดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหวกระจกแสวงมรรคได้ะเิขึ้นอย่างกะทันหัน!
เจียงอวิ๋นที่ยืนอยู่หน้ากระจก ไม่ทันได้ตั้งตัวจึงถูกแรงะเิซัดลอยขึ้นฟ้า จากนั้นก็กระเด็นไปด้านหลัง
ทั่วทั้งนิกายแสวงมรรคจมอยู่ในความเงียบงันในบัดดล!
ผู้คนทั้งหมดจับจ้องสายตาไปทางเจียงอวิ๋นที่ตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรงราวกับกำลังมองดูสัตว์ประหลาดก็ไม่ปาน!
หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเจียงอวิ๋นตอนด่านแรกเป็เพียงความบังเอิญเช่นนั้นครั้งนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่อธิบายได้ด้วยคำว่าบังเอิญอย่างแน่นอน
เพียงยืนอยู่หน้ากระจกแสวงมรรคกลับสามารถทำให้กระจกะเิได้ เหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเลย
อย่างไรเสียแม้ทุกสรรพสิ่งล้วนมีหัวใจมรรคทว่าผู้ที่ไม่อาจสร้างิญญามรรคได้นั้นกลับมีเป็จำนวนมาก หากไร้ซึ่งิญญามรรคอย่างมากสุดกระจกแสวงมรรคก็เพียงนิ่งเฉยไร้ปฏิกิริยาเท่านั้น
หากผู้ที่ไม่สามารถสร้างิญญามรรคได้ทุกคนล้วนทำให้กระจกะเิออกเช่นนี้เหมือนกันละก็เช่นนั้นการรับศิษย์แต่ละครั้งก็คงต้องเตรียมกระจกไว้อย่างน้อยสักพันบานแล้ว
เจียงอวิ๋นที่ตกลงมากระแทกพื้นเองก็ฉงนงุนงงเช่นกันทว่าเขาสามารถรับรู้ได้อย่างเฉียบคมว่า ในตอนที่เขาตกลงมานั้นได้มีสายตาอย่างน้อยห้าหกคู่จับจ้องมาที่เขาจากบนฟ้าสอดส่องดูทั่วทั้งร่างกายของเขาั้แ่ภายในไปถึงภายนอกอย่างละเอียด!
เมื่อััได้ว่าสายตาเหล่านี้ผละจากร่างกายของตนไปเจียงอวิ๋นถึงได้พ่นลมหายใจออกมาอย่างเงียบงันก้มหัวลงมองก้อนหินสามเหลี่ยมสีดำที่แขวนอยู่บนคอ!
เพราะตอนที่เขาไปยืนอยู่หน้ากระจกนั้นหินก้อนนี้เหมือนจะมีประกายแสงเรื่อๆ สว่างขึ้นมาแวบหนึ่งแต่พริบตาต่อมามันก็ได้เกิดะเิขึ้นก่อนที่ตัวเขาจะลอยออกไป
ทว่าตอนนี้ก้อนหินก้อนนี้กลับไม่มีประกายแสงใดๆสว่างออกมาเลย ยังคงเป็เพียงวัตถุธรรมดาๆ ก้อนหนึ่งเจียงอวิ๋นจึงสงสัยว่าเมื่อครู่นี้เขาคงจะตาฝาดไป
หลังจากเงียบกริบไปครู่หนึ่งแล้วในที่สุดก็มีคนดึงสติกลับมาได้ เริ่มซุบซิบพูดคุยกัน
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ไม่รู้หรือว่าไอ้หนูหนังสัตว์ผู้นี้จะมีพร์พิสดาร?”
“พร์พิสดารบ้าบออันใด!” เสียงพูดอันดูแคลนของฮั่วหย่วนพลันดังขึ้นอีกครั้ง“ง่ายมาก ไอ้หนูนี่คุณสมบัติย่ำแย่เกินไป กระทั่งกระจกแสวงมรรคก็ยังรับไม่ไหวจึงะเิตัวเองทิ้งเสียเลย!”
แม้คำพูดของฮั่วหย่วนจะเป็เพียงเื่ล้อเล่นทว่าผู้คนไม่น้อยกลับต้องยอมรับว่า มันก็อาจจะเป็ไปได้เช่นกัน
เซียวอี้ซูพลันกระแอมไอออกมาเบาๆ“เลิกวุ่นวายกันได้แล้ว คนอื่นๆ ไปเข้าแถวในอีกสี่แถวที่เหลือต่อไป ไอ้หนูนั่นน่ะเ้าถอยออกจากลานกว้างไปก่อนเถอะ!”
กับเจียงอวิ๋น เซียวอี้ซูเองก็เริ่มรู้สึกเอือมบ้างแล้วแม้จะะเิกระจกแสวงมรรคไปหนึ่งบาน แต่อย่างไรเสียนั่นก็มิใช่เจตนาของเจียงอวิ๋นดังนั้นจึงไม่อาจเรียกค่าเสียหายจากอีกฝ่ายได้เหมือนกันทำได้เพียงรอดูท่าทีไปก่อนเท่านั้น
เจียงอวิ๋นลุกขึ้นยืนอย่างเงียบงันเดินออกจากลานกว้างโดยไม่เอื้อนเอ่ยใดๆ สักคำ
แม้ดูภายนอก เจียงอวิ๋นเหมือนจะไม่ได้สนใจคำพูดของฮั่วหย่วนแม้แต่น้อยทว่าความจริงแล้ว จิตใจของเขากลับดำดิ่งลงจนถึงก้นบึ้งเพราะเขานึกถึงเื่ที่ปู่เคยบอกกล่าวกับเขาไว้ไม่เพียงครั้งเดียวว่า“เ้าไม่ใช่คนของหมู่บ้านเจียงเรา คุณสมบัติของเ้าไม่เหมาะที่จะบำเพ็ญวิชาของหมู่บ้านเจียงเรา”
‘ปู่ ดูท่าทางคุณสมบัติของข้าจะไม่เหมาะสมกับวิชาบำเพ็ญทั้งหมดเลย!’
วินาทีนี้ เจียงอวิ๋นเริ่มรู้สึกว่าบางทีปู่อาจจะโกหกเขาก็เป็ได้!
สาเหตุที่ปู่ให้เขามายังนิกายแสวงมรรคเป้าหมายที่แท้จริงเกรงว่าคงเป็เพราะอยากให้เขาอยู่ให้ห่างจากเฟิงอู๋จี้กับหมู่บ้านเฟิงให้มากที่สุด!
ความคิดนี้ทำให้เจียงอวิ๋นเริ่มหมดกำลังใจไปทันทีทั้งยังเกิดความคิดอยากรีบออกจากที่นี่เพื่อกลับไปยังูเาหนึ่งแสนไพศาลทันทีอีกด้วยทว่าเมื่อนึกถึงคำท้าดวลเป็ตายกับเฟิงอู๋จี้ในอีกห้าปีนึกถึงเหล่าครอบครัวในหมู่บ้านเจียง นึกถึงชาติกำเนิดของตนแล้วสุดท้ายเขาก็ยังกัดฟันสู้ เพราะยังเหลือด่านสุดท้ายอยู่อีกด่านอย่างน้อยก็ยังเหลือความหวังอยู่อีกเสี้ยวหนึ่ง
“เ้าอยากบำเพ็ญหรือ?”
ในตอนนั้นเองเสียงพูดที่ฟังดูแหบแห้งเล็กน้อยพลันดังขึ้นที่ข้างหูเจียงอวิ๋น
เจียงอวิ๋นสูดลมใจหาย รีบหันไปมองตามต้นเสียงพบว่าข้างๆ ตนมีชายหนุ่มคนหนึ่งมาปรากฏตัวขึ้นั้แ่เมื่อใดไม่ทราบ
คนผู้นี้สวมชุดสีฟ้า ดูแล้วน่าจะอายุยี่สิบปีแม้จะมีหน้าตาธรรมดา ทั่วร่างไร้ซึ่งจุดเด่นใดๆ ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใดเจียงอวิ๋นจึงััได้ถึงความสนิทใกล้ชิดจากตัวอีกฝ่ายเสี้ยวหนึ่งจึงเอ่ยตอบกลับเสียงขรึมว่า “ใช่!”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างยิ้มแย้ม “อยากบำเพ็ญเป็เื่ดี!”
“เสียดายที่ข้าพลาดไปสองด่านแล้ว!”
“อันที่จริง เ้าไม่จำเป็ต้องสนใจการทดสอบทั้งสามด่านที่ว่านี้ก็ได้เพราะวิธีการทดสอบเช่นนี้มีเพียงความอลังการทว่าไร้แก่นสารผลลัพธ์ย่อมไม่แม่นยำอยู่แล้ว!”
คำพูดนี้ทำให้เจียงอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อยการทดสอบที่นิกายแสวงมรรคใช้เป็มาตรฐานในการรับศิษย์กลับกลายเป็สิ่งที่อลังการทว่าไร้แก่นสารในปากอีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ?
ชายหนุ่มกล่าวต่อ “ยกตัวอย่างด่านที่สองนี่แล้วกันิญญามรรคเป็รากฐานของการบำเพ็ญมรรคมีเพียงผู้ที่สร้างิญญามรรคได้ถึงจะถือว่ามีสิทธิ์ในการแสวงมรรคอย่างแท้จริงสิ่งสำคัญเพียงนี้ เพียงกระจกบานเดียวจะสามารถฉายออกมาได้อย่างไร?”
แม้เจียงอวิ๋นอยากบำเพ็ญมรรคมาโดยตลอดทว่าเขากลับมีความรู้เกี่ยวกับการบำเพ็ญมรรคเกือบเป็ศูนย์ดังนั้นคำพูดของชายหนุ่มตรงหน้าผู้นี้จึงทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมาอย่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง“เช่นนั้นก็หมายความว่า ต่อให้ข้าไม่ผ่านสามด่านนี้ ก็สามารถบำเพ็ญมรรคได้?”
“ย่อมได้อยู่แล้ว! เส้นทางมุ่งสู่มหามรรคมีเป็พันๆ หมื่นๆย่อมต้องมีเส้นทางที่เหมาะสมกับเ้าเป็แน่!”
เจียงอวิ๋นใจเต้น ยังอยากเอ่ยถามอีกสักหน่อยทว่าในเวลานี้เอง การทดสอบด่านที่สองก็ได้ยุติลงแล้ว ซึ่งผู้ที่ผ่านด่านนี้ได้มีเพียงเจ็ดสิบกว่าคนโดยผู้ที่ผ่านสองด่านติดต่อกันได้เหลือเพียงเจ็ดคนเท่านั้น!
ศิษย์ห้าคนของนิกายแสวงมรรคสะบัดมือ จากนั้นกระจกแสวงมรรคที่เหลือเพียงสี่บานก็ถูกเก็บกลับไปเซียวอี้ซูเอ่ยพูดต่อว่า “ต่อไปจักเป็การทดสอบด่านสุดท้าย ด่านนี้ สิ่งที่จะทดสอบคือพวกเ้ามีกายามรรคหรือไม่!”
เจียงอวิ๋นพลันใจเต้นขึ้นมาทันทีแม้เขาไม่รู้ว่ากายามรรคคือสิ่งใด ทว่าในความคิดเขา มันคงจะเกี่ยวข้องกับร่างกาย ถึงเขาจะไร้ซึ่งหัวใจมรรคและไม่อาจสร้างิญญามรรคได้แต่อย่างไรเสียเขาก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งทรงพลังเกินบรรยาย บางทีเขาอาจจะมีโอกาสผ่านด่านนี้ก็เป็ได้
แต่แค่ไม่รู้ว่าการทดสอบด่านนี้จะเป็อย่างไร!