ในศาลาตอนนี้เหลือเพียงผมคนเดียว
พวกผีสิบกว่าตัวที่ล้อมผมไว้เมื่อครู่ต่างพากันวิ่งหนีหายไปหมด แต่ความเย็นะเืยังคงแผ่ซ่านมาจากด้านหลังพร้อมกับกลิ่นประหลาดที่ยังลอยอยู่ในอากาศ
ผมรู้สึกไม่ดีเอาเสียเลย สัญชาตญาณบอกว่ามีบางสิ่งที่น่ากลัวอยู่ข้างหลังผม ไม่เช่นนั้นชายชราก็คงไม่แสดงสีหน้าหวาดกลัวเช่นนั้นออกมา
ผมไม่กล้าหันกลับไปทันที ความตึงเครียดทำให้เหงื่อเย็นไหลซึมออกมาตามร่างกายมือผมกำชามกระเบื้องขาวแน่น
ผมเคยได้ยินคนพูดว่า ถ้ามีสิ่งสกปรกอยู่ข้างหลังห้ามหันหลังกลับไปในทันทีเพราะเปลวไฟบนหัวทั้งสาม[1]อาจดับลง และเมื่อไฟดับสิ่งสกปรกเ่าั้จะฉวยโอกาสกัดเข้าที่คอของคุณ...
ผมไม่รู้ว่าความเชื่อนี้จริงหรือไม่แต่ในตอนนี้ผมไม่กล้าหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ทว่าผมเริ่มสังเกตได้ว่ากลิ่นที่ลอยอยู่ในอากาศนั้นดูคุ้นเคย แม้จะจางมาก แต่ยิ่งผมสูดดมเข้าไปก็ยิ่งรู้สึกว่ามันคล้ายกลิ่นฟอร์มาลิน
และที่น่าใไปกว่านั้น มันยังคล้ายกับกลิ่นแปลกๆ ที่ติดตัวของเสี่ยวอวี่อดีตแฟนสาวของผม หัวใจผมกระตุกวูบ ความคิดบ้าบิ่นผุดขึ้นในหัว ผมเอ่ยถามออกไปโดยไม่รู้ตัว
“เสี่ยวอวี่...ใช่เธอหรือเปล่า”
แม้ว่าผมจะรู้แล้วว่าเสี่ยวอวี่ที่อยู่กับผมมานานกว่าหนึ่งปีนั้นไม่ใช่มนุษย์แต่ตลอดเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน เสี่ยวอวี่ไม่เคยทำร้ายผมเลยยกเว้นแต่จะขอเหรียญจากผมเท่านั้น
ผมไม่รู้ว่าเธออยากให้ผมใช้เหรียญไปทำอะไรหรือทำไมเธอถึงจากผมไปอย่างกะทันหัน แต่อย่างน้อยตอนที่เราอยู่ด้วยกันผมก็รู้สึกกับเธอจริงๆ
หลังจากที่ผมเรียกชื่อเธอออกไป ไม่มีเสียงตอบกลับ
กลับกัน ความเย็นะเืและกลิ่นประหลาดค่อยๆ จางลง ผมไม่สามารถยืนยันได้เต็มร้อยว่าเป็เสี่ยวอวี่ที่มาทำได้เพียงกำชามกระเบื้องขาวในมือแน่น แล้วค่อยๆหันศีรษะกลับไปทีละนิดด้วยความตึงเครียด
ถ้ามีอะไรผิดปกติจริงๆ ผมก็พร้อมจะใช้ชามกระแทกใส่ทันที
แต่เมื่อผมค่อยๆ หันหลังกลับไปจนสุด สิ่งที่ผมเห็นคือความว่างเปล่า
ด้านหลังไม่มีอะไรเลยนอกจากต้นหลิวริมทะเลสาบที่แกว่งไหว ถนนที่ว่างเปล่าและแสงไฟถนนสีเหลืองนวล
และยังมีเพียงสายฝนที่โปรยปรายบางๆ...
ไม่มีแม้แต่เงาของเสี่ยวอวี่หรือแม้แต่เงาผีตัวอื่น
ผมยืนอยู่ในศาลาที่เงียบสงัด มองไปรอบๆ ด้วยสายตาที่เบิกกว้างในขณะที่เสียงฝนยังคงดังอย่างต่อเนื่อง นอกจากเสียงฝนและเสียงลมทุกอย่างรอบตัวช่างเงียบงันจนน่าขนลุก
ผมยืนตึงเครียดอยู่อีกสักพักก่อนจะทรุดตัวนั่งลงตรงกลางศาลาอย่างหมดเรี่ยวแรงมือยังกำชามกระเบื้องขาวแน่นขณะอดทนกับความหวาดระแวง
ไม่นานนักผมก็เริ่มได้กลิ่นอีกครั้ง มันเป็กลิ่นเหม็นคาวอย่างรุนแรงคล้ายกับกลิ่นปลาหรือกุ้งเน่าที่ลอยมากระทบจมูก ทันทีที่กลิ่นนี้ปรากฏขึ้น สีหน้าผมเปลี่ยนไปในทันทีและรีบย่อตัวลงเพราะผมจำได้ว่าเคยได้กลิ่นนี้มาก่อน มันเป็กลิ่นของจางเฉียงตอนที่เขามาหาผม
ผมหมอบตัวลงในศาลา เบิกตากว้างมองไปรอบๆโดยเฉพาะบริเวณริมทะเลสาบที่อยู่ไม่ไกล ภายใต้แสงไฟถนนที่ริบหรี่ ผมพอมองเห็นเงาร่างคนร่างหนึ่งกำลังค่อยๆปีนขึ้นมาจากน้ำ ท่าทางของเขาดูเหมือนกำลังใช้แรงมหาศาล น้ำในทะเลสาบดูเหมือนจะเหนียวหนืดเป็พิเศษทำให้เขาต้องพยายามสุดกำลัง
เขาปีนอยู่นาน ก่อนที่จะหลุดออกจากน้ำได้สำเร็จ จากนั้นเขายืนขึ้นริมทะเลสาบสะบัดน้ำออกจากเสื้อผ้าของตัวเอง แล้วเริ่มเดินตรงมาทางผม...
ร่างเงาสีดำที่ผมมองเห็นอยู่ไกลๆ ดูไม่ชัดเจน แต่เมื่อเงานั้นเข้ามาใกล้มากขึ้นกลิ่นเหม็นคาวก็ยิ่งทวีความรุนแรงและรูปร่างของเขาก็ดูคุ้นตามากขึ้นเรื่อยๆ
ผมไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง ได้แต่นั่งยองอยู่ในศาลา คอยสังเกตจากที่ต่ำ
ไม่นานนัก เขาเดินเข้ามาใกล้
ร่างกายเขาเปียกโชกไปทั้งตัวใบหน้าซีดขาวซึ่งแตกต่างจากใบหน้าเหลืองซีดเหมือนขี้ผึ้งของสิ่งสกปรกในศาลาเมื่อครู่เมื่อเขาเข้ามาใกล้มากขึ้นผมก็สามารถเห็นรูปลักษณ์ของเขาชัดเจน เขามีปากที่กว้างตาเล็ก ใบหน้ากลมใหญ่ที่ดูบวมฉุ
ใช่แล้ว...เขาคือจางเฉียง เพื่อนร่วมห้องของผมที่เพิ่งจมน้ำตายไปไม่นาน
เขาเดินเขย่งเท้า ปล่อยให้สายฝนตกลงมาที่ตัวโดยไม่สนใจ เดินโซเซตรงมาทางศาลาในใจผมเต็มไปด้วยความใ
นี่มันอะไรกัน เมื่อกี้เขาก็เพิ่งมาหาผมไปไม่ใช่หรือทำไมเขาถึงกลับมาอีก หรือว่า...ผมถูกจับได้แล้ว
แต่ผมก็ยังไม่กล้าออกไปข้างนอก เพราะฝนยังตกอยู่ ขณะที่ผมกำลังคิดหาทางรับมือกับสถานการณ์ต่อไปจางเฉียงก็หยุดเดิน เขายืนนิ่ง ไม่ขยับเขยื้อน จ้องตรงมาที่ศาลา
ผมกลัวว่าเขาจะมองเห็นผมจึงรีบหันหลัง ใช้แขนบังหน้าตัวเองไว้พร้อมกับแอบสังเกตเขาผ่านหางตา
เขายืนอยู่กลางสายฝนโดยไม่ขยับและไม่พูดอะไร
แต่กลิ่นเหม็นคาวที่ออกมาจากตัวเขากลับรุนแรงขึ้นเรื่อยๆจนผมแทบอาเจียนออกมาหลายครั้ง
ผ่านไปประมาณสิบนาที จู่ๆ เขาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงไร้อารมณ์ว่า
“เจียงหนิงดึกขนาดนี้ทำไมยังไม่กลับหอพัก อาจารย์ให้ฉันมาตามนายกลับไป!”
คำพูดนั้นทำให้ผมสะดุ้งวูบในทันที แรกเริ่มใว่าเขาอาจจะจำผมได้แล้ว แต่เมื่อได้ยินประโยคหลังผมกลับรู้สึกแปลกใจจนต้องหรี่ตาลงเล็กน้อย
อาจารย์ให้เขามาตามผมกลับหอพัก?
ไร้สาระสิ้นดี! เขาตายไปแล้วทั้งคน อาจารย์คนไหนจะส่งเขามาเรียกผมกลับ ถ้าผมโง่พอที่จะเชื่อเขาแล้วตามเขากลับไปจริงๆผมตายไปก็สมควรแล้ว...
ผมไม่สนใจคำพูดของเขา และยังคงนั่งยองอยู่ในศาลาเหมือนเดิม
เมื่อเทียบกับคำพูดของจางเฉียง ผีจมน้ำตัวนี้ผมกลับเลือกที่จะเชื่อคำพูดของพนักงานส่งอาหารที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุมากกว่า
จางเฉียงที่ยืนอยู่ข้างนอกศาลาเห็นว่าผมไม่ตอบอะไรเขาก้าวเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว
เมื่อเห็นเขาเข้ามาใกล้ ผมก็ยิ่งตึงเครียดจนแทบจะกลั้นหายใจมือกำชามกระเบื้องขาวแน่น หากเขาจำผมได้จริง ผมก็คงต้องสู้กับเขาอย่างสุดกำลัง ไม่ว่าจะแข็งแกร่งหรือดุร้ายแค่ไหนผมก็ไม่สามารถปล่อยให้ตัวเองถูกจับและทำร้ายได้ง่ายๆ
ขณะที่ผมอยู่ในสภาวะระแวดระวังขั้นสูงสุด พร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อ จางเฉียงกลับหยุดที่ปากทางเข้าศาลาแล้วเอียงศีรษะเล็กน้อยเหมือนกำลังฟังบางอย่าง...
จางเฉียงมองมาที่ผมด้วยท่าทางเหมือนคนไร้สติ แล้วพูดขึ้นว่า “อ้อ! ที่แท้ก็แค่ขอทานนี่เอง ฉันนึกว่าเป็เพื่อนร่วมห้องของฉันซะอีก!” พูดจบเขาก็หมุนตัวอย่างเชื่องช้า เดินโซเซกลับไปทางทะเลสาบ ทุกย่างก้าวดูเหมือนคนที่เดินไม่มั่นคงทั้งเขย่งและโซเซ ขณะเดิน เขายังคงพึมพำเบาๆ
“เขาไปไหนแล้วนะหาไม่เจอเลย จะกลับไปบอกอาจารย์ยังไงดี น่ารำคาญจริงๆ...”
เงาของเขาค่อยๆ ไกลออกไป และเสียงพึมพำก็เบาลงจนไม่ได้ยิน ผมไม่แน่ใจว่าเขาพูดอะไรต่อ...แต่ความรู้สึกบางอย่างก่อตัวขึ้นในใจผม
เมื่อเทียบกับเมื่อคืน จางเฉียงดูเหมือนเปลี่ยนไปมาก นอกจากกลิ่นเหม็นคาวที่ยังคงเดิมแล้วตัวเขาเองกลับดูเหมือนคนซึมเซาและไร้ความคิด เหมือนเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่าเขาตายไปแล้วจริงๆหรือเปล่า...
[1]เป็ความเชื่อพื้นบ้านของจีนที่ว่าคนเรามีไฟสามดวง ที่หัวหนึ่งดวงและที่ไหล่อีกสองดวงเมื่อใดก็ตามที่ไฟดับลงจะเป็การเปิดโอกาสให้ิญญาทำร้ายหรือเข้าสิงได้