ตำหนักกลางดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่เหนือทะเล
ลอยเด่นอยู่กลางหุบเขาศักดิ์สิทธิ์
ที่นี่คือสถานที่ซึ่งเก้าสำนักจะมารวมตัวกันทุกหนึ่งร้อยปีเพื่อหารือกัน
วันนี้ทั้งเก้าาเทพจะปรากฏพร้อมหน้า
เสียงระฆังศักดิ์สิทธิ์ดังขึ้นสามครั้ง
แรงสั่นะเืแผ่ไปทั่วผืนฟ้า
ผู้คนจากแต่ละสำนักเงยหน้ามอง
รู้ดีว่าวันนี้คือวันที่ยิ่งใหญ่
ลำแสงกระบี่สีขาวพุ่งทะลุเมฆ
หลินเสวียนเทียนก้าวเข้าสู่ตำหนัก
โดยไม่ต้องปลดปล่อยแรงกดดันใด ๆ
เพียงเขาปรากฏ
บรรยากาศก็เหมือนถูกคมกระบี่บางเบาเฉือนผ่าน ถัดมา
กลีบดอกไม้สีเงินร่วงหล่นจากอากาศ
เยว่หลิงซวงเดินเข้าสู่ที่ประชุมอย่างเงียบงัน
ดวงตานางสงบนิ่งราวกับรู้ทุกสิ่งล่วงหน้า
จากทิศตะวันออก
เพลิงสีแดงเข้มก่อตัวเป็ร่างบุรุษร่างสูง จากทิศเหนือ
เสียงหัวเราะทุ้มต่ำสะท้อนก่อนร่างหนึ่งจะก้าวออกจากเงามืด
ทีละคน าเทพทั้งเก้าปรากฏ
แรงกดดันทั้งเก้าประสานกันกลางตำหนัก
ราวกับฟ้าดินกำลังถ่วงดุลตัวเอง
“ครบแล้ว”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้น
หัวข้อการประชุมเริ่มต้นอย่างเรียบง่าย
เื่เส้นแร่พลังที่เริ่มแปรปรวน
เื่ขอบเขตอาณาเขต
หลินเสวียนเทียนนั่งเงียบ
ฟังการสนทนาอย่างไม่แสดงความเห็น แต่ลางสังหรณ์เมื่อคืน
ยังไม่จางหาย
เขารู้สึกได้ถึงบางอย่างในห้องนี้
ไม่ใช่พลัง
ไม่ใช่แรงกดดัน
แต่คือ “เจตนา”
บางสายตาที่มองมา
ต่างจากเดิมเล็กน้อย
คำพูดบางคำจะถูกฝัง
ความระแวงบางอย่างจะถูกปลุก
แล้วเมื่อถึงเวลา
มันจะงอกงามกลายเป็คมดาบ
“เสวียนเทียน”
หนึ่งในาเทพเอ่ยขึ้นกะทันหัน
“่พันปีที่ผ่านมา เ้าก้าวหน้ามากเกินไปหรือไม่”
คำพูดนั้นฟังดูเหมือนหยอกล้อ
แต่ในตำหนักที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับสูงสุด
ไม่มีคำใดไร้ความหมาย
สายตาหลายคู่หันมามอง
หลินเสวียนเทียนยิ้มบาง
“ข้าเพียงฝึกกระบี่ตามปกติ”
บรรยากาศเงียบลงชั่วครู่
คำถามนั้นเหมือนหินก้อนเล็ก
ที่ถูกโยนลงในผิวน้ำเรียบ
คลื่นวงแรกเริ่มแผ่กระจาย
เยว่หลิงซวงกำมือแน่นใต้แขนเสื้อ
นางรู้ว่าต่อจากนี้
ทุกคำพูด ทุกการมอง
จะมีความหมายมากกว่าที่เห็น
การประชุมดำเนินต่อไป
ภายนอกดูเรียบร้อย
แต่ภายใน
บางสิ่งกำลังเคลื่อนไหว
และหลินเสวียนเทียน
เริ่มเข้าใจว่า
ลางสังหรณ์ของเขา
ไม่ได้เกิดจากความว่างเปล่า