"เขยแต่งเข้า..." ตงฟางจิ้งพึมพำครุ่นคิด "คล้ายว่าข้าจะมองข้ามเบาะแสบางอย่างไป"
"หึ ๆ ฉือเยว่ ข้อเรียกร้องอื่นตาแก่เช่นข้ายอมรับปากเ้าได้ทั้งสิ้น แต่มีเพียงเื่นี้เท่านั้นที่ไม่อาจทำตามได้แล้ว!"
ยามนี้เฟิงอู๋จี้ฝืนกดข่มความตื่นใและความโกรธเกรี้ยวในใจไว้พลางสั่นศีรษะ "เพราะเขยแต่งเข้าผู้นั้น ได้ตกตายไปที่สันเขาโว่หลงแล้ว"
"ท่านว่าอย่างไรนะ?"
ชั่วขณะนั้นใบหน้าของอันฉือเยว่แปรเปลี่ยนไปอย่างใหญ่หลวง
"เป็ไปไม่ได้ สามีของข้าจะตายได้อย่างไร!"
เฟิงอู๋จี้โบกมือ เฟิงเสวียนอี้ก็ก้าวออกมาจากกลุ่มผู้าุโ
"ข้าคือผู้นำกลุ่มที่รับผิดชอบภารกิจล่าอสูรที่สันเขาโว่หลง หลิงเทียนผู้นั้นตกตายอยู่ภายในสันเขาโว่หลงแล้วจริง ๆ !"
"ไม่ ไม่มีทาง!"
ใบหน้าของอันฉือเยว่พลันซีดเผือดลงในทันตา เืสด ๆ แทบจะกระอักพุ่งออกมาจากปาก หลิงเทียนคือทุกสิ่งทุกอย่างของนาง หากหลิงเทียนต้องตายไปจริง ๆ โลกทั้งใบของนางก็คงพังทลายลงเช่นกัน
"ฉือเยว่!"
ผู้าุโซ่งใยิ่งนัก นางพบว่ามุมปากของอันฉือเยว่มีรอยเืไหลซึมออกมา ถึงตอนนี้ตนจึงได้กระจ่างแจ้งว่าหลิงเทียนมีความสำคัญต่ออันฉือเยว่เพียงใด หากรู้อย่างนี้แต่แรก ต่อให้ต้องแลกด้วยสิ่งใด นางก็ควรจะพาหลิงเทียนเข้ามาในตำหนักิญญาให้ได้
"หึ ๆ เอาล่ะ เช่นนั้นงานชุมนุมใหญ่สำนักเฉียนหยวนเริ่มขึ้น ณ บัดนี้! การประลองรายการแรก การประลองวิถีโอสถ ศิษย์สำนักเฉียนหยวนคนใดที่ปรารถนาจะเข้าร่วมการประลองวิถีโอสถ สามารถเข้าสู่สนามประลองได้เลย!"
เฟิงอู๋จี้ประกาศออกไปโดยตรง หวังจะกดสยบคลื่นลมความวุ่นวายนี้ลงไปเสีย จากนั้นเหล่าศิษย์ตำหนักโอสถทั้งหมดจึงเดินเข้าสู่สนามประลอง
แม้กล่าวว่าเป็งานชุมนุมใหญ่ประลองความสามารถ แต่แท้จริงก็เป็เพียงการแสดงทักษะวิถีโอสถของเหล่าอัจฉริยะสำนักเฉียนหยวนเท่านั้น ผู้ที่จะได้อันดับหนึ่งในการประลองโอสถ ย่อมต้องเป็ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักโอสถอยู่แล้ว
ทว่าในเวลานี้ สิ่งที่ทำให้ทั่วทั้งสนามประลองต้องตกตะลึงจนเกิดเสียงฮือฮาขึ้นก็คือ เฟิงรั่วเฉิน ศิษย์พี่ใหญ่แห่งตำหนักกระบี่ ผู้ซึ่งเคยเป็อัจฉริยะอันดับหนึ่งรุ่นเยาว์ของสำนักเฉียนหยวน กลับก้าวเดินเข้าสู่สนามประลองด้วยเช่นกัน
คนผู้นี้ถึงกับจะเข้าร่วมการประลองโอสถด้วยหรือ!?
การกระทำเช่นนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ผู้คนยิ่งนัก แม้กระทั่งตงฟางจิ้งและซ่งเสินอันก็สีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันที
ก่อนหน้านี้พวกนางไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าเฟิงรั่วเฉินผู้นี้ฝึกฝนวิถีโอสถด้วย เหตุนี้จึงได้ตัดตัวตนของยอดฝีมือปริศนาออกจากตัวเฟิงรั่วเฉินไป
ทว่ายามนี้คนผู้นี้กลับจะเข้าร่วมการประลองโอสถเนี่ยนะ!?
"คงมิใช่หรอกกระมัง? หรือว่าจะ..." ซ่งเสินอันมีสีหน้าขมขื่นยิ่ง หากยอดฝีมือปริศนาผู้นั้นคือเฟิงรั่วเฉินจริง ๆ นั่นคงทำให้นางผิดหวังอย่างแท้จริงแล้ว
"หึ ๆ ทุกท่าน อาศัยโอกาสนี้ ตาแก่เช่นข้ายังมีอีกเื่หนึ่งที่อยากจะประกาศ! ตามกฎของสำนักเฉียนหยวน ตราบใดที่สามารถคว้าอันดับหนึ่งได้ทั้งสองรายการในการประลองของสำนัก ก็จะสามารถขึ้นเป็ศิษย์สืบทอดได้ และเมื่อรั่วเฉินบุตรชายของข้าได้เป็ศิษย์สืบทอดแล้วก็จะแต่งงานกับฉือเยว่!"
ยามนี้เฟิงอู๋จี้อาศัย่เวลาที่ทุกคนกำลังตกตะลึง เอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง
การประลองใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนมีทั้งหมดสามรายการ ได้แก่ การประลองโอสถ การประลองศาตรา และการประลองวิถียุทธ์รอบสุดท้าย ดังนั้นขอเพียงคว้าอันดับหนึ่งมาครองได้สองรายการ ก็สามารถยกเว้นกฎเกณฑ์เพื่อขึ้นเป็ศิษย์สืบทอดได้ทันที
ทว่าสิ้นเสียงของเขา ทั่วทั้งสนามประลองก็เดือดพล่านขึ้นมาทันใด งานชุมนุมใหญ่ของสำนักเฉียนหยวนจะตื่นเต้นเร้าใจถึงเพียงนี้เชียวหรือ?
ทางด้านนี้เขยแต่งเข้าของอันฉือเยว่เพิ่งจะตกตายไป หันกลับมานางก็จะต้องแต่งงานใหม่ให้แก่เฟิงรั่วเฉินแล้วหรือ!?
"เ้าตำหนักเฟิง นี่หมายความว่าอย่างไร? ฉือเยว่ไปตกลงจะแต่งให้เฟิงรั่วเฉินั้แ่เมื่อใดกัน?" ผู้าุโซ่งในยามนี้ทั้งโกรธทั้งแค้น เฟิงอู๋จี้ผู้นี้ทำเกินไปแล้วจริง ๆ
"หึ ๆ โบราณว่าไว้ คำสั่งบุพการี ถ้อยคำแม่สื่อย่อมเป็ใหญ่ ในยามนี้บิดามารดาของฉือเยว่ได้ตกปากรับคำแล้ว!"
เฟิงอู๋จี้ยกมือขึ้น อันหนานซานและคนตระกูลอันกลุ่มหนึ่งก็เดินออกมาจากฝูงชน พวกเขาต่างมีสีหน้าเปล่งปลั่งเบิกบาน และตื่นเต้นเป็ล้นพ้น
เดิมทีหลังจากหลิงเทียนตามอันฉือเยว่เข้ามายังสำนักเฉียนหยวน พวกเขายังนึกว่าตระกูลอันคงไม่อาจเกาะกินเอาประโยชน์จากอันฉือเยว่ได้อีกแล้ว ต่อมาเมื่อเฟิงอู๋จี้มาหาพวกเขาเพื่อพูดคุยเื่การแต่งงาน มีหรือที่พวกเขาจะไม่ตกปากรับคำ!?
ยามนี้หลิงเทียนตายไปแล้ว หากรอให้อันฉือเยว่แต่งงานกับเฟิงรั่วเฉิน เื้ัของตระกูลอันก็คือสำนักเฉียนหยวนทั้งสำนัก
ในแดนใต้ ใครเล่าจะกล้ามาหาเื่ตระกูลอันของพวกเขาอีก!? ส่วนความคิดของอันฉือเยว่นั้น พวกเขาหาได้ใส่ใจไม่
"ผู้าุโซ่ง การกระทำนี้ก็เพื่อสำนักเฉียนหยวนเช่นกัน พวกท่านจะให้อันฉือเยว่ต้องแบกรับมลทินว่าเป็ภรรยาของเขยแต่งเข้าขยะไปตลอดกาลจริง ๆ หรือ? หากไม่ยินยอม นี่ถือเป็ความไม่ภักดีและไม่กตัญญู!" เฟิงอู๋จี้เอ่ยเสียงเบาต่อหน้าอันฉือเยว่และผู้าุโซ่ง ดูเหมือนว่าเขาจะกุมจุดอ่อนและถือไพ่เหนือกว่าอันฉือเยว่อย่างสมบูรณ์แล้ว
"เ้า... ช่างต่ำช้าไร้ยางอายยิ่งนัก!"
ผู้าุโซ่งทั้งอับอายและแค้นเคือง นางรู้ดีว่าอันฉือเยว่ภายนอกนุ่มนวลแต่ภายในแข็งแกร่ง การกระทำของเฟิงอู๋จี้เช่นนี้ คือการต้อนอันฉือเยว่ให้จนมุมถึงแก่ชีวิต!
อันฉือเยว่เองก็แค้นเคืองจนหัวเราะออกมา
"หากสามีของข้าตายไปจริง ๆ ข้าจะไม่ละเว้นพวกเ้าทุกคน!"
บนใบหน้าของอันฉือเยว่พลันปรากฏรอยดุร้ายดุจอสูรร้ายขึ้นมาอย่างกะทันหัน ซึ่งเป็สิ่งที่มิเคยปรากฏมาก่อน ราวกับกลายเป็อีกคนหนึ่งไปในพริบตา
ทว่าเฟิงอู๋จี้หาได้ใส่ใจไม่ ขอเพียงจบสิ้นงานชุมนุมใหญ่สำนักเฉียนหยวนครั้งนี้ ทุกสิ่งก็จะกลายเป็หินตกน้ำ ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก
"น่าสนใจ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก! คิดไม่ถึงเลยว่างานชุมนุมใหญ่สำนักเฉียนหยวนในวันนี้จะตื่นเต้นเร้าใจถึงเพียงนี้ มาไม่เสียเที่ยวจริง ๆ !"
ซ่งเสินอันตบมือแค่นหัวเราะ "คิดไม่ถึงเลยว่าเฟิงอู๋จี้ผู้นี้จะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ งานชุมนุมใหญ่ของสำนักแท้ ๆ กลับเต็มไปด้วยกลอุบายเล่ห์เหลี่ยมของเขา!"
"เหอะ คนผู้นี้มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอก" ตงฟางจิ้งเอ่ยสรุปอย่างเด็ดขาด
"เพียงแต่สงสารวาสนารักสายนี้ ช่างเป็คนอาภัพนัก" ซ่งกวนอินทำได้เพียงถอนหายใจออกมาด้วยความสะท้อนใจ รู้สึกเห็นอกเห็นใจจนสีหน้าหมองหม้ำลง
ในสนามประลอง เฟิงรั่วเฉินมียิ้มเยียบเย็นประดับมุมปาก เขาเตรียมการทุกสิ่งไว้พร้อมสรรพแล้ว ทั้งหมดก็เพื่อวันนี้!
จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองไปรอบสนามประลองอีกครั้ง
"หากไม่มีศิษย์คนใดเข้าสู่สนามอีก การประลองโอสถจะเริ่มขึ้น ณ บัดนี้!"
บัดนี้ถึงเวลาที่เฟิงอู๋จี้จะแสดงละครฉากใหญ่แล้ว!
"ศิษย์รับใช้หลิงเทียน ขอท้าประลองโอสถ!"
ทว่าในยามนั้นเอง เสียงหนึ่งพลันดังขึ้นมาจากทิศทางของประตูสำนัก ราวกับเสียงัคำรามก้องสะท้อนกังวานไปทั่วทั้งลานกว้างสำนักเฉียนหยวนฝ่ายนอกในพริบตา และสำหรับคนบางกลุ่มแล้ว เสียงนี้ช่างคุ้นเคยยิ่งนัก
"เป็เขา!"
พวกของตงฟางจิ้งทั้งสามคนถึงกับร้องอุทานออกมาพร้อมกัน ก่อนจะลุกขึ้นยืนโดยพร้อมเพรียง แม้แต่อันฉือเยว่เองก็ผลักผู้าุโซ่งออก แล้วโงนเงนยืนขึ้นบนแท่นสูง สายตาจับจ้องไปยังทิศทางประตูสำนักอย่างแน่วแน่
บนใบหน้าที่ซีดขาว ในที่สุดก็เริ่มมีเืฝาดปรากฏขึ้นมาบ้างแล้ว ต่อให้ระยะทางจะห่างไกลเพียงใด นางก็สามารถมองออกได้ในแวบเดียวว่านั่นคือสามีของนาง
สามีของนาง ไม่มีวันตายอย่างแน่นอน!
และภายใต้สายตาของฝูงชน ร่างหนึ่งที่อาบไปด้วยเืสีแดงเข้มทั่วร่าง ก็ค่อย ๆ ก้าวเดินเข้ามาจากภายนอกประตูสำนัก แม้ทั่วร่างจะเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเื แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่จดจำเขาได้
"นั่นมันเขยแต่งเข้า หลิงเทียนมิใช่หรือ?"
"เขามิใช่ว่าตายไปที่สันเขาโว่หลงแล้วหรือไร?"
"คนผู้นี้เข้ามาได้อย่างไรกัน!"
เมื่อเห็นว่าคนผู้นี้คือหลิงเทียนผู้เป็เขยแต่งเข้า เหล่าศิษย์และผู้าุโสำนักเฉียนหยวนต่างก็ประหลาดใจและโกรธเกรี้ยว ส่วนผู้ฝึกตนจากกองกำลังต่าง ๆ ในแดนใต้ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ คนผู้นี้ก็คือเขยแต่งเข้าในคำเล่าลือผู้นั้นหรือ!?
งานชุมนุมใหญ่สำนักเฉียนหยวนครั้งนี้ ช่างมีเื่ตื่นเต้นเข้ามาไม่ขาดสายเสียจริง
"เกิดเื่อะไรขึ้น?!"
เฟิงอู๋จี้ใและแค้นเคืองในใจ หันไปมองผู้าุโเฟิงเสวียนอี้ คนผู้นี้มิใช่ว่าตายไปที่สันเขาโว่หลงแล้วหรือไร?
"เป็ไปไม่ได้ คนผู้นี้เห็นชัด ๆ ว่ามิได้ออกมาจากสันเขาโว่หลง แล้วเขากลับมาได้อย่างไร?" เฟิงเสวียนอี้ในยามนี้ก็มีแต่ความฉงนสงสัยบนใบหน้า
เช่นนี้เท่ากับว่าภารกิจของเขาผิดพลาด แล้วเขาจะแบกรับโทสะของเฟิงอู๋จี้ได้อย่างไร!?
"ขยะแท้ ๆ !" อกของเฟิงอู๋จี้กระเพื่อมขึ้นลงด้วยความโกรธ
เดิมทีทุกสิ่งอยู่ในการควบคุมและแผนการของเขาแล้ว แต่ใน่เวลาสำคัญเช่นนี้ หลิงเทียนกลับเข้ามาในสนามประลองได้!
เช่นนี้หากหลิงเทียนไม่ตาย เฟิงรั่วเฉินจะแต่งงานกับอันฉือเยว่ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นในงานชุมนุมใหญ่สำนักเฉียนหยวน มิเท่ากับปล่อยให้ผู้ฝึกตนแห่งแดนใต้ต้องหัวเราะเยาะหรอกหรือ!?