7
จนถึงตอนนี้ระบบยังคงเงียบกริบอย่างกับม่องเท่งไปแล้วไม่รู้ว่าติดบั๊กหรือเปล่า ความจริงไม่มีมันออกมาโหวกเหวกก็ดีเหมือนกันเสียดายแค่เื่อดรู้สปอยล์ล่วงหน้า ตอนนี้เขาจึงทำได้เพียงตามสังเกตสถานการณ์ของอวิ๋นเซียไปก่อน
ตอนนี้มีสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจมากอยู่...
ทำไมภายในหุบเขาขังมารจึงสงบนัก ไม่ใช่แค่สงบเท่านั้นไกลออกไปเหมือนจะแว่วเสียงพ่อค้าแม่ค้าะโขายของทั้งยังมีกลิ่นหอมของอาหารลอยมาจาง ๆ อีกด้วย
อวิ๋นเซียเดินด้วยขาของตัวเองครู่หนึ่งข้างกายเงียบงันผิดวิสัยชวนให้รู้สึกไม่คุ้นเคยพอหันกลับไปก็เห็นเจียงสวินอี้เดินหน้านิ่วคิ้วขมวดตามหลังเขาห่างเพียงครึ่งก้าว
ยามที่คนผู้นี้เงียบกริบไม่พูดจานั้นดูจริงจังมากมองไม่ออกเลยว่าโง่งม แม้เสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่งแนบกายแต่ด้วยรูปร่างสูงโปร่งและท่าทีเป็ผู้ดีมีมารยาทของคนสวมทำให้ดูสง่าขึ้นเล็กน้อยใบหน้าหล่อเหลาที่ล้างคราบเืจนสะอาดแล้วถึงกับดูลึกล้ำอย่างหาได้ยากเพิ่มอีกสองสามส่วน
ทั้งยัง...ค่อนข้างคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
อวิ๋นเซียจับจ้องเงียบ ๆเจียงสวินอวี้ยังไม่ทันรู้ตัว เขาก็เบือนหน้ากลับมาหลับตาแน่นเสียก่อน
เมื่อครู่เจียงสวินอี้ไม่ได้หูฝาดจริง ๆทั้งสองเดินกันมาพักหนึ่ง เบื้องหน้าก็ปรากฏเมืองเล็ก ๆ ที่คึกคักตามคาดผู้คนสัญจรพลุกพล่านเต็มท้องถนน ไม่มีปราณมารเลยสักกระผีก
คิ้วรูปดาบของอวิ๋นเซียเลิกขึ้นเล็กน้อยราวกับไม่ค่อยสบายใจนักเขาัับริเวณลำคอของตนเองเบา ๆ ลังเลประเดี๋ยวหนึ่ง ก่อนจะบอกให้เจียงสวินอี้ตามไปต่อ
เจียงสวินอี้เห็นดังนั้นจึงลอบคิด ‘ไม่รู้บนคอเ้าอวิ๋นเซียห้อยสมบัติอะไรไว้ อยู่ด้วยกันแป๊บเดียวไอ้หมอนี่คลำไปตั้งสามหนแล้ว เหอะ ไว้เดี๋ยวข้าจะหาทางเอาไปโยนทิ้งน้ำซะเอาให้ร้อนใจจนเต้นผางเลยยิ่งดี!’
เขาหรี่ตามองแวบหนึ่งแต่จี้นั่นกลับถูกคอเสื้อของอวิ๋นเซียบัง จะทำอย่างไรก็เห็นไม่ชัด ทั้งยังพบว่าสีหน้าของอีกฝ่ายย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ท่าทางเหมือนจวนเจียนจะหมดลมเต็มแก่
เจียงสวินอี้ย่อมรู้ว่าอาการาเ็ของอีกฝ่ายค่อนข้างร้ายแรงแต่ขณะเดียวกันก็คิดว่าถ้าไม่มีทักษะทนมือทนเท้าหน่อยแล้วจะมีหน้ามาเป็พระเอกได้อย่างไรด้วยเหตุนี้ตอนแรกจึงไม่คิดสนใจ
ครั้นยามนี้เห็นเ้าโง่อวิ๋นเซียเอาแต่เดินดุ่ม ๆอยู่นั่น สุดท้ายเขาเลยอ่อนใจ ถอนใจเบา ๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่ง
เจียงสวินอี้แหกปาก “พี่ชายชุดขาว...”
คนที่เดินผ่านไปมาพากันยืนมุง อวิ๋นเซียชักสีหน้าพร้อมเอ่ยเสียงเย็น
“จะทำอะไร”
เจียงสวินอี้ชี้ร้านค้าข้าง ๆ
“ข้าหิวแล้ว อยากกินข้าว”
ข้าง ๆ มีคนเกือบหลุดขำแต่ถูกอวิ๋นเซียตวัดตามองอย่างเ็าจึงพลันกลืนเสียงหัวเราะลงคอ
อวิ๋นเซียไม่พูดไม่จา หันหลังออกเดินเลิกม่านเข้าร้านไป
เจียงสวินอี้ยืนหัวเราะคิกคักแล้วตามเข้าไปด้วย
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มแย้มแจ่มใสมาต้อนรับอย่างกระตือรือร้นแต่กลับไม่พูดจา เพียงยื่นใบรายการอาหารแผ่นหนึ่งให้อวิ๋นเซีย
เจียงสวินอี้เหลือบมองอย่างอดไม่ได้ก่อนเอ่ยเดาว่า “หรือคนผู้นี้จะเป็ใบ้”
อวิ๋นเซียไม่ได้ตอบความเห็นของเขาถึงขนาดสั่งอาหารมาเต็มโต๊ะอย่างชำนิชำนาญ กว่าครึ่งล้วนเป็ของโปรดเจียงสวินอี้
ปกติทั้งสองชอบรสชาติอาหารไม่เหมือนกันทว่าทุกครั้งที่ออกเดินทางอวิ๋นเซียจะสั่งอาหารค่อนมาทางรสที่ถูกปากเจียงสวินอี้เสียมากกว่าแม้ตอนนี้เจียงสวินอี้จะไม่อยู่แล้ว แต่ไม่รู้เพราะเคยชินหรืออย่างไรจึงยังทำแบบเดิมอยู่อีก
เจียงสวินอี้เดิมทีไม่ได้อยากอาหารนักเขาเพียงอยากให้อวิ๋นเซียได้พักสักประเดี๋ยวแต่พอได้เห็นสำรับอาหารแล้วกลับนึกเจริญอาหารขึ้นมาเลิกชายเสื้อนั่งฝั่งตรงข้ามอวิ๋นเซีย หยิบตะเกียบหมายจะคีบโมราหิมะ[1]
แต่จู่ ๆ อวิ๋นเซียก็ยื่นตะเกียบมาขวางพลันใช้กำลังภายในหักตะเกียบในมือเจียงสวินอี้เป็สองท่อน
“จานนี้เ้าห้ามกิน อย่าคีบมั่วซั่ว”
“...” เจียงสวินอี้ข่มอารมณ์ถาม “เช่นนั้นข้าควรกินอะไร”
เวลานี้เองเสี่ยวเอ้อร์ก็ยกข้าวสวยถ้วยหนึ่งมาวางบนโต๊ะอวิ๋นเซียใช้ตะเกียบชี้
“เ้ากินอันนี้” ตามด้วยหยิบผักดองเครื่องเคียงถ้วยเล็กด้านหน้าตัวเองไปวางตรงกลางโต๊ะ“ถ้วยนี้ก็กินได้”
เจียงสวินอี้ “...”
ก่อนทะลุมิติ เขาเป็คุณชายเสเพลชื่อดังคนหนึ่งพอทะลุมิติมาเกิดในสำนักใหญ่ก็ยิ่งเคยตัวกับการกินหรูอยู่สบายแล้วจะพอใจกับของพรรค์นี้ได้อย่างไร เขาจึงซัดตะเกียบหักครึ่งลงบนโต๊ะพานไม่กินมันเสียเลย
เมื่อก่อนหลายครั้งที่เขาเลือกกิน แค่กินน้อยไปสองคำอวิ๋นเซียก็เอาแต่เกลี้ยกล่อมรบเร้าให้เขากินต่อ ทว่าเดี๋ยวนี้พอเปลี่ยนร่างแล้ว การปฏิบัติดันต่างกันราวฟ้ากับเหว
เจียงสวินอี้โยนตะเกียบนั่งหน้าหงิกอยู่ข้าง ๆในขณะที่อวิ๋นเซียกลับค่อย ๆ ใช้ช้อนตักข้าวโดยไม่เหลือบตาแลสักหน
ถึงกระนั้นอวิ๋นเซียกลับไม่แตะอาหารตรงหน้าเช่นกัน
เขารู้สึกอึดอัดคับข้องไม่รู้เหมือนกันว่าโกรธหรือน้อยใจ จึงอดค่อนแคะไม่ได้
“คนก็ตายไปแล้ว เสแสร้งไปจะได้อะไรขึ้นมา”
พอพูดโพล่งออกไปเขาพลันนึกตำหนิความปากพล่อยของตนนัก ทว่าอวิ๋นเซียกลับไม่ต่อปากต่อคำ
ชายหนุ่มใช้ช้อนตักข้าวในถ้วยต่อเหมือนไม่ได้ยินแต่ก็ไม่ได้เอาเข้าปาก ผ่านไปครู่หนึ่งถึงวางช้อนลง
ทั้งสองนั่งเงียบอยู่ตรงโต๊ะโดยที่อาหารแทบไม่พร่องบรรยากาศนั้นอึมครึมพิกล ทว่าเสียงแขกโต๊ะข้าง ๆ กลับดังเข้ามาชัดเจน
ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าวนั่นได้ยินเสียงอันแหบห้าวชัดที่สุด
“พวกเ้าพูดผิดแล้ว ข้าว่านะ ถึงคนจะบอกว่าประมุขอวิ๋นของพรรคน้ะวันฆ่าเจียงสวินอี้แต่ความจริงอาจไม่ได้ทำเพื่อคุณธรรมใต้หล้า หรือปราบมารสังหารปีศาจอะไรนั่นหรอก”
เจียงสวินอี้เลิกคิ้วโดยไม่รู้ตัวรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้มปรากฏบนใบหน้า
แม้แต่อวิ๋นเซียยังอดเหลือบมองโต๊ะนั้นไม่ได้
คนโต๊ะนั้นคึกคักมากดูท่าคงไม่ทันสังเกตพวกเขาทั้งสอง จึงยังสนทนากันอย่างครื้นเครง
มีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยตำหนิ
“คำพูดนี้เ้าเก็บไว้พูดแค่ในหมู่พวกเราก็พออย่าเอาไปพล่ามข้างนอกเด็ดขาด ประมุขอวิ๋นน่ะมีสาวกนับไม่ถ้วน ถ้าให้พวกนั้นได้ยินเข้าละก็เ้าโดนฟาดแน่”
พูดถึงตรงนี้เขาก็ชะงัก คิดไปคิดมาชักเริ่มฉงน จึงเอ่ยถามประโยคเดียวกับที่คั่งค้างอยู่ในใจเจียงสวินอี้
“จะว่าไปแล้วเขาเป็พี่น้องกับเจียงสวินอี้มาตั้งหลายปีดีดัก มิตรภาพแน่นแฟ้นอย่างที่สุดถ้าไม่ได้ฆ่าเขาเพื่อคุณธรรมใต้หล้าแล้วเพื่ออะไรเล่า”
ชายร่างใหญ่ผู้นั้นหัวเราะหึ ๆ ฟังแล้วแสนระคายหูแต่ไม่ยอมเปิดปากพูด กระทั่งคนบนโต๊ะพากันเร่งเร้าต่อว่านั่นละจึงค่อยเอ่ยอย่างลับๆ ล่อ ๆ
“พี่น้อง? หึ ๆ ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลยเคยเห็นท่าทีที่ประมุขอวิ๋นมีต่อเจียงสวินอี้หรือไม่ พวกเ้าคิดว่าสองคนนั้นเหมือนพี่น้องกันจริงรึ”
อีกเสียงซึ่งค่อนข้างทุ้มเข้มเอ่ยว่า
“หยกคู่ขั้นิญญาโด่งดังทั้งใต้หล้าก่อนหน้าพวกเขามักตามติดกันเป็เงาตามตัว เื่นี้ทุกคนย่อมเคยเห็นจริง ๆข้าว่าเจียงสวินอี้ผู้นั้นน่ะเย่อหยิ่ง สีหน้าดูแคลนผู้คนอยู่ตลอด ไม่น่าคบหาสักเท่าไรแต่อวิ๋นเซียกลับไม่เคยว่าอะไร เพียงมองอยู่ไกล ๆ เท่านั้นเห็นได้เลยว่าห่วงใยเอาใจใส่อย่างยิ่ง...”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เจียงสวินอี้ก็อดกระอักกระอ่วนไม่ได้เขาอยู่กับอวิ๋นเซียแบบนี้มาั้แ่เล็ก ไม่เคยรู้สึกว่าไม่เหมาะสมตรงไหนไม่เคยคิดเลยว่าพอออกจากปากคนผู้นี้แล้วจะฟังดูน่าคลื่นเหียนพิกล
ใจนึกด่าทอทว่าพอครุ่นคิดอย่างละเอียดแล้วกลับไม่อาจปฏิเสธ
คนผู้นั้นคล้ายััได้ว่าตนใช้คำพูดไม่เหมาะสม จึงเงียบไปกะทันหัน
แต่แล้วเสียงแหบห้าวกลับหัวเราะแทรกก่อนจะเอ่ยเบา ๆ
“ดูออกแล้วสิท่า แม้จะนับเป็พี่น้องสนิทสนมชิดใกล้แต่เ้าเคยเห็นประมุขอวิ๋นอารีต่อใครอื่นถึงเพียงนี้ไหมเล่าเ้าบอกว่าเจียงสวินอี้นิสัยหยิ่งยโส แต่ประมุขอวิ๋นก็เป็ลูกรักของ์เช่นกันเขามีหรือจะไม่ทะนงตน อันที่จริงเขาเป็คนไร้เหตุผลจนเป็ที่เลื่องลือเชียวละเ้าคิดว่าเขาจะให้ความสนใจห่วงใยขนาดนี้กับทุกคนรึ”
ตอนแรกเจียงสวินอี้ถือจอกชาพลางเพ่งพิศอยู่พอได้ยินประโยคนี้ มือก็เผลอสั่นน้อย ๆ จนน้ำชาพลันกระฉอก
เขาขมวดคิ้ววางของในมือครั้นเหลือบมองอวิ๋นเซียแวบหนึ่ง กลับพบว่าอีกฝ่ายกำลังเหม่อไม่รู้ได้ยินที่คนพวกนั้นเอ่ยเมื่อครู่หรือไม่
เด็กหนุ่มคนก่อนหน้าเอ่ยอย่างรังเกียจ
“เ้าพล่ามไร้สาระอันใด คิดจะบอกใบ้อะไรกันแน่?!พูดจาไม่มีมูลมากเกินไปแล้ว!เื่เล็กน้อยแค่นี้จะมองอะไรออกได้เล่า”
เสียงแหบห้าวถูกกล่าวขัดมาสองรอบแล้วจึงชักมีน้ำโหแค่นเสียงเอ่ยว่า “ได้สิ หากเท่านี้นับเป็เื่เล็กน้อย แล้วเ้าอยากฟังอะไรหรืออยากให้ข้าบอกว่าอวิ๋นเซียเคยยอมรับเองว่าเขา ‘มีสัมพันธ์สวาทกับเจียงสวินอี้’อะไรแบบนี้เรอะ?!”
ทันใดนั้นก็ราวกับสายฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมโจมตีเจียงสวินอี้จนตะลึงตาค้าง โชคดีที่วางจอกชาแล้ว เลยไม่ได้เสียอาการไปมากกว่านี้เขายังฝืนรักษาสีหน้าอย่างที่คนโง่ควรจะเป็ไว้ได้อยู่
สัมพันธ์สวาทนี่ต้องไม่ใช่สัมพันธ์สวาทอย่างที่เขาเข้าใจหรอกเนอะคนผู้นี้แค่พูดคำที่ออกเสียงเหมือนกันเฉย ๆ กระมัง
ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่ไม่เคยประสบกับตัวเลยเหตุใดจึงไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ!
กับอวิ๋นเซีย...บัดซบ ไม่กล้านึกภาพเลยจริง ๆสมองคนพวกนี้เป็อะไรไปหมดแล้ว หรือว่าในนิยายแนวผู้ชายอ่านอย่าง[เมฆาเคลื่อน์] เล่มนี้จะมีตัวละครชายรักชายอยู่ด้วย
เด็กหนุ่มผู้นั้นทำท่าราวกับถูกสายฟ้าฟาดอย่างจังเป็นานกว่าจะละล่ำละลักออกมาได้
“นี่ นี่ นี่มัน...”
ทว่ายังเอ่ยไม่ทันจบก็ถูกคนผู้หนึ่งถีบกระเด็น
นั่นทำเอาเด็กหนุ่มฉุนเฉียวแต่เขากลับพบว่าสหายของตนถูกบุรุษรูปร่างสูงโปร่งผู้หนึ่งถีบลงไปกองกับพื้นเช่นกันทั้งยังถูกเหยียบหน้าอกไว้อีกด้วย
จากนั้นก็มีเสียงตวาดเหี้ยมเกรียมดังขึ้น
“เ้าพูดอะไรหา?!”
คนผู้นั้นตะเกียกตะกายพลางโงหัวขึ้นพลันหน้าถอดสี
“อวิ๋นเซีย?!”
เมื่อคำนี้หลุดออกมา ทุกคนต่างอึ้งกันหมดทันทีที่จำคนตรงหน้าได้สองสามคนด้านข้างรู้สึกราวกับถูกเทรดด้วยน้ำเย็นในเดือนที่อากาศหนาวเหน็บเย็นะเืั้แ่ศีรษะจดปลายเท้า
คนที่เมื่อครู่ไม่ได้ร่วมวงสนทนามาตลอดเริ่มเอ่ยกล้าๆ กลัว ๆ
“ประ...ประมุขอวิ๋นจริงอยู่ที่เมื่อครู่พวกเขาพูดจาล่วงเกินท่านแต่...แต่ใจจริงแล้วเคารพนับถือท่านมากมาตลอดนะขอรับพวกเราเพียงรู้สึกว่าเ้าเจียงสวินอี้นั่นร้ายกาจเกินไปถึงกับทรยศความเมตตาของท่าน ขอท่านประมุขอวิ๋นให้อภัยด้วย ให้อภัยด้วยเถิด”
เจียงสวินอี้มุมปากกระตุก เอาเถอะ เขาชินเสียแล้ว
เดิมทีอวิ๋นเซียยังจ้องชายคนที่ตนเหยียบติดพื้นอยู่แต่คราวนี้เขาหันหน้าไปใช้สายตาอำมหิตมองคนที่เอ่ยเกลี้ยกล่อมตนแทนก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “เ้าบอกว่าเจียงสวินอี้รึ”
คนผู้นั้นพยักหน้ารัว ๆ
“ใช่! ใช่ขอรับ!ข้าบอกว่าเจียงสวินอี้ผู้นั้นชั่วร้ายเลวทรามยิ่งกว่าเดรัจฉานเสียอีก!แม้พวกท่านจะเคยอยู่...แค่ก แค่ก...อยู่ด้วยกัน่หนึ่งก็ต้องเป็เขาแน่นอนที่จิตใจโสมมถึงกับวางแผนใช้มารยาล่อลวงท่าน ช่างต่ำช้า...”
สุ้มเสียงหยุดชะงัก หยดเืสาดกระจาย ยามที่คนผู้นั้นล้มลงกับพื้นสองตายังคงเบิกกว้าง เปี่ยมไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อราวกับไม่คิดว่าอวิ๋นเซียจะปลิดชีวิตตนง่าย ๆ ถึงเพียงนี้
อวิ๋นเซียยืนตระหง่านตรงหน้าสะบัดเืบนคมกระบี่ทลายมนตราออกอย่างเ็า
“รนหาที่ตาย!”
[1]เป็เมนูที่ไม่มีอยู่จริงนักเขียนคิดขึ้นเอง เป็เนื้อกบลอกหนังต้มชุบผงถั่ว สีขาวเหมือนผิวทารก