เจ้าถามข้า ข้าเองก็มิรู้เช่นกัน
โม่จ้านแสร้งทำเป็นส่ายหน้าอย่างมีลับลมคมใน แลกมาซึ่งสายตารังเกียจไร้สิ่งใดเปรียบของคุณชายน้อยเก๋อจือ
“…ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นผู้มิค่อยพิถีพิถันนัก เพียงแต่นี่มันหนาเกินไปแล้วกระมัง? เดินทางผ่านเสียหลายเมืองถึงเพียงนั้น จะหาช่างเหล็กสักคนทำด้ามจับและลับคมสักหน่อยมิได้หรืออย่างไร?”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่ทำหรืออย่างไร? ข้าถึงขั้นไปหาช่างเหล็กตามร้านในเมืองเฟยปู้หย่า เมืองนักดาบพเนจรและเมืองเคอเอ่อร์ปัวนั่วแล้ว ทว่ากลับไม่มีผู้ใดรู้สักคน”
โม่จ้านใช้มือชั่งน้ำหนักแผ่นมีดในมือ ใบมีดมิเพียงแต่หนักอย่างมาก ทว่ายังมีความแข็งอย่างมากเช่นกัน หลังปะทะกับดาบใหญ่ทำจากเหล็กกล้าของหัวหน้าโจร ดาบใหญ่กลับเกิดเป็นรอยตำหนิสายหนึ่ง
“อันใดนะ? กระทั่งช่างเหล็กของข่ายเจ๋อยังมิรู้จัก?! เช่นนั้นควรจะสืบหาความเป็นมาของเจ้าของสิ่งนี้สักหน่อยแล้ว...”
เก๋อจือเผยสีหน้า ‘ว้าว’ ออกมาก่อนเรียกเปลวไฟสองดวงมาล้อมรอบใบมีด ครั้นใบมีดสัมผัสเปลวเพลิงพลันถูกปกคลุมด้วยสีเขียวเทาแปลกประหลาด เพียงแต่หลังจากเปลวเพลิงออกห่างพลันกลับคืนสู่สีขาวเงินดังเดิม
“...เจ้าไปเอามีดประหลาดเล่มนี้มาจากที่ใด?”
“เป็นสมบัติตกทอดจากบรรพบุรุษ มิเคยมีผู้ใดใช้มาก่อน ข้าเองก็เพิ่งค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ว่ามันแข็งอย่างมาก ใช้หอกของเจียนั่วฟันกลับยังไม่เป็นรอย”
โม่จ้านใช้ผ้าเก่าๆ พันรอบใบมีดเอาไว้ก่อนใส่กลับเข้าในซองหนังที่ ‘ไม่พอดี’ แล้วจึงวิ่งไปยังทิศทางที่ลาถีเท่อกับเจียนั่วไล่ตามไป เก๋อจือร่ายเวทธาตุลมตามอยู่ด้านหลัง มองซองหนังที่ถูกพันจนนูนกวัดแกว่งไปมาอยู่ตรงเอวของโม่จ้านพลางหลุดหัวเราะออกมา
“การพกพาเช่นนี้ไม่สะดวกเกินไปแล้วกระมัง...รอกระทั่งกลับเข้าตัวเมืองก็หาช่างเครื่องหนังทำให้พอดีเถิด”
ไม่นานนักคนทั้งสองพลันสังเกตเห็นเงาของเจียนั่ว --- มิทันเห็นคน กลับเห็น ‘อิทธิฤทธิ์’ เป็นอันดับแรก หอกยาวสีขาวเงินห่อหุ้มด้วยชั้นน้ำแข็งบางกวัดแกว่งอยู่กลางอากาศ ตวัดตัดไอหมอกที่ลอยรั้งท้ายเสียจนขาดเป็นสองท่อน ธาตุน้ำแข็งมิต่างจากเพชรเม็ดเล็กรวมตัวกันติดอยู่ปลายหอกแหลมคม สะท้อนเป็นประกายระยิบระยับภายใต้แสงอาทิตย์
โจรที่อยู่รอบๆ ล้มลงจนหมดสิ้น บางคนถึงกับหนวดเคราจับตัวเป็นน้ำแข็งและยืนตัวแข็งทื่ออยู่เช่นนั้น เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากด้านหลัง เจียนั่วกำด้ามหอกอย่างระมัดระวังก่อนหันหน้ามา พบว่าเป็นโม่เจ๋อเอ่อร์ ตนถึงกับผ่อนคลายลงทันใด มุมปากของอัศวินหยักยกขึ้นเล็กน้อย เขาโบกมือให้โม่เจ๋อเอ่อร์ก่อนจะตวัดเก็บหอกอย่างสวยงาม
ธาตุน้ำแข็งปลิวกระจายหายไปฉับพลัน ชุดเกราะสีเงินอันน่าเกรงขามกลับมาเปล่งประกายอีกครั้งโดยไม่แม้แต่จะทิ้งรอยน้ำที่น่ารำคาญใจไว้
“...จิ๊ๆ เมื่อดูเช่นนี้แล้วเจียนั่วหล่อเหลามากเสียจริง โม่เจ๋อเอ่อร์เจ้า--- เอ่อ...”
เก๋อจือมองไปทางโม่จ้านที่อยู่ข้างกายอย่างเย้าหยอก กลับพบว่าดวงตาทั้งสองข้างของโม่จ้านเปล่งประกาย เลียริมฝีปากอย่างแฝงความหมายคลุมเครือ
“...เอาเถิด ถือเสียว่าข้ามิได้พูด”
เก๋อจือผินใบหน้าหมดคำจะเอ่ยหนีไป เคลื่อนสายลมขึ้นสูงเพื่อออกตามหาเงาของลาถีเท่อ
เดิมทีตนคิดอยากจะเอ่ยว่า “โม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าควรยับยั้งใจสักหน่อย” เพียงแต่เมื่อดูจากสีหน้าของโม่เจ๋อเอ่อร์แล้ว การยับยั้งชั่งใจคงจะเป็นไปมิได้เสียแล้ว
กลุ่มคนสี่คนกลับมารวมตัวกันอีกครั้งก่อนมุ่งไปยังด้านหน้าโดยไล่ตามร่องรอยของขบวนขนาดใหญ่
“โชคดีที่ข้าเชื่อเจ้าและซ่อนรถม้าไว้ในป่าล่วงหน้า มิเช่นนั้นพวกเราจะไล่ตามไปอย่างไร?”
เนื่องจากไม่มีสารถีบังคับม้า ดังนั้นจึงทำได้เพียงให้ลาถีเท่อซึ่งเป็นผู้เดียวที่เคยบังคับรถม้าในบรรดาพวกตนไม่กี่คนมาฝืนรับหน้าที่เสียแล้ว เก๋อจือจับที่ผนังด้านในของรถม้ามองไปทางโม่จ้านด้วยความชื่นชม
เมื่ออีกฝ่ายสังเกตเห็นว่ากลุ่มโจรมีทีท่าว่าจะบุกเข้ามาจึงร้องโวยวายสุดเสียงอย่างเกินจริง ตามด้วยเรียกตนกับเจียนั่วมาร่ายเวทมนตร์บนพื้นด้วยกัน ทำให้เกิดควันและฝุ่นฟุ้งขึ้นฟ้า ฉวยโอกาสนี้ให้ลาถีเท่อบังคับรถม้าไปซ่อนในป่าและผูกเอาไว้เป็นอย่างดี รอกระทั่งอีกฝ่ายได้สติรู้ตัว คนทั้งสี่พลันกลับมารวมตัวกันอีกครั้งและเริ่มลงมือจัดการให้ราบคาบภายในคราวเดียว
ยามปกติโม่เจ๋อเอ่อร์ทำตัวเรื่อยเฉื่อย ทว่าเมื่อถึงยามต่อสู้มักคิดหาวิธีที่รอบคอบได้เสมอ ทุกครั้งที่กล่าวถึงยุทธวิธีและความพร้อมรบ ไม่ว่าลาถีเท่อทำสิ่งใดอยู่ก็จะล้วงหยิบเอาสมุดเล่มเล็กออกมาและตั้งอกตั้งใจฟังทันที และนี่ก็เป็นเพียงวิธีเดียวที่ผู้อื่นสามารถ ‘แย่งชิง’ ลาถีเท่อไปจากตน
ครั้นมองไปยังซองหนังที่ห้อยอยู่ข้างเอวของโม่เจ๋อเอ่อร์ ฉับพลันนั้นเก๋อจือพลันนึกบางสิ่งบางอย่างขึ้นได้
“ใช่แล้วโม่เจ๋อเอ่อร์ เจ้าได้นำมีดเล่มนั้นให้เจียนั่วดูแล้วหรือไม่? มิแน่เขาอาจพอรู้สิ่งใดบ้าง?”
“...ข้าเคยเห็นนานแล้ว”
เจียนั่วมองตามสายตาของเก๋อจือไปทางเอวของโม่จ้าน โม่จ้านเหยียดหลังตรงอย่างแฝงเจตนาร้าย ใบหน้าฉายแววรัญจวน หางตาของเจียนั่วถึงกับกระตุกและชักกระบี่ยาวข้างเอวออกมาครึ่งฟัก
“...เอ่อ เจ้าก็มิรู้เช่นกันหรือว่านั่นคือวัสดุใด?”
เก๋อจือผู้จิตใจงามพยายามเค้นเรี่ยวแรงดังเด็กแรกเกิดกว่าจะดันกระบี่ยาวของเจียนั่วกลับเข้าฟักไปได้ โดยปกติผู้ที่รับหน้าที่นี้คือลาถีเท่อ ตนมีเรี่ยวแรงมิเท่าเขา คิดอยากจะปรามอัศวินที่กำลังโมโหย่อมมิใช่เรื่องง่าย
“ใช่ ดูแล้วคล้ายโลหะบางประเภท เพียงแต่ข้ากลับรู้สึกว่าด้านในผสมบางสิ่งเข้าไป...”
เจียนั่วกุมปลายคางด้วยความสงสัย น้ำเสียงเจือความไม่มั่นใจอยู่บ้าง
“ห๋า? โลหะที่ถูกใส่บางสิ่งเข้าไปยังจะเรียบประณีตและทอแสงเช่นนั้นได้หรือ? เจ้ากำลังล้อเล่นกระมัง?”
เก๋อจือเบิกตากว้าง ไม่เห็นด้วยกับลางสังหรณ์ของอัศวินพลางหันหน้าไปมองโม่เจ๋อเอ่อร์อีกครั้ง
“...นอกจากนั้น นั่นเป็นสิ่งที่นักเล่นแร่แปรธาตุจึงจะทำ การเล่นแร่แปรธาตุถือกำเนิดขึ้นมิถึงยี่สิบปี มันจะตกทอดมาจากบรรพบุรุษของโม่เจ๋อเอ่อร์ได้อย่างไร?”
“...เช่นนี้เอง”
เจียนั่วขมวดคิ้วพยักหน้าอย่างเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง โม่จ้านหัวเราะแห้ง แอบกดซองหนังที่กระเด้งไปมาไม่หยุดจากแรงสั่นสะเทือนอย่างเงียบเชียบ
...ข้าย่อมมิอาจเอ่ยว่าไปขุดมาจากหลุมศพของผู้อื่นกระมัง
ไม่ นั่นคือหลุมฝังศพของ ‘ข้าเอง’... ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ข้าวของเครื่องใช้ร่วมฝังย่อมต้องเป็นของข้า เหตุใดข้าจะใช้มิได้เล่า?
......
“ข้ายังนึกว่าท่านเป็นห่วงเจ้าพวกไม่กี่คนนั้นเสียอีก หัวหน้ากิลด์ซีนั่ว”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อนั่งอยู่ในรถม้าคุ้มกันขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ คีบมวนยาสูบหนึ่งมวนพลางกลืนเมฆคายหมอกด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“หากเจ้าเด็กผมแดงผู้นั้นสิ้นชีพ ท่านมาร์ควิสเคอซือคงจะมาเอาเรื่องท่านเสียแล้ว”
“เป็นห่วง? มิจำเป็น หากพวกเขาไม่กี่คนอ่อนแอเสียจนถึงขั้นพ่ายแพ้ให้แก่โจรไม่กี่คนนั่น เช่นนั้นก็ไม่มีค่าใดให้ต้องช่วย”
ซีนั่วจ้องมองหีบเบื้องหน้าโดยไม่ละสายตา บนใบหน้าของเขายังคงมีรอยยิ้มการค้าดังเดิม เพียงแต่ความคิดที่แท้จริงของมังกรกึ่งมนุษย์คือการเผยสีหน้าหยามเหยียดและพ่นไฟใส่บุรุษเฒ่าที่อยู่เบื้องหน้าอย่างหนัก
...โจรกระจอกที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มสิบกว่าคนเช่นนั้น ต่อให้มีเพียงโม่เจ๋อเอ่อร์ผู้เดียวก็ยังสามารถจัดการทั้งหมดได้ภายในเวลาไม่กี่อึดใจ มือใหญ่แปลกประหลาดนั้นสามารถโจมตีและป้องกัน เว้นเสียแต่ขอบเขตการโจมตีที่มิอาจเทียบวงเวทย์ขนาดใหญ่ หากเป็นการต่อสู้ระยะกลางก็เรียกได้ว่าไร้คู่ต่อสู้
“ท่านมิอาจบอกกล่าวข้าอีกหรือ? แท้จริงแล้วด้านในหีบคือสิ่งใดกัน”
นัยน์ตาสีเทาของจี๋เอ่อร์ป๋อเท่อเหลือบมองมาทางซีนั่วราวกับมิตั้งใจ ยังคงพ่นควันลอยอ้อยอิ่งออกมาอีกครา
“ในฐานะหนึ่งในผู้คุ้มกันการขนส่ง ข้าคงจะมีสิทธิ์รู้ว่ากำลังเคลื่อนย้ายสิ่งใดอยู่กระมัง?”
“ท่านได้ทราบไปแล้ว ท่านหัวหน้ากิลด์จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อ”
หัวหน้ากิลด์ทหารรับจ้างต้องการสื่อบางสิ่ง มังกรกึ่งมนุษย์หรี่ดวงตาลง ล้วงหยิบใบลงนามขนส่งออกมาจากกระเป๋าเสื้อก่อนจะไล้ผ่าน ‘วัตถุที่ขนส่ง’ แผ่วเบา
“คือกล่องใบนี้ ภารกิจกำหนดว่าให้นำส่งมันไปยังตรอกขี้เถ้าอย่าง ‘สมบูรณ์ไร้ความเสียหาย’ จากนั้นมอบให้ท่านเก๋อเหลยเกอหลี่”
“...งั้นหรือ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
จี๋เอ่อร์ป๋อเท่อขานรับอย่างคลุมเครือ ออกแรงสูบมวนยาสูบก่อนจะแสร้งมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยท่าทางเอ้อระเหย
ผู้ประกาศภารกิจเป็นมือเก่าที่เชี่ยวชาญในด้านนี้
เดิมทีตนยังคิดว่านี่เป็นภารกิจลับ คิดว่าสามารถใช้ความได้เปรียบด้านพลังต่อสู้ฉกฉวยค่าตอบแทนส่วนใหญ่ เพียงแต่นึกมิถึงว่าหลังจากลงนามรับภารกิจ ผู้ประกาศภารกิจได้เปิดเผยข้อมูลของผู้เข้าร่วมอย่างเงียบๆ หรือก็หมายความว่ายามนี้ทุกคนภายในกิลด์ล้วนแต่รู้ว่ากลุ่มทหารรับจ้างทั้งสามกลุ่มร่วมมือกันรับภารกิจใหญ่ แต่กลับมิรู้เนื้อหาของภารกิจ จัดการขัดขวางความเป็นไปได้ในการแบ่งงานตามจำนวนคน
มิเพียงเท่านี้ อีกฝ่ายยังทำเพื่อขวางมิให้ทหารรับจ้างเปิดหีบเพื่อแอบลอบดู กระทั่งความสมบูรณ์ของหีบยังเขียนไว้บนใบลงนาม
แท้จริงแล้วคือสิ่งใดกัน จึงได้ควรค่าแก่การดูแลป้องกันด้วยความลำบากยากเย็นเช่นนี้
ความสนใจใคร่รู้ของตนถูกสะกิดขึ้นมาอีกครั้งเสียแล้ว