...อานทาวน์ มหานครเซ็นเตอร์...
เหนือน่านฟ้าสีครามที่แสงอาทิตย์กำลังสาดส่องกลุ่มยานโดยสารหลายลำกำลังบินว่อนสวนทางกับฝูงโดรนไร้คนขับขนาดเล็กของผู้พิทักษ์อยู่เต็มท้องฟ้าท่ามกลางมหานครใหญ่ใจกลางแผนที่โลก “เซ็นเตอร์” คือศูนย์รวมของความเจริญรุ่งเรืองทั้งในด้านของเศรษกิจ สังคม การศึกษา และวัฒนธรรมรวมถึงมีวิทยาการที่ก้าวล้ำยิ่งกว่ามหานครทั่วไป
ที่เซ็นเตอร์จะไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นในเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ไม่ว่าจะเป็ อัลฟ่า เบต้า หรือ โอเมก้า ทุกคนสามารถใช้ชีวิตใต้ผืนฟ้าที่ปลอดภัยนี้ได้อย่างเปิดเผยประชากรทุกคนจะได้รับการคุ้มครองจาก “เอมีสการ์เดี้ยน” ซึ่งเป็ศูนย์บัญชาการใหญ่ของกลุ่มผู้พิทักษ์ที่ขึ้นตรงต่อสัญลักษณ์และการปกครองของ “แคปปิตอล” ผู้ใดกระทำความผิดและฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องถูกผู้พิทักษ์นำตัวขึ้นสู่ “ศาลเอมีส” เพื่อรับการพิพากษาตัดสินโทษโดยไม่มีข้อละเว้น
บ้านเมืองในเซ็นเตอร์ถูกปลูกสร้างอย่างเป็ระเบียบมีการวางโครงสร้างและผังเมืองเพื่อรองรับประชากรจำนวนมากที่มาจากทั่วทุกมุมโลกทั้งยังมีระบบขนส่งและการบำบัดมลพิษที่ดีเยี่ยมเพื่อรักษาชั้นบรรยากาศไม่ให้เป็ภัยต่อสิ่งมีชีวิตเช่นมนุษย์ สัตว์ และพืชพันธุ์มนุษย์ทุกคนจะถูกขึ้นทะเบียนประชากรและระบุเผ่าพันธุ์โดยกำเนิดของตนเองด้วย DNA CARDหรือที่ผู้คนส่วนมากเรียกกันสั้นๆ ว่า “ดีการ์ด”นั่นเอง
ถึงแม้มหานครเซ็นเตอร์จะเต็มไปด้วยตึกสูงทรงต่างๆที่สวยงามแปลกตา บนพื้นดินและบนผืนฟ้าคราคร่ำไปด้วยยานขนส่งและยานโดยสารแต่ก็ไม่ได้บัดบังทัศนียภาพที่งดงามและเจริญก้าวหน้าของมหานครใหญ่แต่อย่างใดการจราจรทั้งบนบก ใต้ดิน ในน้ำ และท้องฟ้า ถูกเอมีสการ์เดี้ยนจัดการอย่างเป็ระบบมีหุ่นยนต์และโดรนไร้คนขับของผู้พิทักษ์คอยดูแลให้ความช่วยเหลือประชนจากทุกพื้นที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมั่นคงและปลอดภัยนั่นเป็เหตุผลที่ผู้คนมากมายจากทั่วทุกมุมโลกต่างเดินทางมาที่นี่.....ที่มหานครเซ็นเตอร์
“มาเพื่อใช้ชีวิตอย่างเป็อิสระและเท่าเทียม”
อานทาวน์เป็เมืองหลวงของเซ็นเตอร์ที่นี่เป็แหล่งรวมเศรษฐกิจที่สำคัญของเมืองและยังเป็ที่ตั้งของ “โซฮาร์” สถาบันวิจัยเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมระดับสูง ซึ่งเป็ศูนย์รวมศาสตร์วิชาสำหรับการศึกษาเกือบทุกแขนงในโลกอัลฟ่า เบต้า และโอเมก้าทุกคนที่เข้าเรียนที่นี่จะถูกวัดระดับสติปัญญาและความสามารถเพื่อเลือกเข้าเรียนในศาสตร์ที่ตนเองให้ความสนใจทั้งยังต้องเรียนรู้วิธีการควบคุมสัญชาตญาณและความ้าที่ถูกระบุไว้ภายใต้กฎหมายของแคปปิตอลทั้งหมด
“เพื่อมุ่งสู่ยุคที่จิตใจของมนุษย์ได้ถูกปฏิวัติให้เจริญแล้ว”
โจวเยว่ซิน ยืนมองมหานครใหญ่ที่เต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองนั้นด้วยแววตาเศร้าภายใต้บ้านเมืองที่เจริญรุ่งเรืองและมีวิทยาการที่ก้าวล้ำนี้ยังมีด้านมืดอีกมากมายที่กระจายตัวอยู่อย่างเงียบงันพวกมันพรากเอารอยยิ้มและความสุขไปจากหลายครอบครัวและยังพรากเอาชีวิตของผู้คนไปมากมาย หลงเหลือไว้เพียงความเ็ปและคราบน้ำตาชายหนุ่มยกมือกุมที่อกเอาไว้ แล้วใช้ปลายนิ้วััจี้สร้อยเส้นเล็กนั้นด้วยความคิดถึงสุดหัวใจ
“พ่อครับ แม่ครับ” เขาได้แต่เรียกหาครอบครัวที่เขาสูญเสียไปด้วยความเศร้าความทรมานจากการสูญเสียนั้น เหมือนเพิ่งจะผ่านไปเมื่อวานนี่เอง
“อาเยว่!!!!”เสียงแหกปากร้องของใครบางคนดึงเยว่ซินให้หลุดออกมาจากห้วงความคิดและเพียงแค่ไม่กี่วินาทีต่อมา เยว่ซินก็ถูกเ้าของเสียงนั้นะโขึ้นมาขี่หลังจนแทบล้มหัวคะมำไปกับพื้น
“ซะ...ซวนหยาง!!”เขารีบทรงตัวเอาไว้แล้วหันหน้ากลับไปดูร่างสูงที่ด้านหลังจึงได้เห็นว่า “เวิน ซวนหยาง” กำลังใช้ดวงตาคมกล้าของอัลฟ่าจ้องมองเขาอยู่
“เล่นบ้าอะไรของนาย ลงไปเดี๋ยวนี้เลยนะตัวหนักอย่างกับหมี”
“ไม่ลง” ซวนหยางตอบแล้วเอาขาเกี่ยวเอวเพื่อนไว้แน่น
“ลงไปเลยนะ ไอ้บ้าเอ๊ย” เยว่ซินสะบัดตัวเขาออกด้วยความโมโหซวนหยางเลยเอาขาเกี่ยวเอวเพื่อนไว้แน่นกว่าเดิมซะอีก
“นี่นายเป็ลิงหรือไง บอกให้ลงไปมันหนัก”
“ฉันไม่ลง นายมันไอ้เพื่อนทรยศ แบกฉันไปให้ถึงโซฮาร์เลย!!” เยว่ซินถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“ลงไป”
“ไม่ลง”
“ลงไปเลยไอ้บ้า”
“ไม่ลง”
“ลงไปสิวะ!!”
“ไม่ลงโว๊ย!!”
“อยากตายใช่มั้ยซวนหยาง!!”
“ก็เอาเซ่กำลัง้าวิวาทอยู่เลย!!” ดูเหมือนทั้งคู่จะกำลังตีกันทั้งที่ยังขี่หลังกันอยู่เยว่ซินพยายามเหวี่ยงหมีออกจากหลังส่วนซวนหยางก็เอาขาเกาะเอวเพื่อนไว้แน่นเป็ลูกลิงพอดีนั้นเองเสียงแหกปากร้องลั่นที่ดูคล้ายว่าจะเป็เสียงเดียวกันก็ดังขึ้น
“นี่พวกนายตีกันอีกแล้วหรอ / นี่พวกนายตีกันอีกแล้วหรอ” เยว่ซินกับซวนหยางหยุดตีกันแล้วหันไปมองชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสองคนที่หน้าตาเหมือนกันเสียงเหมือนกัน แต่งตัวเหมือนกัน แถมยังพูดประโยคเดียวกันเป๊ะ ตรงทางเดินด้านหน้า
“อาเล่อ อาเล่ย มาช่วยฉันหน่อยเร็วเข้า!!” เยว่ซินร้องขอความช่วยเหลือจากฝาแฝดอู๋ เจ่อเล่อ กับ อู๋ เจ่อเล่ย ทั้งคู่เป็เบต้าหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งเรือนผมสีแดงเพลิงยาวระต้นคอมีใบหน้าหล่อเหลาและรอยยิ้มที่สดใสทั้งยังมีบุคลิกร่าเริงกวนโอ๊ยไม่มีใครเกินใครอีกด้วย
“อาเล่อ อาเล่ย เอาไอ้บ้านี่ออกจากหลังฉันที!!”
“พวกนายไม่ต้องไปช่วยเขาเลย ไอ้หมอนี่มันคนทรยศ!!”ซวนหยางร้องบอกสองแฝดแล้วกำหมัดเขกหัวเยว่ซินรัวๆ
“ซวนหยาง มันเจ็บนะโว๊ย อาเล่อ อาเล่ย ช่วยด้วย!!”
“ห้ามพวกนายช่วยเขานะ!!”พอเห็นสถานการณ์แบบนั้นสองแฝดเลยหันไปมองหน้ากันก่อนจะยิ้มออกมาด้วยสายตาสุดเ้าเล่ห์
“นี่อาเล่อ นายคิดเหมือนอย่างที่ฉันคิดหรือเปล่า”
“ฉันกำลังคิดอยู่นะ อาเล่ย”
“ใครกันนะที่จะจ้างพวกเราแพงกว่า!!”สองแฝดพูดแล้วหันไปยิ้มกริ่มให้ซวนหยางกับเยว่ซินในสถานการณ์แบบนี้มีแต่ต้องติดสินบนเท่านั้น ถึงจะรอดไปได้
“ถ้าพวกนายช่วยฉัน ฉันจะให้ลอกการบ้านทุกวิชาเลย”สองแฝดหูผึ่งทันทีเมื่อเยว่ซินพูดแบบนั้น
“ฉันให้พ้อยท์สะสมแต้มเพื่อแลกซื้อและรับส่วนลดคัมภีร์เบิกเนตรเล่มใหม่ล่าสุด”สองแฝดรีบยกมืออุดเืกำเดาเอาไว้ทันทีใครๆก็รู้ว่าคัมภีร์เบิกเนตรเต็มด้วยความร้อนแรงที่เพศชายแสวงหาไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกใบนี้ที่ไม่อ่านคัมภีร์เบิกเนตร!!
“ฉันจะตรวจงานวิจัยและส่งการบ้านให้ด้วย แถมติวข้อสอบฟรีหนึ่งปีไม่คิดเงิน”ข้อเสนอนี้ก็น่าสนใจจะเรียนจบจากโซฮาร์ได้มีแต่ต้องพึ่งงานวิจัยของเยว่ซินเท่านั้น
“ฉันให้ยืมคัมภีร์เบิกเนตรคอลเลกชั่นใหม่ เซ็ทฤดูใบไม้ผลิ”
“ฉันทำการบ้านให้ปลอมลายมือให้ด้วย แถมเอาไปส่งให้ถึงที่”
“ฉันยกคัมภีร์เบิกเนตรเซ็ทฤดูใบไม้ผลิให้ฟรีมีชุดชั้นในของอัลฟ่าสาวสุดเซ็กซี่แถมให้ด้วย”เพียงเท่านั้นสองแฝดก็เลือกข้างไปช่วยซวนหยางทันที
“ว๊าก!! ไอ้พวกชั่ว!!!”เยว่ซินโดนสองแฝดรุมสับมะกอกใส่หัวรัวๆ จนหัวปูดหัวโนไปหมด
“ขอโทษทีอาเยว่ พวกเรายังไม่มีคัมภีร์เบิกเนตรคอลเลคชันใหม่เลย”
“ยกโทษให้เราด้วย”
“ฉันขอสาปแช่งพวกนายทุกคนเลย!!” เยว่ซินยกขาถีบแฝดนรกด้วยความโมโห ทรยศผู้มีพระคุณที่ให้ลอกงานวิจัยมายาวนานอย่างเขาได้เพียงเพราะชุดชั้นในกับคัมภีร์ลามกของซวนหยางนี่นะ ยกโทษให้ไม่ได้แล้ว!!
“ลงไปซักทีสิวะ ไอ้บ้า!!” เยว่ซินหมดความอดทนเลยเอามือคว้าคอเสื้อของเพื่อนไว้ก่อนจะจับเขาเหวี่ยงลงมาจากด้านหลัง แต่ซวนหยางพลิกตัวเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นก็ะโข้ามหัวคนตัวเล็กกว่าลงมายืนอยู่เบื้องหน้าของเยว่ซินได้อย่างง่ายดายร่างสูงยิ้มออกมาด้วยความตลกเมื่อเห็นว่าเยว่ซินกำลังโมโหมากขนาดนั้น
“อัลฟ่าแคระอย่างนายทำอะไรฉันไม่ได้หรอก”ว่าแล้วซวนหยางก็เอานิ้วดีดหัวเพื่อนซะจนแทบจะหงายไปข้างหลัง
“ฮ่าๆๆ อัลฟ่าแคระ นายคิดได้ไงเนี่ย”
“จริงด้วย...เหมาะกับอาเยว่มากเลยล่ะคำนี้”พอมีสองแฝดนรกเข้ามาผสมโรงเยว่ซินก็ยิ่งไร้พรรคพวกเข้าไปใหญ่ เขามอง เวินซวนหยาง เพื่อนสนิทที่คบกันมานานด้วยความขัดใจจะว่าไปแล้วั้แ่วันที่ซวนหยางไปเจอเขาในกองขยะหลังอานทาวน์เวลาก็ผ่านมาเกือบสิบปีแล้วสินะ
่เวลาช่างผ่านไปไวมากซะจริงๆตอนนี้ซวนหยางไม่ใช่เด็กหนุ่มตัวเล็กที่วิ่งไล่จับหมาเพื่อตามหาการ์ดของตัวเองอีกต่อไปแล้วเขาเติบโตขึ้นมาเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งกำยำทั้งยังมีรังสีความองอาจน่าเกรงขามที่แตกต่างจากอัลฟ่าทั่วไปกลิ่นกายและบรรยากาศรอบๆตัวเขาไม่เหมือนกับอัลฟ่าคนอื่นอีกทั้งยังมีโครงสร้างร่างกายที่แข็งแรงและการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วเป็พิเศษอีกด้วย
ซวนหยางมีใบหน้าคมเข้มหล่อเหลาและมีเรือนผมสีดำขลับเงาสวยจมูกโด่งเป็สันรับกับโครงหน้าที่โดดเด่นชัดเจนเต็มไปด้วยเสน่ห์มีมุมปากหยักรั้งหนาสวยและดวงตาคมกล้าเปล่งประกายเจิดจ้าดั่งดวงอาทิตย์ทั้งยังมีผิวกายขาวละเอียดชวนมองเรียกได้ว่ามีเสน่ห์น่าหลงใหลสมเป็อัลฟ่าเืบริสุทธิ์แต่.......ถึงจะมีใบหน้าและรูปร่างหน้าตาที่สมบูรณ์แบบมากขนาดนั้นเยว่ซินก็ยังคิดว่าซวนหยางเป็เพียงแค่อัลฟ่าผ่าเหล่าอยู่ดี
“มองอะไร เ้าอัลฟ่าแคระ”
“ฉันไม่ได้แคระ นายนั่นแหละที่โตไวผิดมนุษย์”เยว่ซินว่าเพื่อนพลางเริ่มออกเดินไปตามถนนปูหินถนนเส้นนี้เป็ถนนที่พวกเขาเดินไปโซฮาร์ด้วยกันทุกวันเขากับซวนหยางเรียนด้วยกันมาั้แ่เด็ก ส่วนสองแฝดอู๋เจ่อเล่อและอู๋เจ่อเล่ยเพิ่งเข้ามาเรียนด้วยกันที่โซฮาร์สถาบันใหญ่เมื่อสี่ปีก่อนนี่เอง
“ที่อาเยว่พูดก็ถูกนะ ฉันว่านายดูสูงขึ้นอีกแล้วหรือเปล่า”
“นั่นน่ะสิ ดูล่ำขึ้นกว่าเดิมเยอะเลย” สองแฝดว่าพลางพิจารณารูปร่างสูงใหญ่ของซวนหยางด้วยความสงสัยอัลฟ่าหนุ่มหันมายิ้มกริ่มให้เพื่อนก่อนจะยืดตัวขึ้นด้วยความภูมิใจ
“ฉันจะบอกอะไรให้ ตรงนั้นของฉันก็โตขึ้นด้วยล่ะ”
“ตรงไหน??”
“หยางๆน้อยไง”
“จริงดิ!!” สองแฝดหูผึ่งทันทีเมื่อซวนหยางพูดแบบนั้น
“จริง ถ้าไม่เชื่อจะเปิดให้ดู”
“ไหนๆ” แล้วสองแฝดก็วิ่งมามุงรอบตัวซวนหยางทันทีแต่ยังไม่ทันได้ดูด้วยซ้ำว่าอะไรโตทั้งสามคนก็ถูกเยว่ซินยกมือโบกหัวเรียงตัวซะก่อน
“ทำบ้าอะไรของพวกนายกันวะ!!” เยว่ซินร้องออกมาทั้งใบหน้าแดงเข้ม ไอ้โรคจิตสามตัวนี่ไร้ยางอายเกินไปแล้วจะมาดูอะไรโตในที่สาธารณะแบบนี้กันล่ะ
“นายก็อยากดูเหมือนกันหรออาเยว่ อะ...มาดูสิ”ซวนหยางว่าพลางเอามือดึงเอวกางเกงออกสองแฝดรีบโผล่หน้าเข้าไปดูทันทีในขณะที่เยว่ซินแทบจะะโถีบเพื่อนทั้งสองขาเขารีบวิ่งมากำเอวกางเกงของซวนหยางไว้ทั้งใบหน้าแดงเข้ม
“ซวนหยาง!! ถ้านายโดนผู้พิทักษ์จับข้อหาอนาจารละก็ฉันจะปล่อยให้นายนอนคุกจริงๆด้วย!!” ซวนหยางไหวไหล่อย่างไม่ใส่ใจในคำขู่นั้นเขารู้ว่าถ้าเขาถูกจับยังไงเยว่ซินก็ต้องไปช่วยอยู่แล้วเ้าอัลฟ่าแคระนี่ไม่มีทางทิ้งเขาได้ลงคอสักทีหรอก ต่อให้โกรธจนอยากจะฆ่าเขาให้ตายแต่สุดท้ายก็จะเป็คนแรกที่วิ่งมาช่วยเขาอยู่ดีเขาพิสูจน์มาหลายปีและหลายครั้งแล้วด้วย
“อาเยว่ เอามือออกเลย”
“ใช่...เรายังไม่เห็นอะไรเลยสักนิด”
“แล้วพวกนายจะดูอะไรกันล่ะ!!”
“ก็อาหยางบอกว่าหยางๆน้อยโตขึ้น เราก็เลยอยากดูไง”
“นี่มันเป็ความภาคภูมิใจขอลูกผู้ชายเลยนะเอามือออกด่วนๆ” พอสองแฝดว่าอย่างนั้นใบหน้าของเยว่ซินก็แดงเข้มขึ้นมาอีกรอบ ให้ตายเถอะ...ทำไมเขาถึงต้องมาอยู่แก๊งกับพวกโรคจิตอย่างไอ้สามตัวนี้ด้วยนะนี่เขาไม่มีเพื่อนคนอื่นให้คบแล้วหรือยังไงกัน
ซวนหยางเพ่งมองใบหน้ามอมแมมรกหนวดเคราของเยว่ซินแล้วขมวดคิ้วด้วยความสงสัยอัลฟ่าหนุ่มยืนนิ่งๆให้เพื่อนสนิทกำเอวกางเกงของตัวเองไว้แล้วสูดจมูกเพื่อดมกลิ่นดอกไม้จางๆนั้นแ่เบาทุกครั้งเยว่ซินอายมักจะมีกลิ่นดอกไม้ที่แสนจะบางเบานี้ลอยออกมาจากตัวเขาเสมอแต่ซวนหยางก็ไม่แน่ใจว่าเป็กลิ่นของเยว่ซินหรือกลิ่นของดอกไม้ในสวนข้างถนนกันแน่
เยว่ซินเป็ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งผอมบางถึงแม้จะสูงน้อยกว่าซวนหยางอยู่มากแต่ก็มีรูปร่างที่ดูดีในแบบของอัลฟ่าทั่วไปเขามีใบหน้าหวานละมุนน่ามองและดวงตากลมโตสดใสเวลาที่เขายิ้มดวงตาของเขาจะเปล่งประกายเหมือนกับแสงของดวงจันทร์เลยแต่ถึงแม่จะมีใบหน้าที่งดงามขนาดนั้นเขาก็ชอบซ่อนมันเอาไว้ภายภายใต้ผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงและหนวดเครารกมอมแมมอยู่ดีแถมเขายังชอบใส่เสื้อผ้าตัวหนาใหญ่ยิ่งทำให้ทั่วทั้งร่างกายดูรกเข้าไปอีกที่สำคัญเขาชอบฉีดน้ำหอมกลิ่นแปลกๆ ที่มนุษย์โลกธรรมดาไม่มีวันฉีดกันอีกด้วยแถมยังฉีดหลายกลิ่นผสมกันเล่นเอาคนที่อยู่ใกล้ปวดหัววิงเวียนไปหมด
“นาย...มองอะไร??” เยว่ซินถามขึ้นเมื่อเห็นว่าซวนหยางเอาแต่จ้องเขาเขม่งแบบนั้น
“ฉันว่า่นี้นายทำตัวแปลกๆนะ อาเยว่”ซวนหยางพูดแล้วใช้ดวงตาคมกล้าของอัลฟ่ามองเขาเยว่ซินรีบปล่อยมือออกจากเอวกางเกงของเพื่อนทันที เขาถอยออกมายืนห่างๆทุกคน แล้วพยายามรักษาสีหน้าให้เป็ปรกติ
“เอ่อ.... แปลกยังไง ฉัน...ฉันก็ปรกติดีนี่”ซวนหยางยกมือกอดอกแล้วเพ่งมองใบหน้าที่รกครึ้มไปด้วยหนวดเคราของเพื่อนด้วยความสงสัย
“ก็อาทิตย์ก่อนนายหายไปตั้งหลายวัน แถมยังติดต่อไม่ได้กลับมาก็มีสภาพแบบนี้นายหายไปไหนมา”
“จริงด้วย เขาหายไปตั้งหลายวัน”
“ใช่ๆ เราเลยไม่ได้ลอกการบ้านส่งเลย” สองแฝดเองก็สงสัยเหมือนกัน
“อาเยว่ หรือว่านาย” เยว่ซินมองซวนหยางด้วยความใใบหน้าหวานละมุนรกหนวดเครานั้นชุ่มไปด้วยเหงื่อหัวใจของเขาเต้นรัวเร็วจนแทบจะหลุดออกมานอกอกถึงจะดูเป็พวกโรคจิตไม่เต็มเต็งที่ทำอะไรก็ติดเล่นซะเป็ส่วนใหญ่แต่ซวนหยางก็เป็อัลฟ่าที่มีระดับสติปัญญาสูงมากหรือว่า....เขาจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว
“อาเยว่ นาย...มีเมียแล้วใช่มั้ย??”
“ห๋า??!!” เยว่ซินถึงกับช็อคเมื่อยินแบบนั้น
“ต้องใช่แน่ๆ นายติดผู้หญิงนี่เองถึงได้ทอดทิ้งพวกเรา อา..... ให้ตายเถอะทำเป็ไม่ชอบอ่านคัมภีร์เบิกเนตร โวยวายหาว่าฉันลามกโรคจิตอย่างนั้นอย่างนี้ที่แท้นายก็แอบไปมีเมียแล้วนี่เอง บอกมาเลยนะว่าเธอเป็ใคร อัลฟ้า เบต้าหรือโอเมก้า อายุเท่าไหร่ ชื่ออะไร บอกความจริงมาให้หมด”
“ใช่ๆ บอกสัดส่วนกับสีชุดชั้นในของเธอมาด้วย”สองแฝดว่าทำเอาเยว่ซินถึงกับต้องสูดลมหายใจเข้าปอดด้วยความอดทน เขาไม่น่าไปคิดว่าซวนหยางเป็คนฉลาดเลยหมอนี่เป็แค่อัลฟ่าโรคจิตเท่านั้นเอง!!
“อ้าว...จะไปไหนล่ะ นายยังไม่ได้ตอบคำถามฉันเลยนะ”ซวนหยางร้องเรียกเพื่อนเอาไว้เมื่อเห็นเยว่ซินเดินหนีไปแบบไม่เหลียวหลังขนาดนั้นคนตัวสูงกว่ารีบวิ่งตามเพื่อนไปทันทีโดยมีสองแฝดวิ่งตามไปด้วย
เยว่ซินเดินมาจนถึงสวนดอกไม้หน้าโซฮาร์สนามหญ้าขนาดกว้างขวางนั้นปลูกดอกไม้นานาพันธุ์เอาไว้หลายชนิดนักศึกษาที่เข้ามาเรียนในโซฮาร์กำลังนั่งอยู่บนผืนหญ้าสีเขียวอ่อนและจับกลุ่มคุยกันท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่อบอุ่นอย่างออกรสบางคนก็กำลังใช้ดีการ์ดเปิดการติดต่อแบบไร้สายเพื่อสื่อสารกับผู้ติดต่อที่อยู่ไกลเกินกว่าจะไปหาได้บางคนก็กำลังใช้ดีการ์ดฉายภาพโฮโลแกรมเพื่อการศึกษาหรือเพื่อรับชมความบันเทิงในรูปแบบต่างๆดีการ์ดมีลักษณะเป็แผ่นแก้วโปร่งแสงขนาดพอดีมือและยังมีประโยชน์มากมายในชีวิตประจำวันของผู้คนในเซ็นเตอร์นอกจากจะเป็การ์ดไอดีระบุตัวตนและเผ่าพันธุ์ของมนุษย์แล้วยังเป็เครื่องมือสื่อสารที่ใช้กันอย่างแพร่หลายอีกด้วย
เยว่ซินยังคงเดินจ้ำเอาๆแบบไม่เหลียวหลังโดยมีซวนหยางกับสองแฝดวิ่งตามมาด้วยซวนหยางก้าวขายาวๆแค่ไม่กี่ก้าวก็วิ่งตามเพื่อนมาจนทัน
“อาเยว่ นายทรยศฉันแล้วยังจะแอบไปมีเมียก่อนฉันอีกหรอเราสัญญากันแล้วไงว่าถ้าใครจะมีเมียต้องบอกเพื่อนก่อน”เยว่ซินหันกลับมามองเพื่อนด้วยความโมโห
“ฉันไปสัญญากับนายตอนไหน”
“ก็ตอนนั้นไง ตอนที่ฉันอายุ 18 แล้วฉันฝันเห็นผู้หญิงเป็ครั้งแรกฉันยังบอกนายหมดเลยว่าฉันทำอะไรกับเธอบ้าง”
“ฉันไม่ได้อยากรู้ซักหน่อย ไปให้พ้นเลยไอ้บ้า!!”เยว่ซินยกขาถีบเพื่อนทั้งใบหน้าแดงเข้มเขาไม่ไหวจะทนฟังเื่โรคจิตไม่ซ้ำวันของซวนหยางแล้วอัลฟ่าหนุ่มยิ้มออกมาด้วยความพอใจก่อนจะสูดจมูกดมกลิ่นดอกไม้ที่หอมกรุ่นอย่างบางเบานั้นอีกครั้งแต่เขาก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดีกว่าเป็กลิ่นของเยว่ซินหรือกลิ่นดอกไม้ในสวนหน้าโซฮาร์กันแน่
“นายไม่ต้องมาโวยวายกลบเกลื่อน บอกความจริงมาไอ้คนทรยศ”
“ฉันไปทรยศนายตอนไหน”
“ตอนสอบไง ฉันส่งสายตาสะกิดนายแทบตายนายไม่เห็นจะเหลียวแลฉันเลยนายเป็ต้นเหตุทำให้ฉันสอบตก”
“ที่นายสอบตกเพราะนายมัวแต่เอาเวลาไปอ่านคัมภีร์ลามกนั่นต่างหากไม่ต้องมาโทษฉัน”
“ไม่เกี่ยวกันซักนิด ตอนฉันส่งซิกหานาย นายก็ควรจะมองฉันบ้างสิ”
“มองแล้วได้อะไร มองแล้วจะทำให้นายสอบผ่านหรือไง”
“ฉันก็ส่งคำถามไปตามสายตาฉันแล้วไง ทำไมนายถึงไม่บอกคำตอบ”
“เพ้อเจ้อ ใครจะไปดูรู้เื่กันล่ะ”
“อาเล่อกับอาเล่ยยังคุยกันด้วยสายตารู้เื่เลย”
“ฉันไม่ใช่ฝาแฝดของนายนะ”
“แต่เราก็คบกันมาตั้งเป็สิบปี นายต้องอ่านสายตาฉันออกบ้างสิเราเป็เพื่อนสนิทกันนะ” เยว่ซินสูดลมหายใจเข้าไปในปอดแรงๆความอดทนของเขาเหลือน้อยเต็มทีแล้วหมอนี่ยิ่งโตก็ยิ่งเอาแต่ใจแถมยังพูดไม่รู้เื่ขึ้นทุกวันคอยดูนะวันนี้ล่ะจะเป็วันที่เขาเลิกคบกับอัลฟ่าที่ชื่อ เวิน ซวนหยาง จริงๆ
“ว่าไง...นายเห็นอะไรในตาฉันแล้วใช่มั้ย”
“เห็นสิ” เยว่ซินว่าพลางเดินเข้ามาหาเพื่อนแล้วทำหน้าตาจริงจัง
“เห็นอะไร”
“ขี้ตา” ว่าแล้วเยว่ซินก็เดินหนีไปทันที
“ขะ...ขี้ตางั้นหรอ นายนี่มันคนทรยศจริงๆ”ว่าแล้วซวนหยางก็ยกขาถีบเพื่อนซะจนปลิวตกถนนลงไปในสนามหญ้าพอดีกับที่สองแฝดวิ่งตามมาทัน และเห็นภาพนั้นเข้าเต็มๆ
“อื้อหือ.... หมับเข้าให้” สองแฝดว่าดูเหมือนเยว่ซินจะถูกซวนหยางถีบลงไปนอนกลางกลุ่มสาวๆที่นั่งคุยกันอยู่บนสนามหญ้าหน้าโซฮาร์แถมเขายังล้มลงไปคว้าเอาหน้าอกของเธอเข้าพอดีอีกด้วย
“กรี๊ด!! ไอ้โรคจิต!!” แล้วเยว่ซินก็โดนสาวๆ รุมกระทืบไม่ยั้ง
“ขอ...ขอโทษครับ ผมผิดไปแล้ว!!” เขาลุกขึ้นมาจากสนามหญ้าและฝ่าเท้าของสาวๆได้ ก็วิ่งหนีไปทั้งใบหน้าแดงเข้มซวนหยางกับสองแฝดพากันหัวเราะจนท้องคัดท้องแข็งไปหมด สมเป็เยว่ซินจริงๆถึงจะเรียนเก่งและฉลาดที่สุดในกลุ่มก็ตามแต่เื่ผู้หญิงเขายังต้องพัฒนาอีกเยอะเลย
ซวนหยางมองคนตัวเล็กกว่าที่วิ่งหายวับเข้าไปในตึกเรียนของโซฮาร์แล้วสูดจมูกอีกครั้งกลิ่นดอกไม้ที่บางเบานั้นหายไปแล้วหลงเหลือไว้เพียงกลิ่นดินและผืนหญ้าสีเขียวอ่อนของสวนเท่านั้นเอง
“อืม...ได้กลิ่นชัดเจนยิ่งกว่าปีก่อนอีก มันหมายความว่ายังไงกันนะ”ซวนหยางได้แต่นึกในใจด้วยความสงสัย ถึงแม้จะรู้จักเยว่ซินมาเป็สิบปีแล้วก็ตามแต่เขาก็ยังรู้สึกว่าเพื่อนสนิทของเขาเป็คนมากความลับอยู่ดีหรือว่าบางที...งานวิจัยในสมัยก่อนของเขา ควรจะถูกรื้อขึ้นมาทำใหม่อีกครั้งกันนะ
....ศูนย์อาหาร สถาบันโซฮาร์....
ซวนหยางกับสองแฝดนั่งมองสภาพยับเยินของเยว่ซินด้วยความตลกทั้งสี่หนุ่มนั่งอยู่บนโต๊ะอาหารภายในโซฮาร์ทุกเช้าพวกเขาจะมานั่งกินข้าวด้วยกันที่นี่และหลีหญิงไปด้วยศูนย์อาหารของโซฮาร์เป็ห้องกระจกลอยฟ้าขนาดใหญ่มีโต๊ะอาหารมากมายและมีหุ่นยนต์สำหรับให้บริการนักศึกษาอีกหลายตัวถึงแม้จะเป็เมืองที่เจริญแล้วแต่โซฮาร์ก็มองเห็นว่าการให้มนุษย์ทำอาหารยังคงเป็สิ่งที่ควรค่าต่อการอนุรักษณ์ไว้ดังนั้นหุ่นยนต์ที่ใช้เพื่อให้บริการจึงเป็เพียงแค่ผู้ลำเอียงอาหารและรับชำระเงินเท่านั้นหุ่นยนต์ลำเลียงอาหารมีรูปลักษณ์เหมือนฟองไข่และมีหลายขนาดตามแต่ปริมาณอาหารที่สั่งพวกมันวิ่งไปตามรางแม่เหล็กไฟฟ้าบนพื้นเพื่อเสริฟอาหารและรับชำระเงินจากนั้นก็วิ่งกลับเข้าไปในห้องครัวที่อยู่ด้านหลังสุดของศูนย์อาหารในโซฮาร์
นักศึกษาหลายคนกำลังกินอาหารเช้าและพูดคุยกันอย่างออกรสให้บรรยากาศวุ่นวายในแบบที่ทุกคนคุ้นเคยโซฮาร์เป็สถานศึกษาที่ไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ดังนั้นที่นี่จึงเป็ศูนย์รวมสาวงามจากเผ่าพันธุ์ต่างๆ เอาไว้มากมายทั้งสาวอัลฟ่าบั้นท้ายสุดเซ็กซี่ หรือสาวน้อยโอเมก้าหน้าหวานยั่วยวนใจหรือไม่ก็สาวเบต้าหน้าอกบึ้มบ๊ะตู้ม มองไปทางไหนก็เจริญหูเจริญตาไปหมด ไม่ไหวจะเืกำเดาไหลแล้ว
ในขณะที่ซวนหยางกับสองแฝดกำลังหลีหญิงอยู่หุ่นยนต์ไข่ก็เอาอาหารเช้ามาเสริฟให้พวกเขาสองแฝดจ่ายเงินด้วยการแสกนม่านตาในขณะที่ซวนหยางหยิบการ์ดสีทองของตัวเองออกมาจากกระเป๋า
“นี่นายยังไม่เลิกใช้การ์ดอีกหรอ สมัยนี้เขาไม่จ่ายเงินด้วยการ์ดกันแล้ว”
“จริงด้วย โบราณคร่ำครึสุดๆไปเลย” สองแฝดว่าเขา
“ฉันสะดวกแบบนี้” ว่าแล้วซวนหยางก็แปะการ์ดลงไปที่ระบบชำระเงินเ้าหุ่นยนต์ไข่ก็เลยเปิดฝาครอบออกซวนหยางจึงหยิบจานอาหารกลิ่นหอมฉุยของตัวเองขึ้นมาหลังจากซวนหยางได้อาหารหุ่นยนต์ไข่ก็ปิดฝาครอบลงแล้ววิ่งไปตามรางแม่เหล็กบนพื้นไม่นานนักหุ่นยนต์ตัวใหม่ก็มาเสริฟอาหารให้เยว่ซิน
“พวกนายว่าฉันคร่ำครึ ดูอาเยว่ซะก่อน” ซวนหยางว่า ทุกคนก็เลยหันไปมองเยว่ซินที่กำลังหยิบเหรียญทองทรงกลมที่เป็เงินในยุคโบราณขั้นสูงสุดมาวางลงตรงช่องใส่เงินจากนั้นก็หยิบจานอาหารของตัวเองออกมา
“ฉันสะดวกแบบนี้” เยว่ซินพูดบ้างทำให้ซวนหยางหันมามองเขาฉุนๆ
“นี่นายล้อเลียนฉันหรอ อาเยว่”
“อย่ามาหาเื่ทะเลาะจะได้มั้ย น่ารำคาญ”
“อ๋อ.... ทุกวันนี้นายรำคาญฉันแล้วหรอ ใช่สิ...ฉันมันเพื่อนเก่าแล้วนี่”ซวนหยางเอาส้อมจิ้มชิ้นเนื้อบนจานแรงๆ แล้วอ้าปากเคี้ยวเนื้อด้วยความโมโหทำเอาเยว่ซินต้องถอนหายใจออกมาอีกรอบ
“ถ้าฉันเป็อาเยว่ ฉันว่าฉันคงเป็โรคประสาทตายก่อนมีเมียแน่เลย”
“เห็นด้วย นิสัยอาหยางเหมือนผู้หญิง่มีประจำเดือนไม่มีผิด”สองแฝดว่าทำเอาเยว่ซินหัวเราะออกมาด้วยความตลกคนโดนเปรียบว่าเป็ผู้หญิงมีประจำเดือนถึงกับสำลักเนื้อจนตาเหลือก
“เขาอิจฉาที่ฉันสอบผ่านแต่เขาสอบตกน่ะ ก็เลยนิสัยแย่ยิ่งกว่าทุกวัน”เยว่ซินว่าพลางวางจานอาหารของตัวเองลงบนโต๊ะและทันทีที่จานอาหารแตะลงบนพื้นโต๊ะเท่านั้นเนื้อในจานของเขาก็หายวับไปราวกับว่าไม่เคยมีเนื้ออยู่ในจานมาก่อนหลงเหลือไว้เพียงคราบซอสจางๆ ให้ดูต่างหน้า
“ซวนหยาง!!!” เยว่ซินมองเพื่อนด้วยความโมโหเห็นว่าซวนหยางกำลังเคี้ยวเนื้อของเขาตุ้ยๆ หน้าตาเฉยแถมยังตีหน้ามึนไม่รู้ร้อนรู้หนาวอีกด้วยต่างหากเยว่ซินหันกลับมามองจานอาหารที่ว่างเปล่าของตัวเองด้วยความอดทนที่เหลือน้อยลงทุกทีไอ้บ้านี่ทำเขาโดนสาวๆ รุมกระทืบแล้วยังจะมาแย่งเนื้อเขากินอีกวันนี้ล่ะเขาจะเลิกเป็เพื่อนกับไอ้อัลฟ่าซวนหยางจริงๆ ด้วย!! พอดีนั้นเองหุ่นยนต์ไข่ก็วิ่งมาตามรางแม่เหล็กบนพื้นอีกครั้งซวนหยางก็เลยแตะการ์ดของตัวเองลงไปอีกรอบจากนั้นก็เอาจานอาหารที่ทำจากปลามาวางตรงหน้าเยว่ซิน
“อะไร??”
“นายกินเนื้อเยอะไม่ได้หรอกเดี๋ยวก็ท้องอืดอีก ถ้านายตดในห้องเรียนสาวๆที่ไหนจะมาแลหนุ่มๆ ในแก๊งเรา กินปลาแล้วก็กินผักเข้าไปซะ เ้าอัลฟ่าแคระ”เยว่ซินมองเพื่อนด้วยความโมโห แต่ก็ยื่นมือออกไปหยิบเอาจานอาหารอันใหม่มากินอยู่ดีเขาแอบชำเลืองมองซวนหยางเล็กน้อยหมอนี่สังเกตด้วยหรอว่าเขากินเนื้อเยอะแล้วจะท้องอืด
“นี่อาหยาง นายอย่าไปแกล้งอาเยว่นักเลยน่า”
“จริงด้วย ถ้าไม่มีอาเยว่ล่ะก็ พวกเราจะเรียนจบไปจากโซฮาร์ได้ยังไง”สองแฝดพูดพลางแบ่งปลากับผักในจานของตัวเองให้เยว่ซินด้วยซวนหยางยกมือกอดอกแล้วมองใบหน้ามอมแมมรกหนวดเคราของเพื่อนด้วยความขัดใจ
“ฉันไม่ได้แกล้ง หมอนี่อยากทรยศฉันก่อนเขาทิ้งให้ฉันสอบตกส่วนตัวเองได้คะแนนนำโด่งอยู่คนเดียว”
“ที่นายสอบตกเพราะนายมัวแต่เอาเวลาไปอ่านหนังสือลามกยังไงล่ะ”
“เขาเรียกคัมภีร์เบิกเนตร”
“จะเรียกอะไรมันก็ไร้ประโยชน์อยู่ดีถ้านายมีเวลาว่างขนาดนั้น ทำไมถึงไม่อ่านหนังสือตามโปรแกรมที่ฉันส่งให้”
“ฉันไม่ใช่หุ่นยนต์บรรณารักษ์เหมือนายสักหน่อยที่จะอ่านหนังสือสามเวลาหลังอาหารได้”
“งั้นก็อย่ามาโวยวายเวลาสอบตกสิ” แล้วซวนหยางกับเยวซินก็เริ่มตั้งเค้าว่าจะทำาประสาทกันอีกรอบ
“เอาคัมภีร์ไร้สาระนั่นไปเผาทิ้งให้หมดเลย”
“เผาทิ้งได้ไงนั่นมันของมีค่าสำหรับผู้ชายนะ ด้วงมะพร้าวกามตายด้านอย่างนายไม่เข้าใจหรอก”
“อุ่ก!!”เยว่ซินสำลักข้าวเกือบตายเมื่อได้ยินซวนหยางพูดแบบนั้น
“อาเยว่นี่นายกามตายด้านจริงดิ”
“ให้ตายเถอะเราต้องพาเขาไปรักษานะ” สองแฝดพูดอย่างจริงจังทำเอาเยว่ซินอายจนใบหน้าแทบกลั่นออกมาเป็หยดเื
“ฉะ...ฉันไม่ได้กามตายด้านสักหน่อยอย่ามาพูดอะไรมั่วๆนะ” คราวนี้สองแฝดหันไปมองซวนหยาง
“อ้าว??ก็ฉันไม่เคยเห็นเขาอ่านคัมภีร์เบิกเนตรเลยสักครั้ง จะไม่ให้สงสัยว่ากามตายด้านได้ไง”
“แล้วมันธุระกงการอะไรของนายกันวะ!!”
“เหอะทำมาเป็โมโหกลบเกลื่อน เ้าอัลฟ่าแคระ”
“เลิกเรียกฉันแบบนั้นซะทีได้มั้ย”
“ก็นายแคระจริงๆ ตัวก็เตี้ยขาก็สั้นแถมยังแรงน้อยอีกต่างหาก” เยว่ซินจ้วงสเต็กปลาเข้าปากด้วยความโมโหก็เขาไม่ใช่อัลฟ่าจริงๆ แล้วจะไปโตเร็วแบบซวนหยางได้ยังไงกันล่ะ
“เราว่าที่อาเยว่โตช้าน่าจะมีสาเหตุมาจากนายนะ”
“ฉันเนี่ยนะ??” ซวนหยางยกนิ้วชี้หน้าตัวเองงงๆ
“ก็ใช่ไงนายแย่งอาเยว่กินทุกอย่างเลย มีแต่นายที่โตอยู่คนเดียวรวมถึงตรงนั้นด้วย” แล้วสองแฝดก็ทิ้งสายตามาที่เป้ากางเกงของเขาทำให้ซวนหยางยิ้มออกมาด้วยความภูมิใจ
“เนื่องจากว่าวันนี้เป็วันที่ตรงนั้นของฉันโตขึ้นฉันจะยกโทษให้นายที่เป็ต้นเหตุทำให้ฉันสอบตกละกันนะ อาเยว่”
“เอากองไว้ตรงนั้นล่ะ” เยว่ซินพูดฉุนๆแล้วรีบจัดการอาหารของตัวเองจะได้รีบไปเข้าเรียนซะที เขาเหนื่อยจะทะเลาะกับเด็กไม่รู้จักโตอย่างซวนหยางแล้วไม่รู้ว่าเขาทนคบกับคนนิสัยเสียแบบหมอนี่มาได้ยังไงตั้งเป็สิบปี
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จทั้งสี่คนก็เดินไปตามถนนปูหินเพื่อเข้าตึกเรียนที่โซฮาร์ไม่อนุญาตให้ยานขนส่งหรือยานโดยสารบินผ่านมีเพียงโดรนของผู้พิทักษ์เท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นบินเหนือน่านฟ้าของโซฮาร์ได้เยว่ซินเดินตามหลังซวนหยางกับสองแฝดอยู่พอสังเกตุดูดีๆแล้ว ซวนหยางเหมือนจะสูงขึ้นจริงๆด้วย
“มีอะไรหรอ”ซวนหยางหันกลับมาดูเขาเลยเห็นว่าคนตัวเล็กกว่ากำลังมองตัวเองอยู่
“เอ่อ...นายโตขึ้นจริงๆ ด้วย”
“หมายถึงตรงนั้น??”
“หมายถึงส่วนสูง!!”
“อ้าว...งั้นหรอ” ซวนหยางเดินเข้ามาใกล้ๆเยว่ซินแล้วเอาไหล่ของตัวเองไปชนกับไหล่ของเขา
“อืม.... นายเตี้ยลงจริงๆ ด้วย”
“มันจะเป็ไปได้ยังไงกันล่ะ นายสูงขึ้นต่างหาก”
“จริงหรอ”
“จริงสิ ตอนแรกไหล่ฉันอยู่ตรงนี้ หัวฉันอยู่ตรงนี้”เยว่ซินว่าพลางเอามือขีดวัดความสูงของตัวเองกับร่างกายของซวนหยางปีก่อนเขากับซวนหยางไม่ได้สูงห่างกันขนาดนี้นี่ทำไมพอมาปีนี้หัวของเขาถึงได้ไปอยู่ใต้คางซวนหยางซะแล้วล่ะหมอนี่จะสูงไปถึงไหนกันเนี่ย
“ก็พวกนายอายุ 25 กันแล้วนี่”
“อายุ 25 ปี เป็่ที่อัลฟ่าโตเต็มวัยไม่ใช่หรอ” สองแฝดหันมาถามทั้งคู่เพราะพวกเขาเป็เบต้าเลยไม่ได้มีระบบร่างกายที่ซับซ้อนอะไรให้ต้องกังวลใจไม่เหมือนระบบร่างกายของอัลฟ่ากับโอเมก้าที่ต้องมีวิชากายวิภาคศาสตร์ให้เข้าเรียนกันอย่างจริงจังตั้งหลายเทอม
“นี่เราอายุ 25 กันแล้วหรอ” ซวนหยางว่าพลางก้มมองเพื่อนอัลฟ่าของเขาที่ดูเหมือนจะไม่โตขึ้นเลยั้แ่ปีก่อนแล้วแถมยังดูบอบบางลงยิ่งกว่าเดิมซะอีก
“อาเยว่ ปีนี้นายก็อายุ 25 เหมือนกัน”
“เอ่อ...ก็ใช่แล้วไง??”
“ก็...ทำไมนายถึงไม่สูงขึ้นล่ะ”
“เอ่อ...ระ...เื่นั้น”พอโดนซวนหยางถามแบบนั้นเยว่ซินก็ถึงกับเหงื่อตกไปทันที
“ไหนมาลองชั่งน้ำหนักดูซิ” ซวนหยางบอกแล้วหันหลังให้เขาเยว่ซินเลยะโขึ้นไปขี่หลังเพื่อนเพื่อให้เขาชั่งน้ำหนักให้ สองแฝดยืนรอเงียบๆเพราะเห็นซวนหยางกับเยว่ซินทำแบบนี้จนชินซะแล้ว
“นายตัวเบาหวิวขนาดนี้ ต้องมีอะไรผิดปรกติแน่เลย”
“แต่ฉันว่าฉันหนักขึ้นตั้งเยอะนะ”
“หนักเสื้อผ้าต่างหาก เห็นแค่ข้อมือก็รู้แล้วว่านายตัวเล็กมากขนาดไหน”เยว่ซินะโลงมาจากหลังเพื่อนแล้วหลบสายตาเขาลง
“เราพาเขาไปตรวจที่ ไบโอแลป ดีมั้ยเผื่อว่าเขาจะเป็อัลฟ่าแคระจริงๆ”
“แต่ฉันว่าที่เขาแคระเพราะอาหยางแย่งของกินเขาต่างหาก”ซวนหยางรู้สึกผิดขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินแบบนั้นเขาคว้าที่ข้อมือของเยว่ซินไว้ก่อนจะบอกเพื่อนอย่างจริงจัง
“อาเยว่ ไปไบโอแลปกัน นายอาจจะแคระจริงๆ ก็ได้”
“ฉันไม่ไป แล้วฉันก็ไม่ได้แคระด้วย”เยว่ซินว่าพลางดึงมือของตัวเองออกมาจากมือเพื่อนซวนหยางมองมือของตัวเองแล้วมองข้อมือของเยว่ซินอีกครั้งข้อมือของเยว่ซินบางมากเหมือนมือของผู้หญิงไม่มีผิดเลยแค่มือเดียวของเขาอาจจะกำข้อมือของเยว่ซินได้พร้อมกันทั้งสองข้างเลยด้วยซ้ำหรือว่า.... เยว่ซินจะเป็อัลฟ่าแคระจริงๆ
“อาเยว่ นายต้องไปตรวจร่างกาย ว่าทำไมนายถึงไม่โต”
“เลิกเพ้อเจ้อ แล้วไปเข้าเรียนกันซักทีจะได้มั้ย”
“ไม่ได้ ถ้านายแคระเพราะฉันแย่งของกินนายจริงๆ จะทำยังไง”เยว่ซินมองใบหน้าจริงจังของซวนหยางด้วยความเหนื่อยใจ หมอนี่โตแต่ตัวจริงๆสมองไม่ได้โตขึ้นเลยสักนิด โดนแฝดนรกหลอกเอาแล้ว
“อีกอย่างผู้หญิงชอบผู้ชายที่ตัวสูงนะ นายเตี้ยขนาดนี้ก็อดมีเมียพอดีน่ะสิ”
“แล้วทำไมฉันต้องมีเมียด้วย!!”
“อ้าว??นี่นายจะแก่ตายไปพร้อมกับโสดเลยหรอ แบบนั้นมันเสียชาติเกิดชัดๆ”
“นี่นายกังวลเื่อะไรกันแน่!!”ดูเหมือนซวนหยางจะกังวลหลายเื่รวมกัน ทำให้ใบหน้าคมเข้มของเขายุ่งเหยิงไปหมด
“ซวนหยาง นายไม่ต้องเครียดกับส่วนสูงของฉันหรอก”
“ทำไม??”
“เพราะฉันไปโตที่ตรงนั้น”
“ตรงไหน??”
“เอ่อ...ข้างล่าง” ว่าแล้วเยว่ซินก็เดินเข้าห้องเรียนไปทันทีสองแฝดรีบวิ่งตามเพื่อนไปเพื่อขอดูว่าอะไรโตในขณะที่ซวนหยางกำลังขมวดคิ้วด้วยความสงสัยต่อให้เป็อัลฟ่าสายพันธุ์ที่ธรรมดาที่สุดถ้าอายุครบ 25 ปียังไงก็ต้องสูงมากกว่านี้แน่นอน เขาไม่เคยเห็นอัลฟ่าเพศชายมีรูปร่างบอบบางเหมือนอย่างเยว่ซินมาก่อนถึงแม้เยว่ซินจะชอบสวมใส่เสื้อผ้าตัวหนาใหญ่แต่เขาััร่างกายของคนตัวเล็กกว่าบ่อยครั้ง เขารู้ว่าเยว่ซินตัวบางมากขนาดไหน
นี่ไม่ใช่สรีระของอัลฟ่าเพศชายทั่วๆไป หรือว่า....งานวิจัยของเขาเมื่อหลายปีก่อน จะต้องถูกรื้อขึ้นมาทำใหม่แล้วจริงๆ
…………………………………….