"หนานซื่อหรือ จะเป็ไปได้อย่างไร ข้าไม่เคยบอกกล่าวสิ่งใดเลย ข้ารู้จากอาจารย์แล้วก็รีบออกมาเลย นอกจากนั้นจะมีใครได้อีก" จงฮวาพยายามคิดใคร่ครวญแต่ก็นึกไม่ออก
"ช่างมันเถอะ ไม่ได้สลักสำคัญแต่อย่างใด ในยามนี้เ้าก็รู้แล้วว่ามีคนตามมา เ้าจะรอหรืออย่างไร" เล่าซือถามย้ำอีกครั้ง
"ไม่เป็ไรหรอก เราไปกันเถิด ข้าไม่ได้ขอให้ใครมาสักหน่อย ข้าแค่เป็ห่วงเ้า" จงฮวาตอบกลับ
ทั้งสองจึงเดินทางต่อ จนกระทั่งเข้าเขตป่าดิบชื้นา เมื่อเข้าเขตป่า ก็เริ่มพบเจอสัตว์อสุราจำนวนมาก แต่ในระยะแรกนี้เป็สัตว์ขนาดเล็ก ไม่ได้มีพิษภัยอะไรมาก อย่างที่เห็นก็จะเป็ หมูป่าเขี้ยวตัน พลังอยู่ระดับ 2-3, เก้งอินทรี วิ่งเร็วราวกับเหาะ, เหยี่ยววายุ ที่สายตากว้างไกล จับสัตว์ที่อยู่ด้านล่างอย่างรวดเร็วและแม่นยำ สัตว์พวกนี้ไม่ถือว่าเป็ภัยหากไม่ไปวุ่นวายหรือรบกวนพวกมัน
ใกล้ค่ำแล้ว พวกเราหาอาหารกันก่อน สุดท้ายก็ได้ปลาขนาดใหญ่มาสามสี่ตัว นำมาเผากิน หลังจากนั้นทั้งสองจึงขึ้นไปหาที่พัก
"ข้าว่าต้นไม้ใหญ่บนนี้ก็ไม่เลวนะ กิ่งใหญ่มากเพียงพอที่เราจะขึ้นไปนอน้า"
"ข้าจะไปหากิ่งไม้ใหญ่มาวางพาดเสริม พวกเราจะได้นอนพลิกตัวได้ปลอดภัย" ลู่ซือไม่รอคำตอบแต่พุ่งตัวไปหากิ่งไม้ใหญ่ทันที
สักครู่ใหญ่ ลู่ซือกลับมาพร้อมไม้ใหญ่หลายท่อน และนำขึ้นไปจัดทำที่นอน้า และด้วยความรอบคอบ ลู่ซือทำไม้แหลมมาวางรอบต้นไม้ กันสัตว์อสุราจำพวกเสือ สิงห์ที่อาจปีนต้นไม้ขึ้นมาได้
ในยามค่ำคืน ท้องฟ้าสว่างสไวเห็นดาวระยิบระยับอยู่กลางท้องฟ้า ทั้งสองสนทนาเื่ต่าง ๆ จนจงฮวาหลับไป ส่วนลู่ซือใช้พลังแห่งเจตจำนงดึงปราณธรรมชาติรอบตัวเข้าสู่ไตรจักระและส่งต่อให้ตันเถียน ในขณะที่กำลังเข้ากรรมฐานในเวลาเดียวกัน
รุ่งอรุณวันรุ่งขึ้น จงฮวาตื่นขึ้นมาพบว่าตัวเองนอนกอดลู่ซือ ส่วนหัวก็ซุกอยู่ที่อ้อมแขนและหน้าอก รู้สึกงุนงงและใ เมื่อได้สติจึงค่อย ๆ เหลือบดูลู่ซือที่นอนหลับอยู่
เมื่อนึกดู แท้จรืงแล้ว เมื่อคืนนางรู้สึกตัวและเข้าไปซุกลู่ซือโดยตั้งใจในขณะที่ลู่ซือหลับ นางรู้สึกดีกับลู่ซือมานานแล้ว ด้วยความรู้สึกผูกพันกันมาั้แ่เยาว์ และลู่ซี่ก็ดีกับนางมาสม่ำเสมอ ผิดกับญาติพี่น้องคนอื่น นางจึงสบายใจและอยากอยู่กับลู่ซือเสมอ
ทั้งหมดนี้ นางหารู้ไม่ว่า ลู่ซือตื่นสักพักแล้ว จงฮวากลิ้งเข้ามากอดตนเองั้แ่ลู่ซือล้มตัวลงนอน ลู่ซือพยายามหลบแล้ว หากแต่สัญชาตญาณของคนที่จะเข้าหาความอบอุ่น ทำให้จงฮวากลิ้งเข้ามาซุกลู่ซือโดยไม่รู้ตัว นั่นคือสิ่งที่ลู่ซือคิด
เมื่อเห็นว่าหลับ นางก็หน้าแดง ค่อย ๆ ขยับตัวพร้อมถอนหายใจ "ข้าทำไปได้อย่างไรกัน เฮ่อ... เขาเป็พี่ชายข้าต่างหาก"
"เ้าตื่นแล้วหรือ เป็อย่างไรบ้าง" ลู่ซือแกล้งถามขึ้นมา
"เ้า ... เ้าตื่นแล้วหรือ" จงฮวาตอบโดยไม่กล้ามองหน้า
"เ้าเป็อะไรไป พูดจาไม่มองหน้าข้า" ลู่ซือแกล้งถามออกไป
"ไม่มีอะไร ... ไม่มีอะไรทั้งนั้น" จงฮวาตอบห้วน ๆ แล้วรีบพูดต่อ "พวกเราจะไปทางไหนต่อกัน จะเริ่มที่ไหน" จงฮวากลั้นใจหันหน้ามาถามต่อ
"เราต้องไปบริเวณดินโป่ง น่าจะได้ร่องรอยของพวกมัน"
"พวกมันจะมากินน้ำ กินอาหาร กินดินโป่ง เราต้องไปที่นั่น" ลู่ซืออธิบายเหตุผลจากความรู้ที่ได้มาจากวัฏะเดิม
เวลาผ่านไปประมาณเกือบชั่วยาม ทั้งสองก็เดินมาถึงบริเวณดินโป่งที่ใหญ่พอสมควร
"ข้าว่าที่นี่มีขนาดใหญ่พอสมควร เดี๋ยวเราหารอยเท้ากันก่อน" ลู่ซือสังเกตรอยเท้า ไม่นานก็พบและเดินตามรอยเท้ากระทิงเขาคู่ในทันที
ในวัฏะก่อน ลี้เฟยเคยตามล่าฝูงกระทิงปิศาจอสุรา ซึ่งเป็กระทิงขนาดใหญ่กว่านี้สามเท่า มีกำลังขนาดระดับจักรพรรดิ ดุร้าย และบุกเข้าไปทำร้ายผู้คนในเมืองใหญ่ สร้างความเสียหายมากมาย ในครั้งนั้น ลี้เฟยใช้ปราณจากกระบองเซียนสะบัดเข้าไปที่คอของพวกมันเพียงครั้งเดียว คอแต่ละตัวหักสะบั้น ตายคาที นับั้แ่ครั้งนั้น ผู้คนโจษจันถึงพลังกระบองเซียนของปรมาจารย์ลี้เฟยมาไม่หยุด
แม้ในวัฏะนี้ กระทิงเขาคู่จะมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่สันฐานจะเหมือนกัน ดังนั้นจึงไม่ยากเลยที่จะตามรอย ไม่ช้าทั้งสองก็ตามฝูงกระทิงเขาคู่ทัน โดยปกติพวกมันจะไม่อยู่เป็กลุ่ม แต่ในคราวนี้ทำไมพวกมันมาอยู่เป็กลุ่ม แสดงว่าต้องมีอะไรสักอย่างที่ทำให้พวกมันมารวมกัน มันผิดวิสัยการอยู่ของพวกมัน
หลังจากสังเกตพักใหญ่ ลู่ซือจึงจะเริ่มลงมือ หลังจากคิดว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ก็ต้องลงมืออยู่แล้ว ไม่ว่าเวลานี้หรือเวลาไหน แม้พวกมันจะมีพลังระดับสูงกว่าแปด ก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือ การทำลายจุดอ่อน แต่ถึงแม้จะรู้จุดอ่อน ก็ไม่ง่ายเลยที่จะโจมตีมันได้
ในขณะที่กำลังจะก้าวไป ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลัง ทำให้ฝูงกระทิงเขาคู่รู้ตัวและส่งเสียงขู่ออกมาทันที