แม่ชิงจู้หันไปมอง ในห้องมีขี้เมาในชุดเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งเจ็ดแปดคนเดินออกมา กลิ่นเหล้าโชยคลุ้งไปทั่ว ในจำนวนนั้นมีหลายคนที่ดูคุ้นหน้า เพราะเคยมากินข้าวที่บ้านอยู่หลายครั้ง ต่างพากันเรียก 'ท่านอาสะใภ้' อย่างสนิทสนม ทำให้นางยิ้มกว้างด้วยความดีใจ
คนครบแล้ว หากมีคนมากกว่านี้เงินรางวัลคงแบ่งกันได้ไม่ทั่วถึง ตอนนี้เหลือเพียงรอให้ฟ้ามืดแล้วลงมือ!
"พี่สะใภ้สามต้องรั้งตัวหลินอวี่ไว้ที่อ่าวตงหูให้ได้นะ"
นางพนมมืออธิษฐานต่อสรวง์
"ท่านแม่ จะกลัวอะไร รั้งไว้ไม่ได้ก็ไม่เห็นเป็ไร"
สือชิงจู้คาบยอดอ้ออ่อน ๆ เคี้ยวอยู่ในปาก ใบหน้าปรากฏแววสังหารที่ดุร้าย
"หากมันกล้ากลับมาขัดขวางเื่ดี ๆ ของข้า ข้าก็กล้าส่งมันลงนรกไปพบยมบาล!"
ในเมื่อกล้าทำชั่วครั้งแรก ก็ไม่ต้องกลัวที่จะทำครั้งต่อ ๆ ไป ในบรรดาเพื่อนที่เขาเรียกมา มีทหารหนีทัพจากราชวงศ์ก่อนที่เคยผ่านสมรภูมิและเคยฆ่าคนมาแล้วด้วย! การฉวยโอกาส่ชุลมุนฆ่าหลินอวี่ให้ตายนั้น ง่ายดายราวกับบี้มดตัวหนึ่ง
แม่ชิงจู้มองไปยังทหารหนีทัพที่ถือมีดฟันฟืนคนนั้น ร่างกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามและใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลเป็ ทำให้นางใจสั่นด้วยความหวาดหวั่น นางทำได้เพียงยิ้มแห้ง ๆ แล้วเตือนว่า "พวกเราขอเพียงทรัพย์สิน ไม่เอาชีวิตคน"
หากคนในหมู่บ้านรู้ว่าบ้านนางร่วมมือกับคนนอกหมู่บ้านเพื่อตัดช่องทางทำมาหากินของหลินอวี่ จนทำให้คนทั้งหมู่บ้านต้องสูญเสียรายได้ เพียงแค่เหตุการณ์เมื่อเช้าวานนี้ นางคงถูกคนทั้งหมู่บ้านมัดตัวคุกเข่าหน้าศาลบรรพชน และถูกส่งตัวให้เ้าหน้าที่ทางการเข้าคุกอย่างแน่นอน
อย่าได้เชื่อคำคุยโวของนางที่ว่าลูกชายรู้จักกับเ้าหน้าที่ทางการข้างนอก ความจริงแล้ว เป็เพียงตอนที่ลูกชายดื่มเหล้าจนก่อเื่ในเมืองแล้วถูกจับ นางยอมนอนกับตาแก่บ้านเ้าหน้าที่ทางการที่ใกล้ลงโลงเต็มทีอยู่ไม่กี่คืน ไม่ได้มีความสัมพันธ์ลึกซึ้งอะไรเลย
"ท่านแม่ ตรงนี้ไม่มีอะไรให้ท่านต้องทำแล้ว ท่านรอให้พวกข้าขายน้ำตาลได้เงิน แล้วจะเลี้ยงดูท่านให้สุขสบายยามแก่เฒ่านะขอรับ"
"จะเลี้ยงดูอะไรกัน พ่อเ้าจากไปเร็ว แม่มีลูกชายเพียงคนเดียว ยังหวังให้เ้าแต่งภรรยาใหม่ มีลูกให้แม่ช่วยเลี้ยงอีกสักสองคนนะ"
สองแม่ลูกวาดฝันถึงอนาคตอันสวยงาม คำพูดนั้นทำให้บรรดาพรรคพวกที่ตั้งใจมาช่วยรู้สึกฮึกเหิม แทบจะรอให้ฟ้ามืดไม่ไหว เพื่อที่จะไปขนโถน้ำตาลจากบ้านหลินอวี่ นำเงินไปกินดื่มให้สำราญที่เหลาชิงเจียง และไปหาคณิกาที่ร่านที่สุดในหออี่ชุ่ย
"เอี๊ยด... เอี๊ยด..."
ทางขึ้นเขานั้นลำบาก หลินอวี่และเฉินเจียวเหนียงผลัดกันนั่งผลัดกันเดิน เมื่อเจอพื้นที่โคลนตมที่น้ำท่วมขังจนเดินทางลำบาก ก็ต้องช่วยกันเข็นรถต่อไป ในที่สุด่บ่ายพวกเขาก็มาถึงหน้าสะพานไม้ซุงที่เชื่อมเข้าสู่หมู่บ้านอ่าวตงหู
"เ้าอวี่ รถเข็นไปต่อไม่ได้แล้ว เ้าจะกลับเมื่อไหร่ ให้ข้าไปส่งเ้ากลับอีกรอบหรือไม่?"
หลินอวี่เห็นคนในหมู่บ้านได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงแบกอ้อยป่าข้างทางขึ้นสะพาน เขาจึงปฏิเสธความหวังดีของลูกพี่ลูกน้อง
"ขอบคุณพี่ชาย ท่านขนของเต็มรถแล้วรีบกลับเถอะ พวกข้ายังไม่รู้ว่าจะออกจากอ่าวตงหูได้เมื่อไหร่"
"ตกลง ข้าก็ไม่ได้ไปไหนไกล มีอะไรก็บอกแล้วกัน"
เมื่อคนส่งอ้อยป่าข้ามสะพานไปแล้ว หลินอวี่จึงเดินตามหลังเฉินเจียวเหนียง ค่อย ๆ เดินข้ามสะพานไม้ซุงที่กว้างเพียงสองฉื่อและยาวสามจั้งอย่างระมัดระวัง เมื่อเข้าสู่หมู่บ้าน ผู้คนจำนวนมากมองพวกเขาด้วยความอยากรู้อยากเห็นและซุบซิบกัน
"นั่นไม่ใช่เจียวเหนียง บ้านปู่หกเฉินที่แต่งเข้าหมู่บ้านสือหลินหรอกหรือ?"
"ชายหนุ่มข้างกายนาง น่าจะเป็เ้าถงเซิงคนปัญญาอ่อนนั่นนะ หน้าตาดูหล่อเหลาไม่เบาเลย"
"ถงเซิงปัญญาอ่อนอะไรกัน ตอนนี้เขาไม่ปัญญาอ่อนแล้ว แถมยังหาเงินได้มากมาย ในหมู่บ้านสือหลินลือกันว่าดาวหายนะของหมู่บ้านเราไม่ใช่ดาวหายนะ แต่เป็ดาวนำโชคต่างหาก"
เสียงแห่งความอิจฉาดังขึ้นไม่ขาดสาย มีหญิงสาวที่เคยรู้จักกับเฉินเจียวเหนียงตั้งใจเดินเข้ามาทักทาย และจงใจกล่าวคำสวัสดีกับหลินอวี่ ถึงขั้นมีบางคนส่งสายตาหยาดเยิ้มให้หลินอวี่ต่อหน้าเฉินเจียวเหนียง และพยายามเบียดกายเข้าหาเขาอย่างไร้ยางอาย
"ท่านพี่หลิน เสื้อผ้าที่ท่านสวมช่างงดงามยิ่งนัก ข้าไม่เคยเห็นฝีเข็มแบบนี้มาก่อนเลย"
เสื้อสีน้ำเงินเรียบ ๆ มีอะไรน่ามองกัน?
หลินอวี่รู้สึกระอาใจยิ่งนัก เขาคว้ามือเล็ก ๆ ของเฉินเจียวเหนียงแล้วรีบพาเดินออกจากรังเสือรังจระเข้นี้ทันที เขาขาดภรรยาก็จริง แต่ไม่ใช่ว่าจะรับใครก็ได้มาเป็ภรรยา
ในกลุ่มคนเหล่านี้มีหญิงสาวหลายคนที่เคยไปดูตัวที่หมู่บ้านสือหลิน เมื่อก่อนทำท่าทางไม่สนใจเขา แต่ตอนนี้กลับอยากจะเสนอตัวให้? ควรไปส่องกระจกดูเสียก่อนว่าหน้าหนาเพียงใด
"ท่านพี่ เดินช้า ๆ หน่อยเ้าค่ะ"
"ถ้าช้ากว่านี้ พวกนางจะตามทันแล้ว"
"ท่านเดินผิดทางแล้วเ้าค่ะ"
หลินอวี่ซึ่งเพิ่งมาอ่าวตงหูเป็ครั้งแรก มองดูบ้านเรือนที่สร้างเลียบไปตามลำน้ำ แล้วรู้สึกระอาใจอีกครั้ง เดิมทีคิดว่าหมู่บ้านสือหลินจนแล้ว แต่ปรากฏว่าอ่าวตงหูจนยิ่งกว่า ที่นี่ไม่มีูเาแต่มีน้ำ ทว่าเนื่องจากตั้งอยู่ในจุดที่กระแสน้ำเชี่ยว จึงไม่มีใครหาปลาในแม่น้ำ
ทุกครัวเรือนอาศัยอยู่ในกระท่อมมุงหญ้า บางคนถึงขั้นใช้เสื่อฟางสานมานุ่งห่มเพื่อปกปิดร่างกาย แต่ทางทิศตะวันตกสุดของต้นน้ำ กลับมีบ้านหลังใหญ่โตโอ่อ่าหลังหนึ่ง เมื่อสอบถามจากเจียวเหนียงจึงได้รู้ว่าเป็บ้านของเศรษฐีเฉินในหมู่บ้าน
"คนในอ่าวตงหูแปดสิบส่วนเป็ชาวนาเช่าของบ้านเศรษฐีเฉิน บ้านข้าก็เป็หนึ่งในนั้น ทุกปีต้องตรากตรำทำนาสิบหมู่ แต่กลับไม่เคยได้กินอิ่มเลยสักมื้อ"
เฉินเจียวเหนียงมองไปยังผิวน้ำที่ระยิบระยับแล้วถอนหายใจเบา ๆ
"พี่ใหญ่ไม่อยากคอยจ่ายภาษีแทนเศรษฐี แล้วยังต้องจ่ายภาษีให้ราชสำนักอีก จึงตัดสินใจไปเป็ทหาร ใครจะรู้ว่าไปสามปีก็ไม่มีข่าวคราว ทุกคนบอกว่าเขาตายแล้ว"
ทั้งที่เป็เื่ราวในอดีตเื่เดียวกัน และเป็แม่น้ำสายเดียวกัน แต่อาจเป็เพราะตอนนี้มีที่พึ่งพิง เมื่อเฉินเจียวเหนียงพูดถึงเื่นี้อีกครั้ง น้ำเสียงจึงไม่เศร้าสร้อยเหมือนแต่ก่อน
หลินอวี่บีบมือของนางเบา ๆ แล้วมองไปยังทางแยก
"ต่อไปต้องไปทางไหน? ท่านปู่ท่านย่าของเ้าบอกให้ข้ามา แต่ทำไมถึงไม่ส่งคนมารับเลยล่ะ?"
เขาเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่สำหรับการกลับบ้านภรรยามาด้วย หากท่านปู่ท่านย่าตระกูลเฉินปฏิบัติกับลูกเขยใหม่โดยไร้มารยาท ก็อย่าหาว่าเขาตาต่อตาฟันต่อฟัน
"ท่านพี่ พวกเขามองว่าข้าเป็ดาวหายนะ จึงไม่ยินดีที่ข้ากลับบ้าน แล้วจะส่งคนมารับพวกเราได้อย่างไรกันเ้าคะ?"
เฉินเจียวเหนียงมองเห็นธาตุแท้ของมนุษย์ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง นางไม่คาดหวังสิ่งใด และเดินนำทางเขาไป เดินผ่านเส้นทางดินโคลนแคบ ๆ คดเคี้ยวราวกับลำไส้แกะเป็ระยะทางร้อยเมตร แล้วเดินผ่านบ้านเรือนที่แออัดใจกลางหมู่บ้าน
ชาวบ้านอ่าวตงหูจำนวนมากได้ยินว่าเฉินเจียวเหนียงพาสามีกลับบ้าน แต่งตัวภูมิฐาน ในมือถือข้าวสารและแป้ง จึงพากันชะโงกหน้าออกมาดู พวกเขาอยากจะทักทายหลินอวี่ ลูกเขยผู้มั่งคั่งเพื่อสร้างความสัมพันธ์ และหวังว่าจะได้รับสิทธิ์ในการส่งอ้อยป่าโดยตรง
แต่เมื่อเห็นดาวหายนะยืนอยู่ข้างกายเขา ก็ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เพื่อพูดคุย บางคนถึงกับพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันว่า "จะอวดอะไรกันนักหนา มีดาวหายนะอยู่ในบ้าน ไม่ช้าก็เร็วคงตายยกครัว"
หลินอวี่มองไปยังชายหนุ่มที่พูด อีกฝ่ายไม่ได้อิจฉาภรรยาของเขา แต่ดูเหมือนจะอิจฉาตัวเขามากกว่า และสายตาที่มองเจียวเหนียงนั้นเต็มไปด้วยความหื่นกระหาย
เฉินเจียวเหนียงแนะนำด้วยใบหน้าเ็า "นั่นคือลูกพี่ลูกน้องบ้านท่านปู่ใหญ่ของข้า ั้แ่เด็กชอบกลั่นแกล้งข้า พี่ชายข้าเจอเขาทีไรก็ตีเขาทุกที ั้แ่ท่านพ่อท่านแม่และพี่ใหญ่เกิดเื่ เขาก็มักจะพูดจาดูถูกข้ากับกวงเอ๋อร์อยู่เสมอ"
เมื่อเผชิญกับเื่แบบนี้ ความจริงนางชินเสียแล้วและไม่ได้เก็บมาใส่ใจ แต่การกลับมาอ่าวตงหูในวันนี้ โดยมีสามีติดตามมาด้วย นางจึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
"ลูกพี่ลูกน้องที่มีความสัมพันธ์ทางสายเืงั้นหรือ?"
หลินอวี่ก้มมองไปรอบ ๆ เพื่อหาสิ่งของที่พอจะใช้ได้ เขาจึงส่งถุงแป้งให้ภรรยาถือไว้ จากนั้นก็หยิบดินก้อนหนึ่งที่มีหินปนอยู่ เล็งไปที่ใบหน้าของชายหนุ่มผ่านรั้วไม้ไผ่ที่ห่างออกไปครึ่งตัว แล้วขว้างออกไปสุดแรง
ผลัวะ!
"โอ๊ย! หน้าข้า! เฉินเจียวเหนียง เ้าหัดจัดการผู้ชายของเ้าบ้าง!"
ชายหนุ่มเช็ดดินที่มีเืปนออก แล้วจ้องมองหลินอวี่ด้วยความโกรธ ที่นี่คืออ่าวตงหู ไม่ใช่หมู่บ้านสือหลิน ลูกเขยใหม่ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอย่างหลินอวี่เกิดบ้าอะไรขึ้น ถึงกับไม่รักหน้าตาตัวเองแล้วหรือ? หลินอวี่ไม่มีความเกรงกลัวแม้แต่น้อย เขาชูโถน้ำตาลในมือขึ้น พร้อมคำเตือนที่เต็มไปด้วยรังสีสังหาร
"เ้าควรหุบปากเน่า ๆ ของเ้าก่อนดีกว่า การที่ข้าแค่ปาใส่ถือว่าปรานีมากแล้ว หากเ้ากล้าเปิดประตูบ้านล่ะก็ เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทำให้หัวเ้าเปิดตรงนี้เลย!"
คนกร่างมักแพ้คนซื่อ คนซื่อมักแพ้คนไม่กลัวตาย ชายหนุ่มเคยได้ยินว่าหลินอวี่สอบเป็ถงเซิง เป็บัณฑิต และเห็นว่าเฉินเจียวเหนียงอยากกลับบ้านก็กลับได้ จึงคิดว่าหลินอวี่เป็เพียงคนอ่อนแอที่ไม่มีน้ำยาและถูกผู้หญิงควบคุมได้
แต่เมื่อสบตากัน ชายหนุ่มถึงกับใจนก้าวถอยหลังเสียหลัก อย่าว่าแต่เปิดประตูเลย เขาพุ่งพรวดเข้าไปในห้องโถงแล้วลงกลอนประตูทันที เสียงดังสนั่นจนหญ้ามุงหลังคาหล่นลงมาเป็ชั้น ๆ
หลินอวี่พอใจกับระดับการข่มขวัญเช่นนี้ เขาปรายตามองเพื่อนบ้านที่เพิ่งพูดจาไร้สาระด้วยสายตาเ็า
"ใครที่กล้ารังแกภรรยาข้า หรือพูดจาให้ร้ายภรรยาข้าอีก ข้าจะเอาเื่มันให้ถึงที่สุด!"