Chapter 7 : ดูถูกกันเหรอ? งั้นก็กินไอ้นี่ไปแล้วกัน
ในที่สุดวันที่เมฆได้รอคอยก็มาถึง วันนี้เป็วันพุธซึ่งเป็วันหยุดร้านของแม่เมฆ ทำให้เมฆไม่จำเป็ต้องไปช่วยงานแม่ของตน
หลังจากที่เมฆอดทนทำอาหารเมื่อวานมาอย่างยาวนาน ทำให้ตอนนี้เมฆจึงมีอาการแขนล้าเล็กน้อย โชคยังดีที่ร่างกายของเขายังคงอยู่ใน่วัยรุ่น ไม่อย่างนั้นล่ะก็คงต้องพักเป็อาทิตย์แน่ๆอาการปวดแขนของเขาจึงจะหาย
ตอนนี้เป็เวลา 10 โมงเช้าหน่อยๆ เมฆที่เห็นว่าได้เวลาแล้วจึงเดินทางออกจากบ้านเพื่อเตรียมตัวไปขึ้นเงินรางวัลหวยในทันที เขาได้เดินทางไปยังสำนักงานกินแบ่งรัฐบาลที่ตั้งอยู่ที่สนามบินน้ำในทันที เมื่อเดินทางมาถึง เมฆก็เห็นว่ามีทั้งนักข่าวและคนอีกหลายคนยืนอยู่เต็มหน้าตึกไปหมด
เมฆที่ไม่อยากตกเป็ข่าวมากนัก จึงพยายามเดินเลี่ยงๆกลุ่มคนเหล่านี้ออกไป ก่อนที่จะฉวยโอกาสรีบเดินเข้าไปในตึกในทันที โชคยังดีที่พวกเขาเห็นว่าเมเป็แค่เด็กวัยรุ่นเท่านั้น เลยไม่ได้สนใจอะไรมากมายนัก เนื่องจากคิดว่าเขามากับครอบครัวที่อยู่แถวนี้
เมฆที่หลุดรอดมาได้แล้วจึงรีบเดินไปยังจุดแลกเงินรางวัลในทันที ถึงแม้ทางใบสลากจะเขียนว่าห้ามซื้อขายกับคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปีก็จริง แต่ก็ไม่ได้เขียนไว้นี่ว่าห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีมาแลก ทำให้เมฆสามารถขึ้นเงินรางวัลได้อย่างไม่มีปัญหา หรือต่อให้มี เขาก็แค่บอกว่าพ่อแม่ไม่ว่างจึงให้เขามาแทนก็พอแล้ว
แม้เมฆจะโดนเหล่าพนักงานมองแปลกๆไปบ้าง มีทั้งสายตาที่สงสัย อิจฉาริษยา และอื่นๆอีกมายมายมองมายังตน แต่เมฆก็ไม่ได้สนใจสายตาเหล่านี้มากนัก เมื่อเมได้เช็คเงินรางวัลมาทั้งหมดแล้ว จึงรีบเดินออกจากที่นี่เพื่อไปยังธนาคารที่อยู่ใกล้ที่สุดในทันที
ยังดีที่เมฆทำการเปิดบัญชีธนาคารไว้ก่อนแล้ว ทำให้ตอนที่เขานำเช็คมายื่นเพื่อนำเงินเข้าธนาคารจึงไม่เกิดเื่ยุ่งยากอะไรมากนัก ถึงแม้พนักงานธนาคารจะมองเขาด้วยสายตาที่อิจฉาเมื่อเห็นจำนวนเงินในเช็คที่เมฆยื่นให้ แต่เขาก็ยังคงทำหน้าที่เป็อย่างดี
เมื่อทำรายการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว มือถือของเมฆก็มีข้อความแจ้งเข้ามา บอกว่าบัญชีของเขามียอดเงินเข้ามาแล้ว ซึ่งเมื่อเมฆได้เช็คดูก็พบว่าครบถ้วน จึงทำให้เมฆดีใจเป็อย่างมาก
‘เอาล่ะ เป้าหมายต่อไปก็คงต้องหาซื้อมือถือใหม่ก่อนล่ะนะ ด้วยมือถือของชั้นในตอนนี้การจะทำธุรกรรมออนไลน์มันคงยากไปซักหน่อย’ เมฆคิดเมื่อมองไปยังมือถือที่อยู่ในมือของตน ที่ตอนนี้เป็เพียงมือถือธรรมดาๆ ไม่ได้เป็สมาร์ทโฟนเลยด้วยซ้ำ
[เรียนนายท่าน สำหรับอุปกรณ์มือถือพกพาที่ดีที่สุดเท่าที่ผมหาได้ในตอนนี้คือ Aphone 4S ครับ แต่น่าเสียที่ประสิทธิภาพของมันต่ำกว่ามือถือในปัจจุบันที่นายท่านจากมาเสียอีก จากการวิเคราะห์แล้วมีประสิทธิภาพต่ำกว่า 2025% เลยครับ] คลาวให้คำแนะนำแก่เมฆ
‘เอาน่า ยุคสมัยนี้แค่นี้ก็ถือว่าเป็เทคโนโลยีใหม่แล้วนะ ยังไงก็ดีกว่าไม่มีใช้ล่ะนะ’ เมฆตอบกลับคลาว ก่อนที่จะเดินไปยังร้านมือถือเพื่อที่จะซื้อมือถือเครื่องใหม่ในทันที
เมื่อเมฆเดินเข้าไปยังร้านค้าที่ขายมือถือแล้ว เหล่าพนักงานก็มองมายังเมฆเดินเข้ามาในร้านค้าของพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะแสดงสีหน้าดูถูกเมฆอยู่แวบหนึ่ง เนื่องจากชุดที่เมฆใส่ในตอนนี้เป็เพียงเสื้อเชิ้ตกับกางเกงขาสั้นเก่าๆชุดหนึ่ง และรองเท้าแตะ ทำให้พวกเขาคิดว่าเมฆคงเป็แค่เด็กหนุ่มจนๆที่อยากเข้ามาดูของในร้านค้าแห่งนี้ พวกเขาจึงไม่ได้สนใจในตัวเมฆมากนัก เนื่องจากพวกเขาคิดว่ายังไงๆเมฆก็ไม่มีปัญญาซื้อของในร้านของพวกเขาได้แน่นอน
แต่เมฆเองก็ไม่ได้สนใจพวกเขามากนัก อันที่จริงเรียกว่าไม่รู้ตัวเลยจะง่ายกว่า เมื่อเมฆเห็นว่าเหล่าพนักงานไม่ได้มาเดินพูดคุยกับเขา กลับทำให้เขารู้สึกสบายใจเสียด้วยซ้ำ ที่ไม่ต้องมายืนฟังพนักงานพูดกรอกหูแนะนำสินค้านู่นนี่นั่น
เมฆเดินดูสินค้าที่วางอยู่ในร้านค้าไปเรื่อยๆ แม้จะเป็ของที่มีเทคโนโลยีที่ต่ำเมื่อเทียบกับสมัยที่เขาได้จากมา แต่ในสมัยนี้นับว่าอุปกรณ์ที่วางโชว์อยู่พวกนี้นับว่าทันสมัยเป็อย่างมาก ร้านที่เมฆเดินเข้ามาดูนั้นไม่ได้มีเพียงโทรศัพท์วางขายอยู่แต่เพียงอย่างเดียว ยังมีทั้งอุปกรณ์เสริมอย่างพวกหูฟัง ลำโพง หรือแม้กระทั่งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ แลปทอปก็ยังมี
เมื่อเมฆเดินดูจนหนำใจแล้ว เขาก็ตัดสินใจว่าเข้าจะซื้อโทรศัพท์รุ่นที่คลาวแนะนำมา 4 เครื่อง โดยที่ให้เขาเองเครื่องหนึ่ง และให้กับครอบครัวของเขาอีกคนละหนึ่งเครื่อง
มีอีกสิ่งหนึ่งที่เมฆรู้สึกสนใจก็คือ ตัว Nacbook ที่เป็แลปทอปหรือที่เรียกกันว่าโน้ตบุ๊ก ซึ่งเ้าแลปทอปตัวนี้ก็ผลิตมาจากบริษัทเดียวกันกับที่ผลิตโทรศัพท์ที่เขาคิดจะซื้อด้วยเช่นกัน เมฆจำได้ว่าในอดีตบริษัทแห่งนี้ขึ้นชื่อมากในด้านเทคโนโลยี เรียกได้ว่าติดอนดับโลกเลยก็ว่าได้ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายๆชิ้นที่บริษัทแห่งนี้ผลิตขึ้นมาและเปิดตัวในแต่ละครั้ง นับว่าได้เปลี่ยนโลกกันเลยทีเดียว และแน่นอนว่าเ้าตัว Nacbook นี้เองก็เช่นกัน
แม้มันจะมีราคาที่ค่อนข้างแพง แต่เมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กรุ่นอื่นๆแล้ว ประสิทธิภาพในการใช้งานของมันเรียกได้ว่าห่างกันอยู่โขเลยทีเดียว ตัวเสปคของมันอาจจะไม่ได้แรงมากนักเมื่อเทียบกับโน้ตบุ๊กตัวทอปของยี่ห้ออื่นๆ แต่จุดเด่นของมันอยู่ที่มันมีการ Support ในเื่ของการเขียนโปรแกรมโค้ดภาษาต่างๆนั่นเอง เรียกได้ว่าเป็โน้ตบุ๊กในฝันของพวกที่ทำงานการเขียนโปรแกรมอย่างเมฆเลยก็ว่าได้
ในขณะที่เมฆกำลังดูสินค้าอยู่นั้นเอง พนักงานคนหนึ่งที่เริ่มรำคาญเมฆเพราะเห็นว่าเขายืนอยู่ในร้านนานเกินไปแล้ว จึงคิดที่จะไล่เขาออกไปเพื่อที่จะได้ไม่มาเกะกะร้านของเขา เมื่อคิดได้ดังนั้นพนักงานคนนั้นก็เดินเข้าไปพูดคุยกับเมฆในทันทีเพื่อหาทางไล่เขาไปอย่างอ้อมๆ
“ยินดีต้อนรับครับ ไม่ทราบว่าสนใจสินค้าชิ้นนี้อยู่เหรอครับ?” พนักงานเดินเข้าไปถามเมฆ แต่ในขณะที่เมฆกำลังจะตอบเขาอยู่นั้น พนักงานคนนี้ก็ไม่ให้โอกาสเมฆพูดเลยแม้แต่น้อย เขารีบพูดต่ออย่างรวดเร็ว
“สำหรับเ้าตัว Nacbook ตัวนี้มาพร้อมกับเสปค CPU Dual core 2.4 GHz นะครับ ส่วน RAM นี่ให้มา 4 GB. ขนาดหน้าจอ.....” พนักงานยังคงพล่ามต่อไปเรื่อยๆไม่หยุด ก่อนที่จะพูดประโยคหนึ่งขึ้นมา ซึ่งทำให้เมฆอารมณ์เสียเล็กน้อย
“สำหรับราคาในตอนนี้อยู่ที่ 29,990 บาทนะครับ ถ้าน้องชายสนใจสามารถสั่งซื้อที่พี่ได้นะครับ แน่นอนว่าถ้าน้องมีปัญญานะครับ”
“.....พูดแบบนี้หมายความว่ายังไงครับ?” เมฆถามกลับด้วยความโมเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าพนักงานคนนี้กล่าวดูถูกตน ถึงแม้ว่าเขาจะแต่งตัวซอมซ่อมาก็จริง แต่ปฏิกิริยาแบบนี้มันไม่สมควรนำมาใช้กับลูกค้าด้วยซ้ำ
“อ้อ....ขอโทษทีครับ สงสัยพี่คงใช้คำผิดไปหน่อย พี่จะบอกว่าถ้าน้องอยากที่จะซื้อเนี่ย ควรดูราคาของสินค้าก่อนนะครับ” พนักงานกล่าวขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับชี้ไปยังป้ายราคาให้เมฆดู เพราะเขาคิดว่าเด็กอย่างเมฆไม่มีปัญญามีเงินขนาดนี้ได้หรอก
เมฆที่ได้ยินคำพูดของพนักงานคนนี้ บวกกับเสียงหัวเราะของพนักงานคนอื่นๆที่อยู่ไม่ไกล ทำให้หมดอารมณ์ที่จะซื้อของในร้านนี้โดยทันที และเดินออกจากร้านไปอย่างรวดเร็ว
พนักงานที่ดูถูกเมฆ เมื่อเห็นว่าเมฆเดินออกจากร้านไปแล้วก็หัวเราะอย่างผู้มีชัย ก่อนที่จะเดินกลับไปโอ้อวดสิ่งที่ตนทำกับเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ
“เป็ไง ทักษะกู ไอ้เด็กนั่นถึงกับหงอไปเลย”
“พี่แม่งโคตรเจ๋งอะ เดี๋ยวไว้มีโอกาสผมจะลองทำตามมั่ง”
“สมน้ำหน้ามัน ให้มันรู้ซะมั่งว่าของพวกนี้เค้ามีไว้ขายกับคนมีเงินเท่านั้นเว้ย ฮ่าๆๆๆ” เหล่าพนักงานต่างพากันหัวเราะอย่างมีความสุข
ในขณะเดียวกัน เมฆที่เดินออกมาอย่างอารมณ์เสีย ก็พลันไปเห็นร้านค้าแบบเดียวกันที่อยู่ทางฝั่งตรงข้ามกับร้านที่เมฆได้ไปเดินดูมาเมื่อครู่ เมฆเลยตัดสินใจที่จะเดินไปซื้อของที่ร้านนั้นแทน เพราะเมฆหมดอารมณืที่จะไปซื้อของที่ร้านนั้นแล้ว
เมื่อเมฆเดินเข้ามายังร้านใหม่ กลับพบว่าพนักงานที่ร้านนี้ต้อนรับเขาอย่างมีมารยาทมาก ผิดกับร้านที่อยู่ฝั่งตรงข้ามลิบลับ ทำให้เมฆไม่รอช้าตัดสินใจซื้อของที่ร้านแห่งนี้โดยทันที
“เฮ้ยดูนั่นดิ ไอ้เด็กนั่นเดินเข้าไปดูที่ร้านฝั่งตรงข้ามว่ะ” พนักงานที่ดูถูกเมฆเมื่อครู่เห็นว่าเมฆเดินไปยังร้านฝังตรงข้ามจึงบอกเพื่อนร่วมงานของตน
“สงสัยมันยังคงไม่เข็ดมั้ง น่าสงสารคนจนนะที่ทำได้แต่ยืนดู ฮ่าๆๆ” พนักงานอีกคนหัวเราะ
“เอ๊ะ แต่ดูแปลกๆนะ ทำไมเหมือนไอเด็กนั่นมันกำลังชี้สินค้าเหมือนทำท่าจะซื้ออยู่เลยล่ะ?” พนักงานอีกคนหนึ่งที่สังเกตเห็นท่าทางของเมฆก็เริ่มเอะใจขึ้นมาเล็กน้อย
“ไม่หรอกๆ มันก็คงแค่ชี้ถามไปมั่วๆเท่านั้นเองแหละ อย่าไปสนใจมันเลย มาทำงานของเราต่อเถอะ เอ้านั่น ลูกค้าคนใหม่เดินเข้าร้านมาแล้ว รีบไปต้อนรับเร็ว” พนักงานคนที่ดูถูกเมฆบอกปัดความคิดเพื่อนของตน ก่อนที่จะเดินไปต้อนรับลูกค้าที่เดินเข้าร้าน เพื่อที่จะหวังว่าเขาจะสามารถขายสินค้าแพงๆได้ซักเครื่อง เพื่อหาเงินค่าคอมมิชชันนั่นเอง
แต่เมื่อเวลาผ่านไปซักพักหนึ่ง เหล่าลูกค้าที่เดินเข้ามาดูสินค้าที่ร้านของเขาก็ไม่ได้ซื้อของกลับไปเลยแม้แต่น้อย ทำให้พวกเขาถึงกับเซ็งกันไปตามๆกัน
“ถามนู่นถามนี่อยู่ได้ สุดท้ายก็ไม่ซื้อ น่าเบื่อจริง” พนักงานคนหนึ่งบ่น
“นั่นสิ รู้อย่างนี้ไม่เดินตามประกบให้เสียแรงหรอก เสียเวลาเปล่าๆ” พนักงานอีกคนพูดเสริม
“เฮ้ย ไอ้เด็กนั่นมันยังนั่งอยู่ในร้านนั้นอยู่เลยว่ะ” พนักงานอีกคนหนึ่งที่เห็นว่าเมฆยังคงนั่งรออยู่ในร้านฝั่งตรงข้ามจึงพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ
“ไหนๆ โอ้โห จริงด้วยแฮะ ไอ้เด็กนี่มันตื๊อจริงแฮะ น่านับถือพนักงานร้านนั้นนะที่ยังทนให้เด็กนั่นอยู่ในร้านนานขนาดนี้น่ะ...อ๊ะนั่นไง พูดไม่ทันขาดคำ ดูสิ มีพนักงานเดินมาไล่แล้วเห็นมั้ย” พนักงานคนที่ดูถูกเมฆกล่าวขึ้น
“เอ๊ะ แต่มันแปลกๆนะครับ ดูเหมือนพนักงานคนนั้นถือเอกสารอะไรบางอย่างมาให้เด็กคนนั้นด้วย” พนักงานที่เฝ้าดูอยู่อีกคนถามขึ้นด้วยความสงสัย
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้พูดคุยถกเถียงกันต่อ สิ่งที่พวกเขาได้เห็นต่อมาถึงกับทำให้พวกเขาแทบไม่เชื่อสายตาตนเอง เพราะว่าหลังจากที่เห็นว่าเมฆเซ็นเอกสารเรียบร้อยแล้ว ก็มีพนักงาน 2-3 คนเดินมาพร้อมกับถือกล่อง Aphone 4s ที่เป็โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ล่าสุดถึงสี่เครื่องมาวางไว้บนโต๊ะหน้าเมฆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีกล่อง Nacbook Pro รุ่นตัวท๊อปอีกหนึ่งกล่องตามมาติดๆ จากนั้นเขาก็เห็นว่าเมฆได้ยื่นบัตรให้กับพนักงานในร้าน นั่นทำให้พวกเขารู้ในทันทีว่า เด็กที่พวกตนดูถูกเมื่อครู่กำลังซื้อของอยู่นั่นเอง
“น...นั่นมัน Aphone 4s แค่ราคาแต่ละเครื่องก็ตกไปเกือบ 25,000 บาทแล้วนะ แล้วนี้ซื้อตั้งสี่เครื่อง ยังไม่รวม Nacbook นั่นอีก ทั้งหมดนั่นมันรวมๆแล้วเป็แสนเลยนะ” พนักงานที่ลอบสังเกตการณ์อยู่พูดขึ้นด้วยความใ
“ย....อย่าบอกนะว่าเ้าเด็กนั่นมีเงินพอที่จะซื้อของพวกนั้นจริงๆน่ะ?” พนักงานอีกคนก็กล่าวด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อเช่นกัน
แต่เมื่อพวกเขาเห็นว่าพนักงานในร้านนั้นคืนบัตรให้กับเมฆ จากนั้นก็นำของทั้งหมดใส่ถุงหิ้วแล้วยื่นให้กับเมฆ ทำให้พวกเขาได้รู้ในทันทีว่า เด็กคนที่พวกเขาดูถูกเมื่อครู่นี้ มีปัญญาซื้อของพวกนี้จริงๆ นี่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็คนปล่อยเงินค่าคอมฯไปเองกับมือหรอกเหรอ?
เมฆที่เดินออกมาจากร้านแล้ว ก็พลันเหลือบมองไปเห็นเหล่าพนักงานในร้านที่เขาเข้าไปในครั้งแรกมองตนอยู่ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก ทำให้เมฆยิ้มขึ้นมาอย่างสะใจเล็กน้อย ก่อนที่จะยกมือขึ้นแล้วชูนิ้วกลางใส่พวกเขาทันที ก่อนที่จะเดินออกไปด้วยความรวดเร็ว