"วันนี้ข้าจะสอนเจ้าเอง ว่าอะไรคือการเคารพอาจารย์!" เย่จื้อเหอสั่งนาง "ยื่นมือออกมา!"
เย่ชิงชิงเม้มปากปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือ
"ข้าสั่งให้เจ้ายื่นมือออกมา!" เย่จื้อเหอทวนคำอีกครั้ง
ไม่เคยเห็นผู้ชายที่ใจแคบเช่นนี้มาก่อนเย่ชิงชิงกล่าวว่า "มีคำกล่าวว่าบัณฑิตใช้คุณธรรมเอาชนะใจคนแม้ข้าจะมิได้รอบรู้สิ่งใดแต่ก็เห็นว่าการกระทำของท่านนั้นยากจะทำให้ผู้คนยอมรับได้"
คำกล่าวนี้ย่อมทำให้เย่จื้อเหอบันดาลโทสะเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมไร้ความรู้กล้าดีอย่างไรมาโต้แย้งคำพูดของเขาต่อหน้าสาธารณชนมิหนำซ้ำยังกล้าเถียง! แล้วความน่าเกรงขามของเขาในฐานะอาจารย์จะหลงเหลืออะไร!
"สตรีควรสำรวมเรียบร้อย จึงจะงดงามสมเป็นกุลสตรี ผู้ที่ประพฤติตนเช่นเจ้าเติบใหญ่ไปก็คงเป็นหญิงปากร้ายไร้การศึกษามิรู้หนังสือแม้เพียงครึ่งตัวอักษรยังกล้าปากพล่อยอีก!" เย่จื้อเหอหัวเราะเยาะ นางกล้าอบรมสั่งสอนเขาด้วยหลักคุณธรรมได้อย่างไร?ช่างไม่รู้จักประมาณตน!
"พูดด้วยเหตุผลไม่ได้หรือ?" เย่ชิงชิงลุกขึ้นเก็บสัมภาระในย่ามเล็กๆของนาง "ถ้าอย่างนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเรียนแล้ว"
ในเมื่ออีกฝ่ายตั้งใจจะหาเรื่องเยาะเย้ยนางนางจะทนอยู่ที่นี่ให้ตนเองต้องอับอายไปทำไมกันอีกอย่างนางไม่คิดว่าเย่จื้อเหอจะสอนอะไรที่มีประโยชน์ได้เลย
เดิมทีการมาเรียนในสำนักศึกษาก็เป็นเพียงการสร้างเหตุผลที่จะทำให้นาง ‘มีเหตุอันควร’ที่จะอ่านออกเขียนได้ในภายหลังเท่านั้น เรื่องยุ่งยากเช่นนี้หลีกเลี่ยงได้ก็ควรหลีกเลี่ยง
เย่ชิงชิงหยิบของแล้วเดินจากไปการกระทำนี้ในสายตาของผู้อื่นถือเป็นการท้าทายอย่างโจ่งแจ้งกล้าดีอย่างไรมาทำกิริยาไม่เคารพต่ออาจารย์ แม้จะเป็นอาจารย์ชั่วคราวก็ตามแต่ก็ถือเป็นความไม่เคารพอย่างร้ายแรง
"เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้!" เย่จื้อเหอโกรธจัดวิ่งตามออกมาในมือยังคงถือไม้เรียวอันนั้น
ห้องเรียนทางซ้ายและขวาของสำนักศึกษาอยู่ห่างกันเพียงแค่ลานบ้านกั้นเสียงตะโกนนี้ทำให้ผู้คนในห้องเรียนทางขวาแตกตื่นทันทีผู้ที่อยู่ใกล้หน้าต่างยื่นหน้าออกมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
การสอนถูกขัดจังหวะอาจารย์จึงถือตำราเดินออกมา "เกิดอะไรขึ้นเหตุใดเสียงดังเช่นนี้!"
เมื่อเห็นผู้ที่เพิ่งเข้ามาเย่จื้อเหอก็สงบอารมณ์ลงทันที แล้วประสานมือคารวะกล่าวว่า"ข้าเอะอะรบกวนอาจารย์อู๋แล้วขอรับ"
อาจารย์อู๋มีนามว่าอู๋ยวนหยวนสำนักศึกษานี้ก่อตั้งขึ้นโดยเขากับฟ่านซือเอินครั้งนี้ที่ฟ่านซือเอินมีธุระที่บ้าน และหาเย่จื้อเหอมาสอนแทนก็ได้รับความเห็นชอบจากเขาแล้ว
"พวกเจ้านี่นะ..." สายตาของอาจารย์อู๋เหลือบมองไม้เรียวในมือของเย่จื้อเหอสุดท้ายก็มองไปที่เย่ชิงชิง
"เด็กหญิงดื้อรั้นนางนี้ไม่รู้กาละเทศะ ไม่เคารพผู้อาวุโสกว่าข้าใจร้อนไปหน่อยเสียงเลยดังไปนิด...เฮ้อ..." เย่จื้อเหอส่ายหน้าแล้วประสานมือคารวะ"ละอายใจยิ่งนัก ละอายใจยิ่งนัก"
อาจารย์อู๋เป็นผู้ที่ให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโสและมารยาทมากเมื่อได้ยินดังนั้นจึงขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า "ไม่เชื่อฟังคำสั่งสอนต้องถูกลงโทษ!"
"ข้าตั้งใจจะสั่งสอนเพียงเล็กน้อยแต่ใครจะรู้ว่านางจะโกรธจัดและเดินจากไปเสียอย่างนั้น เป็นเหตุรบกวนอาจารย์"เย่จื้อเหอทอดสายตามองเย่ชิงชิง ในดวงตาฉายแววเยาะเย้ยของผู้ชนะ
เดิมทีเย่จื้อเหอไม่ได้มีความแค้นกับคนบ้านรองแต่การที่นางซูถือหนังสือหย่าและพาบุตรจากไปในสายตาของเขานั้นเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียมอย่างยิ่งสตรีควรจะซื่อสัตย์ต่อสามีเดียวตลอดไป แต่นางกลับตั้งตัวเป็นใหญ่แล้วหน้าตาของสกุลเย่จะไปอยู่ที่ใดเล่า?
เมื่อวันหนึ่งข้างหน้าเขาได้สอบผ่านเป็นจ้วงหยวนเรื่องนี้ย่อมกลายเป็นจุดด่างพร้อยของเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้และเนื่องจากมีมารดาเช่นไร บุตรก็ย่อมเป็นเช่นนั้น เย่ชิงชิงก็เป็นคนปากร้ายไม่มีความอ่อนหวานของสตรีแม้แต่น้อย น่ารังเกียจโดยไม่ต้องหาสาเหตุ!
ในสายตาของเย่จื้อเหอหากนางซูยังคำนึงถึงศักดิ์ศรีของตนเองนางควรจะกลับมาขอขมาและคุกเข่าต่อหน้าบรรพบุรุษสามวันสามคืนจากนั้นก็มอบกิจการที่พวกนางทำอยู่ให้สกุลเย่จัดการ นี่จึงจะเป็นหน้าที่ของสตรี
"หากหญิงผู้นี้มีกิริยาวาจาไม่เหมาะสม และไม่รู้จักสำนึกผิดก็ถอนชื่อนางออกเถิด" อาจารย์อู๋กล่าวขึ้นพลางลูบเครายาวของตน
"อาจารย์ไม่ควรฟังความข้างเดียวเจ้าค่ะ" เย่ชิงชิงขมวดคิ้วจากนั้นอธิบายว่า "ที่บ้านของศิษย์ทำกิจการเล็กๆ น้อยๆในเมือง เย่ซิ่วไฉกลับกล่าววาจาเสียดสีว่าพ่อค้าเป็นพวกต่ำต้อยอีกทั้งยังด่าว่าพี่ชายของศิษย์เป็นคนโง่เง่า ผู้ใดเล่าจะไม่โกรธ"
คนโบราณให้ความสำคัญกับการเคารพครูบาอาจารย์อย่างมากหากนางถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาด้วยเหตุผลนี้ย่อมส่งผลเสียต่อชื่อเสียงในอนาคตของนางอย่างยิ่ง เย่ชิงชิงจึงไม่กล้าประมาท
อาจารย์อู๋รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยแล้วมองไปที่เย่จื้อเหอ "บัณฑิต ชาวนาช่างฝีมือ พ่อค้า การที่พ่อค้าถูกกล่าวว่าต่ำต้อยก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่การที่ไปด่าว่าพี่ชายของนางนั้น..."
"เขาบอกว่าพี่ชายโง่ของเย่ชิงชิงไม่มีอนาคตขอรับ!" หูหยางหมิงกล่าวอย่างซื่อตรง
ทันทีที่พวกเขาตามออกไปนอกลานเด็กกลุ่มหนึ่งก็ตามออกมาดูเหตุการณ์เช่นกัน เมื่อเห็นอาจารย์อู๋ถามหูหยางหมิงจึงตัดสินใจพูดแทนเย่ชิงชิงสองสามคำมารดาของเขามักจะบ่นเสมอว่าสกุลเย่เป็นพวกยากจนตลอดปีไม่เคยซื้อเนื้อหมูเลยสักครั้งแม้จะเคยด่านางซูไม่น้อย แต่คนสกุลเย่ก็น่าหงุดหงิดมากกว่าแต่แน่นอนว่าน้องฝูหรงเป็นข้อยกเว้น
"ข้ามิได้กล่าวเกินจริงไปเลยขอรับ..." เย่จื้อเหอมีสีหน้าละอายใจ
"พอแล้ว! กลับไปเรียนได้แล้ว!" อาจารย์อู๋ไม่ได้ตำหนิเย่จื้อเหอที่พูดจาไม่เหมาะสมเพียงแค่โบกมือไล่ให้ทุกคนแยกย้ายกันไป
เย่ชิงชิงก็ไม่สามารถเดินจากไปได้เช่นกันนางได้แต่ทำตาขวางแล้วกลับไปที่ห้องเรียนทางซ้ายนางไม่ได้ต้องการเรียนรู้การอ่านหนังสือใหม่ แต่ก็ต้องเรียนกับคนที่นางเกลียดนางรู้สึกจนปัญญาเหลือเกิน!
…….
ยามนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิสภาพอากาศสดใส นางซูเห็นทุกบ้านเริ่มเพาะกล้าข้าว อีกไม่นานก็จะย้ายกล้าลงแปลงนาการทำนาในฤดูใบไม้ผลิเป็นงานที่ยุ่งนัก ทำให้นางเกิดความคิดที่จะซื้อที่ดิน
แม้ว่ากิจการที่แผงลอยจะกำลังไปได้สวยแต่ก็มีคำกล่าวว่า ‘มีข้าวในท้องนาก็ไม่ต้องกังวลในใจ’ การเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิและเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง นี่แหละคือชีวิตที่มั่นคงที่ชาวบ้านต้องการ
แต่ไม่ว่านางซูจะอยากได้ที่ดินเพียงใดยามนี้นางก็ยังไม่มีเงิน เมื่อปลายปีก่อนเพิ่งสร้างรั้วรอบบ้านไปเงินในบ้านก็ไม่มีเหลือแล้ว นางจึงทำได้เพียงสะสมเนื้อตุ๋นหม้อดินให้มากขึ้นหวังว่าจะมีคำสั่งซื้อจำนวนมากเข้ามาอีกครั้งเพื่อจะได้เก็บเงินทันฤดูเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิ