เกษียณทหารแล้วไปทำฟาร์มที่ต่างโลก

    บทที่ 21

    “...เรื่องก็เป็นเช่นนี้แหละขอรับ” อลันกล่าวเสียงอ่อย หลังจากได้ฟังเรื่องราวของครอบครัวนี้แล้ว ภามก็นึ่งไปด้วยความรู้สึกเห็นใจอยู่เล็กน้อย ไม่รู้จะบอกว่า พวกเขาโชคร้ายเกินไป หรือตัวเขาโชคดีเกินไปกันแน่ ฟังเรื่องราวเหล่านี้แล้ว ทำให้เขาแทบจะอยากกลับไปขอบคุณไซมอนกับฮาคิมอีกสักหลายรอบทีเดียว อลันที่เห็นภามนิ่งเงียบก็แอบลอบมองประเมินคนตรงหน้า แม้จะรู้สึกได้ว่าภามดีกับลูกๆ ของเขาจริงๆ แต่เขาอดไม่ได้ที่จะระแวงสงสัยใจเจตนาของภาม คนตรงหน้าเป็นเพียงชายหนุ่มที่ยังดูอายุน้อย แต่งตัวก็เรียบง่าย ดูไม่ได้วางท่าเหมือนคนร่ำรวยอะไร แล้วทำไมคนที่ไม่ได้ร่ำรวย ต้องเสียเงินซื้อทาสเด็กที่ไม่มีประโยชน์ให้เสียเปล่า แถมยังใจดีพาเด็กมาพบพ่อแม่อีก “เอ่อ...ไม่ทราบว่านายท่านซื้อเด็กๆ มาในราคาเท่าใด และหากข้าต้องการไถ่ตัวเด็กๆ ท่านจะคิดเป็นเงินเท่าไหร่หรือขอรับ” อลันกล่าวขึ้นอย่างกล้าๆ กลัวๆ“หืม ไถ่ตัวเด็กๆ ต้องทำยังไงหรอครับ ต้องบอกตามตรงว่าผมไม่เคยซื้อทาสมาก่อน เห็นพ่อค้าทาสบอกผมว่าทาสทุกคนมีสัญญาเวทมนต์ติดตัว ไม่สามารถหลีกหนีได้ แล้วจะไถ่ตัวให้เป็นอิสระยังไงครับ” ภามถามด้วยความสนใจทันที โดยลืมเรื่องเงินไปชั่วขณะ“เอ่อ...ก็ต้องจ้างให้นักเวทย์เป็นคนปลดพันธะให้ เหมือนตอนที่ทำขอรับ” อลันตอบ พลางแอบประหลาดใจที่คนตรงหน้าตัดสินใจซื้อทาส ทั้งที่ยังไม่รู้เรื่องเงื่อนไขการซื้อทาสเลยด้วยซ้ำ“อ้อ” ภามตอบรับ พร้อมกับพยักหน้า ในใจภามนึกถึงตอนทำสัญญาซื้อขายเมื่อวาน และคิดว่าในโลกใบใหม่นี้มีเรื่องน่าสนใจอย่าง ‘เวทมนต์’ นี้ด้วย มันทำให้เขาเกิดนึกสนุกที่จะได้ใช้ชีวิต และค้นหาสิ่งแปลกใหม่ในโลกใหม่นี้ขึ้นมาไม่น้อย “เอ่อ... สรุปนายท่านซื้อเด็กๆ มาในราคาเท่าใดหรือขอรับ” อลันถามอีกครั้ง“อ้อ ผมซื้อมา 2 คน 7 เหรียญทองครับ”“แล้วนายท่านจะเรียกเงินเท่าไหร่ขอรับ ในการไถ่ตัวเด็กๆ” อลันถามหยั่งเชิง ด้วยอยากรู้ว่าที่ภามพาเด็กๆ มาหาพวกเขาถึงบ้าน มีจุดประสงค์อยากหาผลกำไรจากไถ่ตัวครั้งนี้หรือไม่“แล้วตอนนี้พวกน้าเก็บเงินกันได้เท่าไหร่แล้วครับ” ภามย้อนถาม เนื่องจากภามเพิ่งรู้ว่าสามารถไถ่ตัวแบบนี้ได้ จึงไม่ได้คิดเอาไว้ว่าควรจะคิดราคาเท่าไหร่ อีกอย่างเขาก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้กำไรอะไรคืนมาจากเด็กๆ แต่ถ้าจะให้ส่งตัวเด็กๆ คืนโดยเสียไป 7 เหรียญทองฟรีๆ เขาก็รู้สึกไม่โอเคกับการเสียเปรียบแบบนี้เช่นกัน และในขณะนั้นเหมือนจะมีความคิดบางอย่างแวบเข้ามาในหัวของภาม “ปีกว่าๆ ที่ผ่านมานี้ พวกข้าน้อยเก็บเงินได้ 1 เหรียญทอง กับประมาณ 63 เหรียญเงินแล้วขอรับ” อลันตอบไปตามตรง“...เอาอย่างนี้ไหมครับ พวกน้าไม่ต้องจ่ายเป็นเงิน แต่มาทำงานให้ผมสัก 4 ปี ถือเป็นค่าไถ่ตัวลูกๆ ในระหว่างนั้นพวกพี่จะได้อยู่กับลูกด้วย” ภามเสนอด้วยน้ำเสียงสบายๆ“...”“จะปรึกษากับน้าผู้หญิงก่อนก็ได้นะครับ ผมก็ว่าจะออกไปเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้านนี้ดูสักหน่อย” ภามพูดขึ้นอย่างรู้ใจ เมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ยังไม่กล้าตัดสินใจ หลังจากภามออกจากบ้านไป อลันก็เดินเข้าไปในครัว บอกให้เด็กๆ ช่วยกันเตรียมอาหารขึ้นโต๊ะไปก่อน และเรียกเม่มีมาปรึกษากันในเรื่องที่ภามเสนอไว้ “เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ” อลันถาม เมื่อเล่าสิ่งที่ภามเสนอให้เมมี่ฟังทั้งหมดแล้ว“ข้าคิดว่าข้อเสนอนี้ไม่เลวเลยทีเดียว อีกทั้งข้ารู้สึกว่านายท่านผู้นี้ดูประหลาดยิ่ง” เมมี่กล่าว“เจ้าก็คิดว่าเขาประหลาดเหมือนกันหรือ? ข้าล่ะสงสัยนัก มีคนที่จะใจดี หรือไม่คิดอะไรมากขนาดนี้อยู่บนโลกด้วยรึ หรือเขามีจุดประสงค์อะไรแอบแฝงกันแน่” ยิ่งกล่าว อลันก็ยิ่งสงสัย“เช่นนั้น พวกเราก็รับข้อเสนอของเขา จะได้ไปอยู่คอยดูแลลูกด้วย ดีหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าก็คิดเช่นนั้น หากเขาไม่ดีกับลูกของเรา เด็กๆ จะได้มีพวกเราคอยปกป้องได้บ้าง อีกทั้งทำงานแค่ 4 ปี ก็ได้ลูกๆ คืนแล้ว ถ้าเราเก็บเงินกันเอง ไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนถึงจะเก็บได้มากพอ”“อย่างนั้น ถ้าตกลงเช่นนี้ ข้าจะไปเก็บของที่จำเป็นเลยนะเจ้าคะ” เมมี่กล่าว“ได้ เจ้าไปเถอะ” หลังจากอลันปรึกษากับเมมี่จนได้ข้อสรุปแล้ว เขาก็เข้าไปช่วยเด็กๆ จัดโต๊ะอาหาร พลางชวนคุย ให้เด็กๆ เล่าเรื่องของภามให้ฟังบ้าง ซึ่งเด็กๆ ที่มีความคิดไม่ซับซ้อนมากนัก แม้ในตอนแรกจะไม่สนิทใจกับเจ้านายใหม่อยู่บ้าง แต่วันนี้เมื่อเห็นเจ้านายใจดีถึงขั้นยอมเสียเวลาพาพวกเขามาหาพ่อแม่ พวกเด็กๆ จึงประทับใจในตัวภามมากขึ้นไม่น้อย เรื่องที่เล่าออกมาจึงพลอยมีแต่เรื่องดีๆ ไปด้วย เมื่อภามก็กลับมา อาหารก็จัดขึ้นโต๊ะพร้อมทานพอดี อลันกับเมมี่จึงเชิญให้ภามทานอาหารด้วยกันที่นี่ก่อนสักมื้อ “เรื่องที่นายท่านเสนอ พวกข้าตกลงนะขอรับ” อลันกล่าวขึ้นบนโต๊ะอาหาร“ครับ”“เอ๋ เรื่องอะไรกันหรือเจ้าคะ” แอนเน่ถามขึ้นมาด้วยความสงสัย“พ่อกับแม่ จะไปทำงานกับนายท่านของลูกด้วย พวกเราจะได้อยู่ด้วยกัน ดีหรือไม่” เมมี่ตอบลูกด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน“เย้!!” อามินและแอนเน่ลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้อย่างลืมตัว พลางกระโดดโลดเต้น และตะโกนออกมาด้วยความดีใจ“แล้วบ้านท่านอยู่หมู่บ้านใดหรือขอรับ” อลันหันมาถามภาม ปล่อยให้ลูกๆ ดีใจไปโดยไม่ได้ห้ามปรามอะไร“บ้านของผมอยู่ในป่าครับ จากที่นี่ น่าจะใช้เวลาเดินประมาณ 4 -5 ชั่วโมงได้ ถ้าเราออกเดินทางกันตอนนี้น่าจะถึงช่วงค่ำๆ ครับ” ภามอธิบาย เมื่อได้ยินเช่นนั้น อลันจึงบอกให้ลูกๆ รีบทานอาหาร จะได้เตรียมตัวออกเดินทาง จะได้ไม่ถึงที่หมายดึกเกินไปนัก เนื่องจากในป่าช่วงกลางคืนมีอันตรายอยู่มากมาย หลังจากทานอาหารแล้ว ทุกคนก็ช่วยกันเก็บกวาดล้างจาน ก่อนนจะไปเก็นสัมภาระที่จะนำติดตัวไปด้วยต่อ ภามที่ไม่รู้จะทำอะไร จึงออกมานั่งเล่นกับเจ้าดำรอที่หน้าบ้าน เนื่องจากพวกเขามีของไม่มาก อีกทั้งใช่ของมีค่าอะไร อลันและเมมี่จึงนำแค่เงินและเสื้อผ้าติดตัวไป โดยไม่ลืมที่จะหยิบภาพวาดครอบครัวที่แอนเน่เป็นคนวาดไว้ติดไปด้วยอีกหนึ่งชิ้น เมื่อออกมาก็พบว่าบนเกวียนมีถุงผ้าในของวางอยู่แล้วสองสามถุง อลันที่อุ้มเด็กๆ ขึ้นเกวียน จึงไม่ลืมที่จะเตือนให้เด็กๆ ระวัง อย่าทำข้าวของเจ้านายเสียหาย หลังจากทุกคนขึ้นไปนั่งบนเกวียนครบแล้ว ภามที่ป้อนผลไม้ให้เจ้าดำคำสุดท้ายพอดีก็กระโดดขึ้นไปนั่งประจำที่ ก่อนจะบังคับเกวียนไปตามทางกลับบ้าน