หวังเอ้อร์พาหมิงเป่าจูเดินชมร้านไปพลางอธิบายข้อมูลจำเพาะไปพร้อมกัน
“คุณหนูของเจ้าหรือ” หมิงเป่าจูถามด้วยความสงสัยใคร่รู้
ทั้งสองหยุดอยู่หน้าตู้แสดงสินค้าหมิงเป่าจูเหมือนเห็นอะไรบางอย่าง จึงเอื้อมมือไปหยิบของที่ตกค้างอยู่ในตู้ขึ้นมาดู
เป็นของทรงสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาดเล็กกว่าฝ่ามือเล็กน้อยเมื่อเปิดห่อออก หมิงเป่าจูถึงกับเลิกคิ้วขึ้น เพราะสิ่งที่อยู่ภายในกลับเป็นขนมเหอเถาซู[1]
“ใช่แล้ว ข้าเป็นบ่าวรับใช้ในจวนสกุลจินเดิมทีร้านแห่งนี้เป็นของคุณหนูของข้า ชื่อร้าน ‘ขนมเลิศรส’ ขายของหวานจำพวกขนม และผลไม้เชื่อมต่างๆ”
“เช่นนั้นเหตุใดตอนนี้จึงต้องการเซ้งร้านเสียแล้วเล่า”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เองหมิงเป่าจูวางขนมในมือลง แล้วเดินตามหวังเอ้อร์ไปชมร้านต่อ
ถึงแม้จะไม่เชื่อเรื่องโชคลางแต่เรื่องของร้านค้าอย่างไรก็ต้องพิถีพิถันมากหน่อย หากเคยมีเรื่องบาดหมางกับผู้ใดหรือเคยมีคดีความใหญ่โตมาก่อน ก็อย่าซื้อเลยจะดีกว่า
ตัวนางเองไม่ถือสาแต่ชาวบ้านที่ต้องการมารักษาอาจไม่สบายใจก็ได้
“เรื่องนี้บอกเจ้าไม่ได้!”หวังเอ้อร์ทำท่าตื่นตระหนกราวกับนกกระจอก ส่ายหน้าอย่างแรง แต่หลังจากนั้นก็โบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว“เฮ่อ... อันที่จริงถึงบอกก็ไม่มีปัญหาหรอก ชาวอำเภอติ้งเหลียงรู้กันเกือบทุกคน”
“เชิญเล่ามาให้ละเอียด”
รู้เกือบทุกคน? หมิงเป่าจูประหลาดใจอยู่บ้างดูท่าเจ้าของร้านคนก่อนคงมีชื่อเสียงไม่น้อย
“คุณหนูบ้านข้าน่ะรักการกินเป็นชีวิตจิตใจ ผลไม้เชื่อม ขนมอบกรอบในร้านส่วนใหญ่ ถูกนางกินหมดก่อนจะได้วางขายเสียอีก”
น้ำเสียงของหวังเอ้อร์ฟังดูผ่อนคลายเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา หมิงเป่าจูฟังแล้วถึงกับเลิกคิ้ว ช่างเป็นคุณหนูที่น่าสนใจไม่น้อย
“ตามข้ามาร้านของพวกเรามิได้มีเพียงเท่านี้!”
หลังจากพาชมด้านหน้าของร้านแล้วหวังเอ้อร์ก็พาหมิงเป่าจูเดินไปยังเรือนด้านหลัง
ที่นี่มีเรือนหลังด้วยหรือหัวใจหมิงเป่าจูล้นปรี่ไปด้วยความยินดี หากย้ายมาอยู่ที่นี่ก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อบ้านแล้ว!
เพียงแต่ไม่รู้ว่าราคาจะสูงสักเพียงใดดูเหมือนจะใหญ่กว่าร้านที่ตนเองเคยหมายตาไว้ก่อนหน้านี้ไม่ต่ำกว่าสองเท่า หมิงเป่าจูจับสายสะพายบนบ่าไว้แน่น
เรือนด้านหลังเชื่อมต่อกับร้านค้าด้านหน้ามีสวนขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง ระหว่างการเดินชมภาพบรรยากาศในอนาคตก็พลันปรากฏขึ้นในความคิดของหมิงเป่าจู
นางจะรื้ออิฐปูพื้นทั้งสองข้างออกนำมาล้อมเป็นสวนสมุนไพรขนาดเล็กเหมือนที่บ้านเก่าสกุลหมิง
ถึงเวลาก็จะสามารถย้ายสมุนไพรล้ำค่าที่อยู่ในสวนมาปลูกที่นี่ได้ปล่อยให้ทั้งสวนอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของสมุนไพร
“นับว่าเจ้าจับได้ของดีแล้วล่ะคุณหนูบ้านข้าถูกนายท่านดุ จึงรีบขายทิ้ง ไม่อย่างนั้นร้านดีๆ แบบนี้คงไม่มีทางมาถึงมือคนทั่วไป”หวังเอ้อร์คุยโวโอ้อวดอย่างภาคภูมิใจ
ร้านแห่งนี้คือกิจการของนายท่านตอนนั้นคุณหนูอ้อนวอนอยู่นานยิ่ง ทั้งยังร้องไห้โวยวายขู่จะผูกคอตาย แล้วยังไปเชิญเหล่าจู่จง[2] ออกมาช่วยพูด นายท่านถึงยอมตกปากรับคำ
หลังจากรับช่วงต่อก็เปลี่ยนมาขายขนมที่ตนเองชอบใครจะรู้ว่าของในร้านยังไม่พอให้นางกินด้วยซ้ำ ค้าขายหนึ่งวันก็ขาดทุนหนึ่งวัน
ถึงแม้นายท่านจะรักบุตรสาวแต่จะปล่อยให้นางล้างผลาญต่อไปไม่ได้ แทนที่จะปล่อยไว้แบบนี้ สู้ให้นางกลับบ้านไปกินให้พอไม่ดีกว่าหรือเหตุใดต้องมาเปิดร้านให้วุ่นวาย
ดังนั้นจึงสั่งให้คุณหนูขายร้านนี้ภายในสองวันมิเช่นนั้นจะตัดเงินค่าขนมของนาง
คุณหนูห่วงของกินที่อยู่เต็มร้านแต่เสียดายเงินค่าขนมมากกว่า ในที่สุดก็ต้องยอมหักใจปิดร้านลง
“ไม่ทราบว่าคุณหนูของท่านตั้งราคาขายไว้เท่าใด”
ในลานยังมีบ่อน้ำอีกบ่อหมิงเป่าจูเดินดูรอบหนึ่ง รู้สึกพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง ไม่เลวเลยจริงๆ
“บอกให้ก็ได้คุณหนูของข้าตั้งราคาไว้ไม่ต่ำเลย แต่ข้าสามารถคุยตกลงกับนางได้ เห็นว่าเจ้าไม่ใช่เด็กสาวจากตระกูลร่ำรวยในเมื่ออยากได้ร้านนี้จริงๆ ข้าก็จะลดราคาให้เป็นพิเศษก็แล้วกัน!” หวังเอ้อร์พูดอย่างโอ้อวด
“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณพี่ชายล่วงหน้า”หมิงเป่าจูกล่าวขอบคุณอย่างสุภาพ
“ราคาเดียวเท่านั้นร้อยยี่สิบตำลึงเงิน ไม่ลดแล้ว!” ดวงตากลมโตของหวังเอ้อร์กลอกไปมาอย่างรวดเร็ว
“ร้อยยี่สิบตำลึงหรืออืม ราคาสมเหตุสมผลดี” หมิงเป่าจูเผยรอยยิ้มออกมา เอ่ยอย่างเห็นด้วย
หวังเอ้อร์ได้ยินดังนั้นดวงตาก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลกกว้างจะหลอกง่ายแบบนี้!
ที่จริงแล้วคุณหนูของเขามีนิสัยขี้เล่นไม่เคยรู้ราคาซื้อขายที่แท้จริงของร้านค้านี้เลย จึงกำหนดราคาเอาตามอำเภอใจ เป็นราคาที่เขาฟังแล้วยังรู้สึกเสียดาย
แต่นี่มิใช่โอกาสให้เขาโก่งราคาขายกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าสักเล็กน้อยหรอกหรือ หากเป็นผู้อื่นเขาคงไม่กล้าเรียกราคาสูงเช่นนี้แต่ชั่วขณะที่เห็นหมิงเป่าจู ก็ตัดสินใจบอกราคาสูงกว่าที่ตั้งไว้ตอนแรกไม่น้อย
“ขอบคุณในความอนุเคราะห์ของพี่ชายเงินสิบตำลึงนี้ถือเป็นของขวัญขอบคุณจากข้า โปรดรับไว้ด้วย” หมิงเป่าจูกล่าวพลางยื่นเงินสิบตำลึงที่เพิ่งยื่นให้ดูก่อนหน้าแก่หวังเอ้อร์อีกครั้ง
หวังเอ้อร์ดีใจจนเนื้อเต้นไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะรู้กาลเทศะ เงินสิบตำลึงช่างเป็นเรื่องน่ายินดีที่คาดไม่ถึงจริงๆดูจากท่าทางเหมือนคนยากจน แต่กลับใช้เงินมือเติบถึงเพียงนี้ ดูท่าที่ตนเองโก่งราคาคือถูกต้องแล้ว!
“โอ! เช่นนั้นก็ต้องขอแสดงความยินดีกับแม่นางด้วยที่ได้เป็นเจ้าของร้านค้าแห่งนี้!”
หวังเอ้อร์กระหยิ่มยิ้มย่องเมื่อได้รับผลประโยชน์ก็แสดงท่าทางอ่อนน้อมลงทันที แล้วเอ่ยแสดงความยินดี
“พี่ชายเกรงใจไปแล้วท่านดูแลข้าดีเพียงนี้ ข้าย่อมขอบคุณเป็นธรรมดา” หมิงเป่าจูเอ่ยกลั้วยิ้ม
“ตกลง เช่นนั้นก็ชำระเงินเถิดหลังจากชำระเสร็จเรียบร้อย ข้าจะมอบโฉนดให้ ร้านแห่งนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว!” หวังเอ้อร์กล่าวด้วยความยินดี
ไม่นึกเลยว่าเพิ่งติดประกาศไปแค่วันเดียวก็ขายออกแล้ว หลังจากกลับไปคุณหนูต้องตกรางวัลให้เขาอีกเป็นแน่ หากเป็นเช่นนี้ไม่เท่ากับว่าเขาได้เงินถึงสามต่อเลยหรือเขาช่างเป็นอัจฉริยะด้านการค้าอย่างแท้จริง!
“ไม่รีบ ไม่รีบมิทราบว่าจวนของท่านอยู่ที่ใดหรือ” หมิงเป่าจูเอ่ยถาม
“เหตุใดเจ้าถามเรื่องนี้”หวังเอ้อร์เกิดความหวาดระแวงขึ้นมาทันที
“ไม่มีอะไรหรอกเพียงแต่รู้สึกว่าพี่ชายจิตใจดีเช่นนี้ คุณหนูในจวนต้องเป็นคนใจกว้างมากเป็นแน่ ถึงปล่อยของดีราคาถูกให้ข้าเก็บไปได้ข้าคงต้องไปเยี่ยมเยียนสักครา เพื่อแสดงความขอบคุณโดยเฉพาะ!”
หมิงเป่าจูจ้องมองหวังเอ้อร์ด้วยสายตาแน่วแน่จ้องจนหวังเอ้อร์รู้สึกขนลุกซู่ไปทั่วร่าง เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าเด็กสาวผู้นี้มิได้ใสซื่อบริสุทธิ์เหมือนรูปลักษณ์ภายนอก
“ไม่ต้อง ไม่ต้องคุณหนูมอบอำนาจให้ข้าจัดการเรื่องนี้ทั้งหมด หากเจ้าไป คุณหนูต้องตำหนิข้าว่าทำงานไม่ได้เรื่องเป็นแน่!”
เขาจะกล้าให้นางไปถึงจวนได้อย่างไรหากพบคุณหนูแล้วพลั้งปากพูดอะไรออกไป อย่าว่าแต่เงินจะได้หรือไม่ หากถูกไล่ออกขึ้นมาจะทำเช่นไร!
“อย่ากล่าวเช่นนี้เลยพี่ชายดูแลข้าอย่างดี ย่อมเป็นเพราะการอบรมสั่งสอนจากในจวน ข้าสามารถช่วยพูดชมเชยท่านให้คุณหนูจินรับรู้ถึงจิตใจที่ดีงามของท่าน ไม่แน่ท่านอาจได้รับมอบหมายงานที่สำคัญกว่าเช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ”
ว่าแล้วหมิงเป่าจูก็พูดพลางตั้งท่าจะเดินออกไป“ในเมื่อพี่ชายไม่ยอมบอก ข้าออกไปสืบถามเองก็ได้ จวนสกุลจินสินะ เชื่อว่าเถ้าแก่ร้านค้าแถบนี้ต้องมีคนรู้จักบ้างล่ะ...”
“เฮ้ๆ! อย่านะ!เจ้าอย่าไป!”
หวังเอ้อร์เห็นอีกฝ่ายทำท่าจะไปจริงๆก็รีบรั้งเอาไว้ “แม่นาง ท่านทำเช่นนี้... ข้าตัดสินใจเองก็แล้วกัน ลดให้อีกหน่อยก็ได้ร้อยตำลึงเงินเป็นอย่างไร นายท่าน และคุณหนูไม่ชอบพบปะคนแปลกหน้า หากท่านไปจริงๆ ข้าคงพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
หมิงเป่าจูหัวเราะเยาะหยันในใจเพื่อขัดขวางนางถึงกับทุ่มทุนยอมลดให้ตั้งยี่สิบตำลึงเงิน ดูท่าแล้วคงโก่งราคาไว้สูงน่าดู
“หากเป็นเช่นนี้เอาเถอะ ข้าจะไม่ทำให้พี่ชายลำบากใจแล้วกัน”
ทันทีที่หมิงเป่าจูคล้อยตามหวังเอ้อร์ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เสียผลประโยชน์เล็กๆ ไปบ้างก็เสียไปเถิด อย่าให้คุณหนูทราบเรื่องเป็นพอ
เชิงอรรถ
[1] เหอเถาซู(核桃酥) หมายถึง คุกกี้วอลนัท
[2] เหล่าจู่จง(老祖宗) หมายถึง บรรพบุรุษหรือ เป็นคำเรียกให้เกียรติผู้อาวุโสสูงสุดในตระกูล