God of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์)

    ตอนที่ 132 ความช่วยเหลือ

                    “นั่นเป็นของวิเศษประเภทใดกัน” กระทั่งเจ้าสำนักสระทิพย์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกครั่นคร้ามต่อขวานโลหิตกลืนพิภพของตระกูลเจิ้น

                ในที่นี้เกรงว่าจะมีเพียงไม่กี่คนที่รู้จักขวานโลหิตกลืนพิภพเซี่ยหยางเองก็เป็นหนึ่งในนั้น นี่มิใช่สมบัติวิเศษทั่วไปทว่าเป็นสมบัติวิเศษต้องห้ามพลังของมันเหนือกว่าสมบัติระดับสวรรค์อย่างน้อยสองขั้นทว่าผลกระทบจากการใช้งานของวิเศษประเภทนี้ร้ายแรงเกินไปไม่มีผู้ใดนำมันออกมาใช้หากไม่เข้าตาจนอย่างแท้จริง

                นั่นเพราะสมบัติวิเศษประเภทนี้จะสลายหายไปทันทีที่มันถูกใช้งานเสร็จสิ้นนอกจากนี้มันยังสูบกินอายุขัยของผู้ใช้ ยิ่งมอบอายุขัยให้มันมากเพียงใดก็ยิ่งทรงพลังมากเท่านั้นอนุเซียนตระกูลเจิ้นถึงกับฝืนใช้งานสมบัติวิเศษนี้ มิต้องสงสัยเลยว่ามันได้ทุ่มเททุกสิ่งเพื่อสงครามในครั้งนี้

                เซี่ยหยางถอนหายใจเบาๆหากมันไม่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือในเวลานี้ อย่าว่าแต่ผู้อาวุโสหลักต้าซานเลยกระทั่งศิษย์ของสำนักพงไพรกว่าครึ่งก็คงถูกสังหารสิ้นในเวลาอันสั้น และเมื่อมันยื่นมือเข้าช่วยเหลือแน่นอนว่าย่อมมิอาจเก็บงำพลังเอาไว้อย่างแนบเนียนมิเช่นนั้นก็คงไม่อาจต้านทานพลังทำลายล้างของขวานโลหิตกลืนพิภพได้เช่นกัน

                ขณะที่กำลังจะลงมือประสาทสัมผัสของเซี่ยหยางกลับรับรู้ได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่างมันพลันหัวเราะออกมาเบาๆด้วยความรู้สึกโล่งใจและขอบคุณ “มาเร็วมาช้ามิสำคัญเท่ามาได้ทันเวลา นับว่าครั้งนี้ข้าติดหนี้บุญคุณคนจากวังจักรพรรดิมารอัคคีหนึ่งครั้ง”

                “ถึงกับใช้ขวานโลหิตกลืนพิภพ ดูเหมือนตระกูลเจิ้นและตระกูลว่านจะได้รับความลำบากไม่น้อยเลยนี่บางทีถึงข้าไม่มาก็อาจจะไม่มีผลอันใดต่อสงครามกระมัง” เสียงอันทรงพลังดังกึกก้องไปทั่วดินแดนทำให้สีหน้าของฝ่ายผู้รุกรานซีดขาวในทันทีผู้ที่สามารถส่งเสียงเช่นนี้ได้อย่างน้อยๆก็ควรจะอยู่ในระดับขั้นอนุเซียนขึ้นไป

                หรือว่าจะมีอนุเซียนผู้อื่นยื่นมือเข้ามายุ่งกับสงครามครั้งนี้

                “พวกเจ้า” สีหน้าของอนุเซียนตระกูลเจิ้นกลับกลายเป็นซีดขาวและหวาดกลัวถึงขีดสุดเมื่อมันเห็นคนสองคนเหินร่างขึ้นมาบนท้องฟ้ามันรู้จักคนทั้งสองนี้เป็นอย่างดี อันที่จริงควรเอ่ยว่ายอดฝีมือทุกคนบนโลกต่างก็รู้จักคนทั้งสองนี้เป็นอย่างดี

                หนึ่งชายฉกรรจ์สวมชุดสีดำทมิฬรูปร่างสูงใหญ่บึกบันกำยำใบหน้าดุร้ายที่แผ่นหลังสะพายดาบที่แผ่อำนาจอันน่าหวาดหวั่นออกมา ดาบวิเศษระดับบรรพกาลนามว่าฉีกกระชากโลหิตเป็นอาวุธคู่ใจของหนึ่งในสี่องครักษ์แห่งจักรพรรดิมารอัคคี จ้าวอัคคีดูดโลหิตโฮ่วเฟิง

                ยังมีร่างอรชรที่อยู่เคียงข้างมันสวมชุดสีแดงชาดใบหน้างดงามมีเสน่ห์และมีรอยยิ้มอันน่าหลงใหลประดับอยู่เสมอ ในมือของนางถือพัดที่ดูสามัญเล่มหนึ่งทว่าคนที่รู้จักนางจะบอกได้ทันทีว่านี่คือสมบัติวิเศษระดับบรรพกาลเช่นกันพัดวายุอัคคีเป็นอาวุธประจำกายของหนึ่งในสี่องครักษ์แห่งจักรพรรดิมารอัคคี อสรพิษสีชาดหลี่เม่ยเม่ย

                สี่องครักษ์แห่งจักรพรรดิมารอัคคีแน่นอนว่ามีระดับพลังอยู่ในขั้นอนุเซียนล้วนแข็งแกร่งยิ่งกว่าสามผู้อาวุโสหลักแห่งสำนักพงไพรอย่างน้อยหนึ่งถึงสองขั้น การปรากฏตัวของคนทั้งสองทำให้หัวใจของอนุเซียนตระกูลเจิ้นเต็มไปด้วยความหมองหม่นหรือว่าแม้แต่จักรพรรดิมารอัคคีก็มาที่นี่ด้วยตนเองเช่นกัน

                “เจ้าหรือข้าจะเป็นคนกำจัดเจ้าคนผู้นี้” โฮ่วเฟิงเอ่ยถามหญิงสาวข้างกาย

                “มันถึงขั้นยอมสละอายุขัยใช้ขวานโลหิตกลืนพิภพแล้วคิดจะจัดการกับมันนับว่ายุ่งยากไม่น้อย คุณหนูสั่งมาแล้วให้จัดการทุกอย่างให้รวดเร็วและเกิดความสูญเสียน้อยที่สุดพวกเราลงมือพร้อมกันเถอะ” หลี่เม่ยเม่ยส่ายศีรษะก่อนจะตอบอย่างนุ่มนวล

                “พวกเจ้าคิดจะละทิ้งศักดิ์ศรีแล้วร่วมกันลงมือเชียวรึ” อนุเซียนตระกูลเจิ้นรู้สึกร้อนรนอย่างมากหากเป็นการต่อสู้ตัวต่อตัวมันยังมีโอกาสอาศัยขวานโลหิตกลืนพิภพรับมืออีกฝ่ายได้ไม่ยากทว่าหากคนทั้งสองลงมือพร้อมกันมันก็ไม่มีโอกาสต่อต้านแม้แต่น้อย

                “โอ้” หลี่เม่ยเม่ยเลิกคิ้วใบหน้าเผยรอยยิ้มงดงาม “พวกเจ้าอาศัยอนุเซียนสี่คนลงมือร่วมกันไม่เรียกว่าละทิ้งศักดิ์ศรีหรอกหรือข้าเพียงแค่ลงมือร่วมกับโฮ่วเฟิงสองคนเท่านั้น สถานการณ์ตอนนี้ก็เท่ากับสู้กันสามต่อสามมีอันใดไม่สมเหตุสมผลกัน”

                “บัดซบ” อนุเซียนตระกูลเจิ้นรู้ดีว่าไม่มีหวังที่จะถ่วงเวลาอีกแล้วมันรีบคว้าด้ามของขวานโลหิตกลืนพิภพก่อนจะเหวี่ยงออกไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว

                โฮ่วเฟิงคว้าด้ามดาบฉีกกระชากโลหิตมาถือเอาไว้ดวงตาจ้องมองไปยังคลื่นฟาดฟันของขวานโลหิตกลืนพิภพอย่างมั่นคงก่อนที่จะตวัดดาบออกเบื้องหน้าอย่างเชื่องช้า

                ทันทีที่สะบัดดาบออกรังสีฆ่าฟันก็พวยพุ่งฉีกกระชากห้วงอากาศจนเกิดเสียงดังก้องน่าสยดสยองผู้อาวุโสตระกูลเจิ้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว นี่ก็คือพลังโดยธรรมชาติของอาวุธวิเศษระดับบรรพกาลต่อให้ขวานโลหิตกลืนพิภพจะเป็นอาวุธต้องห้ามทว่ามันก็เป็นเพียงอาวุธระดับสวรรค์เท่านั้นย่อมไม่อาจต้านทานพลังอำนาจของอาวุธระดับบรรพกาลได้

                อนุเซียนตระกูลเจิ้นรีบขยับกายเพื่อหลบหลีกรังสีดาบฉีกกระชากโลหิตอย่างร้อนรนทว่าร่างอรชรของหลี่เม่ยเม่ยก็ได้ปรากฏตัวที่ด้านหลังของมันพร้อมกับสะบัดพัดวายุอัคคีเข้าใส่มันเพียงพริบตาคลื่นกระแสอัคคีอันร้อนแรงก็กลืนร่างของมันเข้าไปทั้งหมด

                อนุเซียนตระกูลหั่วสีหน้าซีดเซียวมันเร่งสะบัดขวานใช้พลังของขวานโลหิตกลืนพิภพสลายพลังธาตุอัคคีของหลี่เม่ยเม่ยพลังธาตุอัคคีนี้ร้ายกาจอย่างยิ่งกระทั่งขวานโลหิตกลืนพิภพก็ยังมิอาจตัดทำลายได้โดยง่ายทำได้เพียงชะลอเอาไว้เท่านั้นมันเร่งทะยานหลบหนีออกจากวังวนอัคคีวายุอย่างเร่งร้อน

                “ระวังข้างหลัง” เสียงร้องเตือนของอนุเซียนจากสำนักสระทิพย์ดังขึ้น

                ร่างสูงใหญ่ของโฮ่วเฟิงปรากฏตัวขึ้นด้านหลังของอนุเซียนตระกูลเจิ้นแล้วดาบฉีกกระชากโลหิตเหวี่ยงออกอีกครั้งหนึ่ง ความสิ้นหวังกลืนจิตใจของอนุเซียนตระกูลเจิ้นในทันทีมันทำได้เพียงยกขวานโลหิตกลืนพิภพออกเพื่อต้านรับอย่างไร้สิ้นหนทางเท่านั้น

                เปรี้ยง!! ขวานโลหิตกลืนพิภพแตกสลายในทันทีเนื่องจากอนุเซียนตระกูลเจิ้นมิได้ทุ่มเทอายุขัยของมันมากนักในการเรียกใช้งานผู้ใดจะคาดคิดว่าหลังจากที่มันใช้ขวานโลหิตกลืนพิภพแล้วยอดฝีมือของดินแดนราชันย์ทั้งสองจะปรากฏตัวขึ้นหากมันรู้เช่นนี่ต่อให้ต้องทุ่มเทอายุขัยจนเหลือเพียงหนึ่งในสี่มันก็คงไม่ลังเลที่จะทำเป็นแน่

                นั่นเพราะต่อหน้าของคนทั้งสองนี้ต่อให้มันต้องการรักษาชีวิตเอาไว้ก็นับว่ายากเต็มทีแล้ว

                “บัดซบ” สถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันทำให้อนุเซียนของสำนักสระทิพย์และตัวเจ้าสำนักสระทิพย์เองสีหน้าแปรเปลี่ยนไปทันทีเจ้าสำนักสระทิพย์พลันตัดสินใจอย่างรวดเร็ว

                “ผู้อาวุโสหลักต้าซาน หากเจ้าปล่อยให้พวกเราสำนักสระทิพย์จากไปข้ารับรองว่าจากนี้ไปสำนักสระทิพย์จะไม่สร้างปัญหาใดๆให้แก่สำนักพงไพรอีกต่อไป”

                แม้สถานการณ์การต่อสู้ระหว่างมันและผู้อาวุโสหลักต้าซานฝ่ายของเจ้าสำนักสระทิพย์จะครองความได้เปรียบเอาไว้มากกว่าสามส่วนทว่าตั้งแต่ที่อนุเซียนจากดินแดนราชันย์ทั้งสองปรากฏตัวขึ้นและขวานโลหิตกลืนพิภพถูกทำลายโอกาสชนะของพวกมันก็เท่ากับศูนย์ไปแล้ว

                ดินแดนเทพพฤกษาและดินแดนราชันย์มีจุดยืนเช่นเดียวกันนั่นก็คือไม่ยอมรับอำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทว่าความแตกต่างของดินแดนทั้งสองก็คือดินแดนเทพพฤกษาสามารถคงอยู่ได้ด้วยตัวตนที่น่าเกรงขามของผู้อาวุโสรั่วที่ทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิกล้าเสี่ยงยื่นมือเข้ามาแต่ดินแดนราชันย์คงอยู่ได้ด้วยความแข็งแกร่งของพวกมันเอง จักรพรรดิทั้งสามแห่งดินแดนราชันย์รวมถึงผู้ติดตามของพวกมันล้วนแต่มีความแข็งแกร่งที่ทำให้ตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิอาจยื่นมือเข้าไปยังดินแดนราชันย์โดยง่าย

                อีกทั้งนิสัยของจักรพรรดิทั้งสามล้วนโอหังเย่อหยิ่งและเต็มไปด้วยความทระนงตนต่อให้พวกมันทั้งสามจะมีความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจและพื้นที่ปกครองในดินแดนราชันย์กันอยู่ตลอดเวลาแต่กลับไม่เคยมีครั้งใดที่พวกมันยอมให้อำนาจจากภายนอกเข้ามาช่วยเหลือแทรกแซงหากมีใครคิดจะยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวหรือกระทั่งพยายามปั่นป่วนบงการอยู่เบื้องหลังจักรพรรดิทั้งสามจะร่วมมือกันบดขยี้พวกมันทิ้งในทันทีโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย

                พิจารณาได้จากผู้ติดตามสองในสี่ของจักรพรรดิมารอัคคีหลี่เม่ยเม่ยนั้นแข็งแกร่งเป็นอันดับสี่ของคนทั้งหมดขณะที่โฮ่วเฟิงนั้นแข็งแกร่งเป็นอันดับสองยังมีองครักษ์ที่แข็งแกร่งกว่ามันอยู่อีกหนึ่งคนซึ่งมีพลังแทบไม่ด้อยไปกว่าจวินเม่ยหรือว่าฟางเจี่ยลื่อเลย

                ดังนั้นจึงบอกได้เลยว่าพลังอำนาจของจักรพรรดิมารอัคคีเหนือกว่าสำนักพงไพรทั้งสำนักในแง่ของการต่อสู้แต่พวกมันก็ไม่กล้าที่จะหาเรื่องสำนักพงไพรเช่นกันเนื่องจากมีเพียงสำนักพงไพรเท่านั้นที่จะสรรหาโอสถวิเศษที่ล้ำค่ามาจำหน่ายให้แก่พวกมันหากปราศจากโอสถที่ซื้อจากสำนักพงไพรขั้วอำนาจของพวกมันก็จะได้รับผลกระทบที่ร้ายแรงเช่นกัน

                “โอ้ พวกเจ้าคิดจะถอนตัวและหลบหนีในเวลานี้” หลี่เม่ยเม่ยประหลาดใจเล็กน้อยนางมองไปที่เจ้าสำนักสระทิพย์ด้วยสายตาเย้ยหยัน

                เจ้าสำนักสระทิพย์รู้สึกโกรธเล็กน้อยทว่ามันไม่กล้าท้าทายหลี่เม่ยเม่ยโดยตรง“องครักษ์หลี่ พวกเรามิมีเหตุผลที่จะต้องเป็นศัตรูต่อกันในความเป็นจริงพวกท่านไม่ได้รับประโยชน์อันใดเลยในการช่วยเหลือสำนักพงไพรเช่นนี้เป็นอย่างไร หากท่านยินดีช่วยข้าทำลายสำนักพงไพรในเวลานี้ หลังจากสำนักสระทิพย์ของข้าได้ขึ้นเป็นขั้วอำนาจอันดับหนึ่งแทนสำนักพงไพรและครอบครองทรัพยากรสมุนไพรวิเศษทั้งหมดข้าจะยินดีมอบผลประโยชน์เกี่ยวกับสมุนไพรและโอสถวิเศษแก่ขั้วอำนาจของราชันย์มารอัคคีเป็นจำนวนมากในทุกปี”

                ข้อเสนอนี้ฟังดูน่าสนใจอย่างมากทว่าหลี่เม่ยเม่ยก็ปฏิเสธโดยมิต้องครุ่นคิดแม้แต่น้อย“เบื้องหลังของพวกเจ้าคือตระกูลศักดิ์สิทธิ์ทุกคนจากดินแดนราชันย์ย่อมมีความคิดเช่นเดียวกันนั่นก็คือยินดีค้าขายกับผู้ใดก็ตามที่มิใช่ตระกูลศักดิ์สิทธิ์และในความเป็นจริงต่อให้เจ้ามิได้เกี่ยวข้องอันใดกับตระกูลศักดิ์สิทธิ์ พวกข้าก็จะยังคงเลือกช่วยเหลือสำนักพงไพรอยู่ดี”

                “เหตุใดกัน” สีหน้าของเจ้าสำนักสระทิพย์กลายเป็นหม่นหมองก่อนที่จะเผยความตกตะลึงออกมา“หรือว่าการมาของพวกท่านเป็นคำสั่งโดยตรงของจักรพรรดิมารอัคคี”

                หลี่เม่ยเม่ยปิดปากหัวเราะเบาๆอย่างมีจริต “เจ้าเดาถูกครึ่งหนึ่ง จักรพรรดิมารอัคคีได้สั่งให้ข้าและโฮ่วเฟิงมาที่สำนักพงไพรจริงๆทว่ามิได้มีคำสั่งให้ช่วยเหลือสำนักพงไพรแต่อย่างใด สำหรับเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเจ้าจะต้องตายข้าคิดว่ามันไม่สำคัญอันใดว่าเจ้าจะรู้หรือไม่รู้”

                “พี่หลี่ มาทางนี้ก่อน” ในหัวของหลี่เม่ยเม่ยได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้น สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเล็กน้อยก่อนที่นางจะละความสนใจจากเจ้าสำนักสระทิพย์และจากไปในทันที

               

                ที่ใจกลางสมรภูมิแม้ว่าสถานการณ์ของสงครามจะถูกพลิกกลับซ้ำอีกครั้งจนทำให้ฝ่ายของผู้รุกรานใกล้จะพ่ายแพ้เต็มทีทว่าอนุเซียนตระกูลว่านนั้นยังไม่ตัดใจที่จะสังหารซ่งไป่หลางและรั่วอวี่หนึ่งคือมันมิอาจปล่อยวางความโกรธแค้นลงโดยง่าย และสองคือมันเชื่อว่าต่อให้ไม่สามารถทำลายสำนักพงไพรได้สำเร็จแต่หากสังหารคนทั้งสองที่เป็นดั่งความหวังของสำนักพงไพรลงได้ อย่างน้อยตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็จะมอบรางวัลให้กับมันเป็นแน่

                ภายใต้การไล่ล่านี้ซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ได้ทุ่มเททุกวิธีการเพื่อหลบหนีทว่ายิ่งนานเข้าอนุเซียนตระกูลว่านก็ยิ่งเข้าใกล้คนทั้งสอง มันสามารถคาดเดาวิธีการเคลื่อนไหวของซ่งไป่หลางและรั่วอวี่ได้จนเกือบหมดแล้วขอเวลาให้มันอีกเพียงไม่นานมันก็เชื่อว่าจะสามารถปลิดชีพของซ่งไป่หลางได้เป็นแน่

                ซ่งไป่หลางในเวลานี้อยู่ในสภาวะเหนื่อยอ่อนอย่างมากแม้แต่วิชากายาบัวพิสุทธิ์ก็ยังถูกใช้งานออกมานานแล้วและใกล้จะหมดเวลาเต็มทีหากเคล็ดกายาบัวพิสุทธิ์สิ้นสุดลงเมื่อใด การหลบหนีของมันก็คงจะถึงจุดจบเช่นกัน

                รั่วอวี่เองก็มิได้อยู่ในสภาพที่ดีนักนางทุ่มเทใช้พลังไปมหาศาลทางหนึ่งเพื่อใช้พิษกวาดโจมตีศัตรูและบดบังทัศนวิสัยอีกทางก็ใช้ควบคุมบรรดาพฤกษาช่วยปัดป้องการโจมตีจากสารพัดทิศทาง กระทั่งการโจมตีของอนุเซียนตระกูลว่านนางยังเคยฝืนต้านรับเอาไว้นี่ทำให้พลังของนางอ่อนแรงลงเต็มที

                ในที่สุดซ่งไป่หลางก็ถึงขีดจำกัด สัญลักษณ์ดอกบัวบนหน้าผากสลายหายไปทั่วร่างแทบไร้สิ้นเรี่ยวแรงทั้งสองหยุดยืนอยู่ที่ใจกลางสมรภูมิและเตรียมการสำหรับการปะทะครั้งสุดท้าย

                นี่คือแผนการสุดท้ายที่ซ่งไป่หลางเตรียมเอาไว้ถ้าหากสำเร็จก็จะสามารถหลบหนีจากอนุเซียนตระกูลว่านได้ลุล่วง แต่หากล้มเหลวมันก็ทำได้เพียงพึ่งพาอาจารย์ของมันในการรับมือแล้ว

                อนุเซียนตระกูลว่านที่กำลังร้อนใจเพราะสถานการณ์การต่อสู้บนท้องฟ้าที่กำลังย่ำแย่ในที่สุดมันก็เผยรอยยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ มันรู้ว่าซ่งไป่หลางในเวลานี้อยู่ในสภาพที่มิอาจหลบหนีได้อีกแล้วดังนั้นมันจึงไม่รีรอที่จะซัดกริชของมันออกไปโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ลำคอของชายหนุ่มทันที

                กริชนั้นพุ่งตัดผ่านอากาศราวกับสายฟ้าซ่งไป่หลางสูดลมหายใจเข้าลึกเตรียมพร้อมใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายในจังหวะที่เหมาะสมที่สุดขณะเดียวกันรั่วอวี่ก็เตรียมพร้อมใช้พิษชนิดสุดท้ายที่นางยังหลงเหลืออยู่เช่นกัน

                ทว่าก่อนที่คนทั้งสองจะได้ลงมือเปลวไฟอันน่าหวาดหวั่นพลันปะทุขึ้นจากอากาศที่ว่างเปล่าพร้อมกับภาพของหงส์อัคคีที่งดงามโบยบินจากบนท้องฟ้าแล้วกลืนกริชของอนุเซียนตระกูนว่านเข้าไป

                ครืน!! พื้นดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง กริชของอนุเซียนตระกูลว่านถูกกดลงทำให้สูญเสียทิศทางและปักลงบนพื้นดินสร้างพลังอำนาจทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัวแววตาของอนุเซียนตระกูลว่านเผยความตกตะลึงมันคุ้นเคยกับกลิ่นอายของเปลวเพลิงนี้เป็นอย่างมากแม้จะอ่อนแอกว่าที่มันจดจำได้ทว่าก็คล้ายคลึงจนถึงขีดสุด

                ‘หรือว่าจะเป็นจักรพรรดิมารอัคคี’

                “เสวี่ยเอ๋อ” ซ่งไป่หลางประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเห็นร่างของหญิงสาวในชุดสีแดงงดงามแม้จะไม่ได้พบเจอกันหลายปีนับจากที่เจอกันครั้งล่าสุดทว่ามันก็ยังคงจดจำน้องสาวฝาแฝดร่วมสายโลหิตของมันได้อย่างชัดเจนยิ่ง

                “พลังระดับขั้นราชันย์ยุทธ์” รั่วอวี่เองก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน นางตระหนักได้ว่าหญิงสาวตรงหน้ามีพลังใกล้เคียงกับนางทว่าพลังธาตุอัคคีของนางนั้นพิเศษยิ่งนักถึงกับสามารถผลักเปลี่ยนทิศทางของการโจมตีของอนุเซียนผู้หนึ่งได้ จะต้องเป็นอัจฉริยะที่สามารถต่อสู้ข้ามระดับชั้นได้เช่นเดียวกับนางและซ่งไป่หลางเป็นแน่

                “ไม่ได้เจอท่านนานเลยนะ พี่ชาย” ซ่งหงเสวี่ยส่งเสียงทักทายสดใสก่อนจะเหลือบสายตามองอนุเซียนตระกูลว่านช้าๆ

                “เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงครอบครองเพลิงมารบรรพกาลแบบเดียวกับจักรพรรดิมารอัคคี” อนุเซียนตระกูลว่านเอ่ยถามด้วยความหวาดระแวง

                “เจ้าคนแซ่ว่าน ข้าแนะนำให้เจ้าถอนตัวไปเสียตอนนี้มิเช่นนั้นหากเจ้ายังชักช้าอีกสามชั่วลมหายใจ เกรงว่าต่อให้อยากหนีเจ้าก็หนีไปไหนไม่ได้แล้ว” ซ่งหงเสวี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและข่มขู่

                “ฮึ่ม ก็คือผู้มีพลังขั้นราชันยุทธ์กล้าขู่อนุเซียนอย่างข้างั้นหรือ” แม้ใจหนึ่งจะหวาดหวั่นอยู่บ้างทว่าอนุเซียนตระกูลว่านก็ยังมีศักดิ์ศรีของมันเองย่อมไม่อาจปล่อยให้ตนเองถูกราชันยุทธ์ผู้หนึ่งไล่ให้จากไปได้โดยง่าย

                “คนแซ่ว่าน คุณหนูของข้าเมตตาเอ่ยเตือนเจ้าด้วยความปรารถนาดีแล้วเจ้ากลับไม่รับเอาไว้ในเมื่อเจ้าไม่ต้องการเช่นนั้นก็ลืมมันไปเถอะ ดั่งที่คุณหนูเอ่ย จากนี้ไปต่อให้เจ้าอยากจะหนีไปเจ้าก็ไม่อาจหนีไปไหนได้อีกแล้ว” เสียงเย็นเยียบของสตรีดังขึ้นเหนือศีรษะของมันร่างอันงดงามของหลี่เม่ยเม่ยปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้าก่อนจะสะบัดพัดวายุอัคคีของนางออก

                พริบตาเดียววังวนเปลวเพลิงอันร้อนแรงก็พวยพุ่งจากบนท้องฟ้าปกคลุมร่างของอนุเซียนตระกูลว่านเอาไว้ภายใน

    คล้ายกับเรื่องGod of Holy Aqua Martial (เทวยุทธ์วิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์) ที่คุณอ่าน