คร่าไปสี่ชีวิตแต่เซียวอวี้กลับไม่รู้สึกอะไรเขาไปเยี่ยมท่านแม่ที่ห้อง พอเห็นว่ามารดาหลับอยู่จึงไปห้องครัวต้มบะหมี่กินหลังจากกินบะหมี่ลงไปทั้งหม้อ เขาก็รู้สึกว่าพละกำลังของตนฟื้นฟูขึ้นมาก
ตอนนี้เขายังไม่ใช่กระทั่งผู้ฝึกยุทธ์เมื่อครู่สังหารไปสี่คนรวด จึงใช้เรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น แต่นี่ก็คือพร์พิเศษของกายผู้พิชิตาไม่เช่นนั้นคืนนี้คนที่ถูกกำจัดก็คงเป็เขาแล้ว
“ข้าจำเป็ต้องเริ่มฝึกบำเพ็ญเพียรโดยเร็วที่สุด”หวนกลับมาในห้อง เซียวอวี้ขมวดคิ้วมุ่นยิ่งรู้สึกว่าเวลาเร่งด่วนคับขัน หากไม่ก้าวเข้าสู่หนทางแห่งการฝึกตนก็ต้องผ่านแต่ละวันไปอย่างอันตราย
เขายังไม่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ต่อให้อยู่ในจวนโหวก็อันตรายเป็อย่างยิ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงคุณสมบัติที่จะแข่งขันกับเซียวตงหลิวเพื่อไปฝึกบำเพ็ญตนที่สำนักกระบี่เสวียนหวง
ชาติก่อนเขาเป็จักรพรรดิเซียนสูงสุดที่ปกครองโลกเซียนพิภพอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลสำหรับระบบการฝึกตนของสามพันดารา เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว
วิถียุทธ์สิบขั้นแบ่งเป็ขั้นก่อนกำเนิดเน้นฝึกฝนร่างกาย จากนั้นควบรวมลมปราณเข้าไปในจุดเส้นลมปราณกลายเป็ขั้นก่อกำเนิดหลอมออกมาเป็ลูกกลอนนิลภายในร่าง พอลูกกลอนนิลสมบูรณ์ก็สกัดออกมาเป็ิญญาที่สองเป็ขั้นิญญาต้นกำเนิด เหนือขั้นิญญาต้นกำเนิด ยังมีผันจิต ชะตาันักปราชญ์ ราชันย์แห่งปราชญ์ จักรพรรดิแห่งปราชญ์
ขั้นก่อนกำเนิดขั้นก่อกำเนิด ขั้นลูกกลอนนิล ขั้นิญญาต้นกำเนิด ขั้นผันจิต ขั้นชะตาัขั้นนักปราชญ์ ขั้นราชันย์แห่งปราชญ์ ขั้นจักรพรรดิแห่งปราชญ์
ระดับพลังยุทธ์ใหญ่ทั้งเก้าขั้นนี้ก่อตัวเป็ระบบฝึกบำเพ็ญเพียรของสามพันดาราระดับพลังยุทธ์แต่ละขั้นจะแบ่งเป็สิบชั้นฟ้าอีกที
เ้าของจวนโหวเซียวฉีสยง เป็ยอดฝีมือในขั้นลูกกลอนนิลหกชั้นฟ้า มีข่าวเล่าลือว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของสำนักกระบี่เสวียนหวงอยู่ในขั้นนักปราชญ์
พอตกดึกเซียวอวี้ก็เริ่มฝึกกายตามเคล็ดวิชากายเดียวไร้เริ่มต้นาาผานในขณะที่เขากำลังตั้งใจดึงลมปราณอยู่นั้น อีกด้านหนึ่งของจวนโหวกลับมีเสียงเอะอะโวยวายจนฟ้าแทบถล่มทลาย
ภายในห้องที่ประดับตกแต่งอย่างหรูหราประณีตบรรจงหญิงวัยกลางคนนางหนึ่ง สวมอาภรณ์ผ้าไหมสีชมพูอมเหลืองมีสีหน้าเรียบนิ่งดุจสายน้ำมือขวาที่บำรุงเป็อย่างดีคว้าแก้วกระเบื้องใบหนึ่งโยนลงบนพื้นแรงๆ
สตรีวัยกลางคนผู้นี้รูปร่างอวบอัดถึงแม้อายุจะค่อยๆ มากขึ้นแต่ยังคงมองเห็นความเย้ายวนในวัยแรกแย้มได้อย่างเลือนรางเพียงแต่ดวงตาคู่นั้นกลับโเี้เกินไปบ้าง
นางคือสตรีผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในจวนตอนนี้มารดาของเซียวตงหลิว ตู้อวิ๋นเย่ว์ บุตรีของไท่ฟู่[1]แห่งราชสำนัก
ตรงหน้านางมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งคุกเข่าเป็ระเบียบเรียบร้อย
“เ้ากำลังบอกว่าทั้งสี่คนที่ส่งตัวไปนั่นถูกสังหารทั้งหมดศพก็ถูกหน่วยบังคับคดีในจวนนำออกไปแล้วอย่างนั้นหรือ” น้ำเสียงของหญิงวัยกลางคนเยียบเย็นราวกับก้อนน้ำแข็งสายตายิ่งเย็นะเืขึ้นเรื่อยๆ
“ขอรับฮูหยิน” ชายวัยกลางคนตอบกลับด้วยความนอบน้อม
ดวงตางดงามของตู้อวิ๋นเย่ว์ฉายแววเยียบเย็นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถึงสี่คนนั้นจะไม่สลักสำคัญอะไรแต่อย่างน้อยก็ล้วนแต่เป็ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดสองชั้นฟ้าทั้งสิ้นจะไปตายอยู่ที่นั่นได้อย่างไร”
บุรุษวัยกลางคนผู้นั้นพลันเหงื่อรินไหลทันทีไม่กล้าหายใจแรง รีบเอ่ยขึ้น “ฮูหยินข้าน้อยคิดว่าเื่นี้แปลกยิ่งนัก ต่อให้เซียวอวี้เ้าโง่นั่นจะเกิดปัญญาแล้วก็ไม่มีทางที่จะมีความสามารถถึงขั้นสังหารผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสี่คนได้อย่างแน่นอนเพราะฉะนั้น...”
“เพราะฉะนั้นอะไร”ตู้อวิ๋นเย่ว์ส่งเสียงฮึดฮัดด้วยความเ็า
“ข้าน้อยคิดว่าทั้งสี่คนนั้นอาจจะถูกยอดฝีมือในหน่วยบังคับคดีในจวนสังหาร และหน่วยบังคับคดี...มีเพียงท่านโหวถึงจะสามารถสั่งการได้”
ตู้อวิ๋นเย่ว์สั่นเทิ้มไปทั้งตัวดวงตาฉายจิตสังหารเย็นยะเยียบออกมา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า “เ้าหมายความว่าท่านโหวลอบคุ้มครองแม่ลูกชั้นต่ำคู่นั้นรึ”
“นอกจากนี้แล้วข้าน้อยก็คิดถึงเหตุผลอื่นไม่ออกจริงๆ ดูเหมือนว่าท่านโหวยังไม่ลืมไอ้เดรัจฉานน้อยนั่น”ชายวัยกลางคนแค่นยิ้มในขณะที่พูด
ดวงตาของตู้อวิ๋นเย่ว์ฉายความเคียดแค้นมือขวาเคาะโต๊ะไม่เบาไม่หนัก เอ่ยเสียงเนิบนาบ “ตงหลิวฝึกฝนอยู่ข้างนอก อีกไม่ถึงเดือนก็จะกลับมาแล้วในเมื่อลอบสังหารไม่สำเร็จ เช่นนั้นก็กำจัดสองแม่ลูกคู่นี้อย่างเปิดเผย”
“ฮูหยินหมายความว่ากระไร”
“รอตงหลิวกลับมาให้เขาท้าทายเซียวอวี้ หากเซียวอวี้ไม่กล้ารับคำท้า คิดๆดูสำนักกระบี่เสวียนหวงก็คงจะไม่เลือกคนขี้ขลาดตาขาวไร้ความสามารถหรอกเช่นนั้นตงหลิวก็จะได้รับโอกาสนี้ หากเขากล้ารับคำท้าก็ยิ่งจัดการได้ง่ายให้ตงหลิวฉวยโอกาสกำจัดเขาทิ้งเสีย”
ภายใต้โฉมหน้าของตู้อวิ๋นเย่ว์ที่ประดับรอยยิ้มพรายกลับเผยจิตสังหารอันน่าสยดสยองออกมาหลายส่วน
ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยรอยยิ้มประจบสอพลอ“ฮูหยินสติปัญญาปราดเปรื่องต่อให้สติปัญญาเ้าเด็กนั่นกลับเป็ปกติ เวลาเล็กน้อยเพียงครึ่งเดือนจะเป็คู่ต่อสู้ของคุณชายได้อย่างไร คุณชายเป็ถึงผู้ฝึกยุทธ์ขั้นก่อนกำเนิดหกชั้นฟ้าแล้ว”
ตู้อวิ๋นเย่ว์ยิ้มเหี้ยมเกรียม“บางทีฝึกฝนกลับมาคราวนี้ตงหลิวอาจจะเลื่อนถึงขั้นก่อนกำเนิดเจ็ดชั้นฟ้าแล้วก็ได้”
ยามรุ่งอรุณของวันต่อมาเซียวอวี้ตื่นขึ้นจากท่านั่งสมาธิอันแปลกประหลาด แต่ยังคงรักษาท่าทางที่คล้ายท่าโอบจันทร์นั้นไว้
นี่เป็ท่ายืนนิ่งดั่งเสาไม้ที่บันทึกไว้ในเคล็ดวิชากายเดียวไร้เริ่มต้นาาผานมีชื่อว่าเสากลม
หัวใจหลักของเคล็ดวิชาฝึกกายนี้ช่างครบถ้วนนักมีคำแนะนำสำหรับการฝึกกายอย่างชัดเจนก่อนหน้านี้เซียวอวี้ดึงลมปราณบางส่วนจากภายในจุดเส้นลมปราณได้สำเร็จสภาพร่างกายในตอนนี้จึงสามารถฝึกฝนท่าเสากลมได้แล้ว
ท่าเสากลมพิถีพิถันในการผ่อนคลายเป็ธรรมชาติทำจิตใจให้ว่างเปล่ายืนตัวตรงตั้งตระหง่านยามเช้าของทุกวันฝึกครึ่งชั่วยามจะรู้สึกเปี่ยมไปด้วยกำลังวังชาราวกับั้แ่หัวจรดเท้ามีพละกำลังไร้ที่สิ้นสุด
แต่วิธีที่เขาใช้ดึงลมปราณเมื่อคืนคือ ‘เก้าท่าเดินลมปราณคุนเผิง’ ที่บันทึกอยู่ในเคล็ดวิชากายเดียวไร้เริ่มต้นาาผานนี่เป็วิธีเคลื่อนลมปราณที่ลึกซึ้งที่สุดชนิดหนึ่งใช้ปราณภายในหมุนเวียนไปตามเส้นลมปราณ โคจรไปทั่วกาย ทั้งร่างสอดประสาน
หลังจากซุ่มฝึกตนตลอดทั้งคืนผนวกกับท่าเสากลมครึ่งชั่วยาม ร่างของเขาก็ยิ่งทรงพลังข้อดีของกายผู้พิชิตาก็ค่อยๆ ปรากฏออกมา
หากทุกวันพากเพียรฝึกฝน‘เก้าท่าเดินลมปราณคุนเผิง’ และ ‘เสากลม’ เซียวอวี้เชื่อว่าไม่เกินสิบวันร่างกายของเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ถึงตอนนั้นก็สามารถฝึกบำเพ็ญตนอย่างเป็ทางการได้แล้ว
“คุณชายท่านตื่นแล้วหรือยัง ข้าทำอาหารเช้าเสร็จแล้วฮูหยินกำลังรอรับประทานอาหารพร้อมท่าน” เสียงของหวังซานดังลอยมาจากข้างนอกในน้ำเสียงนั้นนอกจากความรักใคร่แล้วยังมีความยำเกรงที่เพิ่มขึ้น
“ได้ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ผ่านไปเพียงชั่วครู่เซียวอวี้ก็เดินเข้าไปในห้องของมารดาสตรีวัยกลางคนที่มีสีหน้าอมโรคคลี่ยิ้มเมตตารักใคร่เรียกเขาให้มานั่งลงรับประทานอาหาร
“ท่านแม่”เซียวอวี้นั่งลง มองสำรวจหญิงตรงหน้าที่เขาเรียกว่าท่านแม่คนนี้มารดาของเขามีฐานะเป็สาวใช้ธรรมดาในปีนั้นเป็ที่ต้องตาของเซียวฉีสยงที่ดื่มเหล้าจนเมามาย ถึงได้มีเซียวอวี้
เพราะฉะนั้นในจวนโหวนี้มารดาของเซียวอวี้จึงถูกดูแคลนเสมอมาแค่เหตุเพราะมารดาของเซียวอวี้ไม่ได้มีฐานะหรือมาจากตระกูลมีชื่อเสียง
“อวี้เอ๋อร์เ้าผิดไปจากเมื่อก่อนจริงๆ ด้วย” แม่เซียวมองเซียวอวี้ด้วยความรักใคร่ปรานีความอบอุ่นนี้ทำให้เซียวอวี้ใจสั่นไหวเล็กน้อย
เมื่อชาติก่อนแม้เขาถูกยกย่องว่าเป็จักรพรรดิเซียนผู้เลิศล้ำแห่งยุคแต่กลับเป็เด็กที่ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งไม่เคยััความอบอุ่นจากความรักของแม่มาแต่ไหนแต่ไรถูกจับจ้องด้วยสายตาเมตตารักใคร่เช่นนี้ เขาพลันรู้สึกสบายขึ้นมาทันทีความรู้สึกเช่นนี้เขาไม่เคยประสบพบเจอมาก่อน
“ท่านแม่หลายปีมานี้ทำให้ท่านต้องลำบากแล้ว ท่านวางใจเถอะ นับจากนี้ไปจะไม่มีผู้ใดมารังแกพวกเราแม่ลูกอีกข้าจะรักษาโรคของท่านให้หาย ข้าจะบากบั่นฝึกบำเพ็ญเพียรกลายเป็ผู้ฝึกยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่เพื่อคุ้มครองท่าน” น้ำเสียงของเซียวอวี้นุ่มนวลอย่างไม่เคยเป็มาก่อน
“เ้าเด็กโง่ขอแค่เ้าอยู่เย็นเป็สุขแม่ก็พอใจแล้ว อีกอย่างโรคของแม่ก็เป็โรคเดิมๆรักษาไม่หายหรอก” แม่เซียวลูบศีรษะของเซียวอวี้ยิ้มแย้มด้วยความรักใคร่
เซียวอวี้ส่ายหน้าไปมาพลางคลี่ยิ้ม“ท่านวางใจ โรคของท่านไม่เท่าไรนักหรอก”
เมื่อสักครู่ตอนกุมมือของมารดา เซียวอวี้ลอบจับชีพจรผลที่ได้กลับทำให้เขาบังเกิดจิตสังหารอย่างแรงกล้าขึ้นในใจ
เดิมทีท่านแม่ไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยหากแต่ถูกพิษเรื้อรังชนิดหนึ่ง พิษชนิดนี้จะค่อยๆ พรากเอาพลังชีวิตของนางด้วยสภาพร่างกายของแม่เซียวในปัจจุบัน อย่างมากสุดก็อยู่ได้อีกสามปี
เซียวอวี้ก้มหน้าปกปิดจิตสังหารอันโเี้ที่ฉายวาบในแววตา
‘พิษที่สกัดมาจากดอกาาแมงมุมแก้พิษได้ไม่ยาก เพียงแต่...ใครอยากสังหารท่านแม่กันแน่’เซียวอวี้ใจเต้นแรง ผุดชื่อชื่อหนึ่งขึ้นมาในหัว
คนที่เป็ไปได้ที่สุดยังคงเป็ฮูหยินสาม ตู้อวิ๋นเย่ว์
‘เมื่อชาติก่อนข้าติดค้างผู้คนมากมายทำให้ญาติสนิทมิตรสหายจำนวนมากต้องตายเพราะมหันตภัยร้ายไม่คาดฝันในชาตินี้ข้าจะพยายามปกป้องคนที่ข้ารักสุดความสามารถ หากใครคิดจะทำร้ายพวกเขาข้าจะต้อง...ให้มันชดใช้คืนร้อยเท่าพันเท่า!’
แม่เซียวไม่รับรู้ถึงจิตสังหารที่ปรากฏอยู่บนใบหน้าของเซียวอวี้นางรับประทานอาหารเช้าเป็เพื่อนลูกชายด้วยความเบิกบานใจ จากนั้นก็กลับไปพักผ่อนที่ห้อง
เซียวอวี้ไปดูสมุนไพรที่หวังซานเคี่ยวในลานส่ายหน้าอย่างจนปัญญา นี่ก็แค่สมุนไพรทั่วไปจะไปบรรเทาพิษของดอกาาแมงมุมได้อย่างไรกัน
เห็นทีวันนี้ตนจะต้องออกไปข้างนอกเสียแล้ว
“ลุงหวัง”เซียวอวี้กวักมือ
“คุณชายท่านมีคำสั่งอะไรหรือ”
เซียวอวี้คลี่ยิ้มเอ่ยถาม “ลุงหวัง ตอนนี้พวกเรายังเหลือเงินเท่าไร”
หวังซานอึ้งงันไปครุ่นคิดเล็กน้อยสักพัก ก็ตอบกลับไป “ตอนนี้เรายังเหลือทองสามสิบตำลึงเมื่อวานตอนข้าออกไปแลกตั๋วเงินใบหนึ่งที่ร้านค้าแลกเงินจินเฟิงอวี้ลู่ที่ข้างนอกนั่น”
ทองเงิน ทองแดงและเหรียญอื่นๆ เป็สกุลเงินหลักของทวีปอวี้ซวีแน่นอนว่าไม่รวมโลกผู้ฝึกตน
ด้วยระดับราคาสิ่งของในเมืองเหลียงโจวเงินสามสิบตำลึงทองสามารถใช้ชีวิตสุขสบายได้ถึงสองเดือนแต่เงินเล็กน้อยเท่านี้สำหรับเซียวอวี้แล้ว ยังไม่พอ!
“ลุงหวังส่งตั๋วเงินมาให้ข้า วันนี้ข้าจะออกไปข้างนอกเอง”
“คุณชายจะออกจากจวนหรือ”หวังซานอึ้งงันไป เดิมทีอยากถามว่าเซียวอวี้จะไปที่ใดแต่พลันนึกขึ้นได้ว่าคุณชายที่อยู่ตรงหน้าแตกต่างไปจากเมื่อก่อนแล้วจึงไม่กล้าถามอะไรมาก พลันตอบรับ ไปหยิบตั๋วเงินจากในห้องออกมา
เซียวอวี้ยัดตั๋วเงินเก็บเรียบร้อยคลี่ยิ้มพลางตบบ่าของหวังซาน “บางทีตอนข้ากลับมาอาจจะนำเื่น่ายินดีมาให้ท่านด้วย”
หวังซานเฝ้ามองแผ่นหลังของเซียวอวี้ที่เดินห่างไปไกลก็ลอบทอดถอนใจ คุญชายของตนเองยิ่งลึกลับขึ้นทุกที ยิ่งคาดเดาไม่ได้ขึ้นเรื่อยๆ
[1] ไท่ฟู่ เป็ตำแหน่งของขุนนาง คือพระอาจารย์ของฮ่องเต้โดยเป็ตำแหน่งรองลงมาจากไท่ซือ