โม่จ้านรู้สึกราวกับตนย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน ทั้งร่างมอมแมม ไม่มีเงินติดตัวสักแดงเดียวแล้วยังเลือดโชก หากมิใช่เพราะมีอาภรณ์ปกปิดเอาไว้ เรียกได้ว่าน่าสมเพชยิ่งกว่ายามเพิ่งคลานออกจากโลงศพเสียอีก
ไม่ บางทีอาจจะยิ่งน่าสมเพชได้มากกว่านี้ --- มีศัตรูที่แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ปรากฏตัว ทั้งในและนอกตัวเมืองจะต้องเพิ่มการเฝ้าระวังอย่างแน่นอน มิแน่ว่าอาจจะส่งกำลังทหารออกมาลาดตระเวน
ขณะมองพระอาทิตย์ที่ค่อยๆ เคลื่อนลงทางทิศตะวันตก โม่จ้านหัวเราะด้วยน้ำเสียงขมขื่นก่อนคลุมเสื้อคลุมสีดำเดินไปทางด้านนอกเมือง หลังสอบถามนักเดินทางหลายคนมาตลอดทาง ในที่สุดโม่จ้านก็พบหมู่บ้านเล็กๆ นอกเมืองก่อนพระอาทิตย์ตกดิน
หมู่บ้านเล็กๆ แห่งนี้คือสถานที่แลกเปลี่ยนสินค้าของเหล่าพ่อค้าเมืองเป้ยเท่อ มีคนอยู่มิมาก ทว่ามาตรการการรักษาความปลอดภัยค่อนข้างดี สามารถรับรองความปลอดภัย โม่จ้านเตรียมจะค้างที่นี่สักคืน จากนั้นจึงค่อยตามหากิลด์จอมเวทหรือกิลด์นักดาบพเนจรที่อยู่ใกล้ที่สุด ในระหว่างส่งภารกิจจะได้ถือโอกาสแจ้งข่าวแก่หวาเอ่อร์ด้วย
ที่นอนงั้นหรือ? หาต้นไม้สักต้นก็พอ ท้องหิวงั้นหรือ? ไปเก็บผลไม้ตามป่านอกหมู่บ้านก็ได้ โม่จ้านแสดงให้เห็นถึงตนเป็นที่พึ่งแห่งตน สัตว์เลี้ยงแบบปล่อยในป่าตามธรรมชาติ เพียงหนึ่งค่ำคืน ไม่ว่าจะในกรณีใดก็สามารถรับมือได้ทั้งสิ้นอย่างภาคภูมิใจ
ทว่าผู้อื่นกลับมิได้คิดเช่นนี้
หลังฉิวอินกับปาอินกลับจากเลิกเรียนแล้วพบว่าโม่จ้านไม่อยู่จึงตามสืบจนได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นหน้าประตูเมือง ภายในใจทั้งยินดีระคนเป็นห่วง ยินดีที่โม่เจ๋อเอ่อร์หนีไปได้ และนึกมิถึงว่าจะสามารถใช้พลังเวทได้แล้ว เห็นทีร่างกายจะฟื้นฟูมิน้อย แต่กระนั้นที่เป็นห่วงเพราะโม่เจ๋อเอ่อร์ได้รับบาดเจ็บ มิรู้ว่าในยามคับขันมีผู้ใดคอยช่วยเหลือหรือไม่ คนทั้งสองออกนอกเมืองเพื่อตามหาอยู่ครึ่งค่อนวัน ท้ายที่สุดยังคงคว้าน้ำเหลวกลับมา
ท้องฟ้ามืดสนิท พ่อค้ากับอัศวินกลุ่มหนึ่งกลับถึงเมืองนักดาบพเนจรอย่างราบรื่น เจียนั่วค่อยๆ ใจเย็นลงเช่นกัน มองดูแล้วมิต่างอันใดกับยามปกติ เก๋อหลินยังคงทำหน้าที่รองหัวหน้าและเสนาธิการเช่นเมื่อก่อนอย่างถึงที่สุด เขาช่วยยกจานชามและสำรับมาให้เจียนั่ว
หลังจากนั้นเก๋อหลินพลันพบว่าหัวหน้าของตนแววตาว่างเปล่า ครั้นเห็นภาพเจียนั่วนำส้อมว่างเปล่าเข้าปากแล้วเคี้ยวอากาศถึงสามครั้งติดต่อกันตนถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
“วางใจเถิด โม่เจ๋อเอ่อร์เก่งกาจถึงเพียงนั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วงแม้แต่น้อย” เก๋อหลินส่งน้ำชาที่รินเรียบร้อยไปวางข้างมือเจียนั่ว “รู้ทั้งเวทมนตร์และทักษะการต่อสู้ ด้วยความสามารถของเขาแล้ว กระทั่งฉวยโอกาสฝ่าออกจากเมืองก็ยังได้ เหตุใดต้องก่อเรื่องวุ่นวายถึงขั้นนี้?”
เจียนั่วนิ่งเงียบมิเอ่ยสิ่งใด ตนยังไม่อยากเล่ารายละเอียดเป็นการชั่วคราว อีกทั้งยังมิอาจอธิบายให้ชัดเจนภายในเวลาชั่วขณะ
“ขออภัยที่ข้าน้อยกล่าวตามตรง ท่านกับโม่เจ๋อเอ่อร์ผู้นั้นเพิ่งจะเคยพบกันไม่กี่ครั้ง เหตุใดจึงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันถึงเพียงนั้น? เจ้าหมอนั่นดูแล้วไม่ธรรมดา ระวังจะถูกเขาหลอกใช้นะขอรับ” เก๋อหลินนั่งลงข้างกายเจียนั่วพลางทำหน้าจนปัญญา
“...ข้าเป็นผู้สอนเวทมนตร์ให้แก่เขา” เจียนั่วนิ่งเงียบครึ่งค่อนวัน ในที่สุดพลันเค้นหนึ่งประโยคนี้ออกมา
“...อันใดนะ? ท่านเจียนั่วเป็นผู้สอน? เพียงไม่กี่วันนี้?!”
เก๋อหลินตกตะลึง เบิกตากว้างพลางขยับเข้าใกล้เจียนั่วอย่างกะทันหันจนแทบจะชนใบหน้าด้านข้างของเจียนั่ว
“สอนหนึ่งอาทิตย์กลับมีนักรบเวทถือกำเนิดขึ้นมาหนึ่งคน? ท่านเทพสงครามอยู่เหนือหัว ท่านเจียนั่ว ท่านสอนข้าบ้างได้หรือไม่?”
เจียนั่วที่ถูกจู่โจมกะทันหันเผยสีหน้าไม่พอใจก่อนผลักเก๋อหลินออก จากนั้นกลับสู่สภาวะสิ่งมีชีวิตห้ามเข้าใกล้ภายในเสี้ยววินาที
กระทั่งตนยังนึกมิถึงว่าโม่เจ๋อเอ่อร์จะพัฒนาได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ ปริมาณพลังเวทที่ใช้ยามเผชิญหน้ากับตนก็มิคล้ายมือใหม่ที่เพิ่งเคยปลดปล่อยพลังแม้แต่น้อย
เก๋อหลินเองก็รู้ตัวเช่นกันว่าการกระทำของตนเกินสมควรอยู่บ้าง เขายกยิ้มเจื่อนพลางดันกล่องขนมออกไป
ถึงแม้ระยะเวลาที่ตนติดตามท่านเจียนั่วจะมินานมากนัก แต่กระนั้นก็สัมผัสได้ว่า นับตั้งแต่รองผู้บัญชาการท่านนี้ออกจากสนามรบ นิสัยใจคอพลันสุขุมยิ่งกว่าเดิมนัก มิได้เต็มไปด้วยความดึงดันไร้เหตุผลเช่นช่วงที่มีสงคราม กลับกลายเป็นสามารถเข้าใกล้ได้ง่ายกว่าเดิม
...แน่นอน นี่อาจจะเป็นความคิดของตนเพียงฝ่ายเดียว
ความกดดันที่สงครามมอบให้ทุกคนล้วนแต่ไร้สิ่งใดเปรียบ นับประสาอันใดกับท่านเจียนั่วที่เป็นรองผู้บัญชาการกองอัศวินแห่งพระวิหาร แม้จะมิรู้ว่าเพราะเหตุใดท่านจึงมารับตำแหน่งในจวนเจ้าเมือง แต่กระนั้นตนยังนึกดีใจอยู่บ้างที่ยามนั้นมิได้เลือกที่จะอยู่ในกองอัศวิน มิเช่นนั้นอาจจะมิได้เห็นว่าท่านเจียนั่วยังมีด้านเช่นนี้อย่างนึกมิถึงเช่นกัน
ยามอยู่ในจวนท่านเจ้าเมือง ท่านเจียนั่วคือหัวหน้าที่อยู่เหนือคนนับพันและอยู่ใต้คนเพียงคนเดียว ทว่าตนเป็นเพียงอัศวินฝึกหัดที่มีตำแหน่งรองหัวหน้าเพียงในนาม การกระทำเช่นนี้นับว่ามิควรจริงๆ
“ดังนั้นท่านจึงได้จับตามองเขาถึงเพียงนั้น คิดอยากจะซื้อใจคนเพื่อดึงเขามาไว้ใช้การ?” เก๋อหลินจัดท่านั่งใหม่ให้เรียบร้อย สายตาจดจ้องดวงตาสีน้ำตาลของเจียนั่ว
“...อืม?” เจียนั่วลังเลครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตาไปอีกด้านอย่างค่อนข้างใจฝ่อ
...หมดแล้ว? เท่านี้?
เก๋อหลินจุกอยู่ในลำคอเป็นเวลาครึ่งค่อนวัน หยัดกายลุกขึ้นอย่างเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่งจึงได้พบว่าใบหูของเจียนั่วแดงระเรื่อ ปลายคางของตนแทบจะหล่นลงพื้นเสียแล้ว
“...สำรับจะเย็นแล้ว ท่านรีบกินเถิด ข้าขอตัวก่อนขอรับ”
เก๋อหลินเดินออกจากห้องโดยที่มือกับเท้าข้างเดียวกันขยับพร้อมกัน ทิ้งเจียนั่วที่กำลังเคี้ยวมันฝรั่งโดยไม่รู้รสเอาไว้เพียงลำพัง
ซื้อใจคน?
มิผิด เป็นการซื้อใจคนจริงๆ เพียงแต่ท่านเจียนั่วต่างหากที่ถูกซื้อใจไปแล้ว
ดูท่าทางกระสับกระส่ายเช่นนี้ เรียกได้ว่ามิต่างกับหญิงสาวที่เพิ่งรู้จักความรักแม้แต่น้อย ตนคิดว่าท่านเจียนั่วเป็นก้อนหินแข็งแกร่งมาโดยตลอด ย้ายมิได้ทุบมิแตก นึกมิถึงว่าจะเป็นแม่เหล็กชิ้นหนึ่ง ทันทีที่พบผู้ที่ถูกตาต้องใจพลันถูกดึงสติไปเสียหมด
เรื่องนี้มิใช่ก็ใกล้เคียง เก๋อหลินยิ่งคิดกลับยิ่งหัวเราะมิได้ร้องไห้มิออก
ก่อนออกจากสันตะสำนักเพื่อฝึกงาน นิสัยใจคอของตนหุนหันพลันแล่น มักเป็นฝ่ายถูกผู้อื่นคอยพูดเกลี้ยกล่อม มิคาดว่านี่เพิ่งจะไม่กี่เดือน ตนมิเพียงแต่สามารถเกลี้ยกล่อมฉีเอ่อร์เท่อที่ใจร้อนเสียยิ่งกว่าตน ยังนึกมิถึงว่าจะได้กลายเป็นผู้ดูแลและเสารักษาสมดุลของเหล่าอัศวิน ทั้งยังนึกมิถึงว่าอัศวินฝึกหัดแบบสุกๆ ดิบๆ เช่นตนยังมีวันที่ต้องเป็นห่วงชีวิตรักของเจ้านาย
ถึงแม้ท่านเจียนั่วจะถูกกล่าวขานว่าเป็นอัจฉริยะ หากแต่ยึดถือหลักวางตัวสุขุมเงียบเชียบมาโดยตลอด ก่อนทำภารกิจที่ป่ากวางอูฐ ท่านเจียนั่วยังเคยกำชับสมาชิกกลุ่มเล็กว่าให้ซ่อนความสามารถ อย่าให้เหล่านักผจญภัยสามารถหยั่งเชิงตื้นลึกหนาบาง เพื่อป้องกันมิให้พวกเขาเกิดความคิดที่ไม่ควรมี
ผลสุดท้ายเล่า? ยามอยู่ในป่ากวางอูฐ ท่านเจียนั่วที่ ‘วางตัวเงียบเชียบ’ ถึงกับใช้พละกำลังสิบส่วนสังหารหมูป่าหุ้มเกราะน้ำแข็งระดับเจ็ดภายในหนึ่งหอก ยามนั้นตนยังนึกว่าท่านหัวหน้ารู้ความสามารถที่แท้จริงของอีกฝ่ายแล้ว คิดจะใช้ไพ่ที่เหนือกว่าอย่างพละกำลังทำให้ผู้อื่นหวาดกลัว ครั้นดูจากยามนี้ ท่านเจียนั่วคงจะอยากโอ้อวดพลังต่อหน้าโม่เจ๋อเอ่อร์ มุ่งหวังจะดึงดูดให้อีกฝ่ายเรียนเวทมนตร์กับตนกระมัง?
ท่านหัวหน้าที่ใช้ความสามารถแทนคำพูดมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะกับผู้ใดล้วนแต่แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายกดข่ม เพื่อให้ได้เข้าใกล้โม่เจ๋อเอ่อร์ นึกมิถึงว่าจะยอมเดินทางอ้อม อวดความสามารถแล้วจึงค่อยพาตนเองไปส่งถึงหน้าประตู ท้ายที่สุดช่วยผู้อื่นหลบหนีจนตนเองเกือบจะมีส่วนเข้าไปข้องเกี่ยว
โลกนี้ช่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วเหลือเกิน บุปผาในเรือนกระจกเช่นตนคล้ายจะตามมิทันเสียแล้ว...
เพียงแต่ในขณะที่เก๋อหลินกำลังคิดว่าเจียนั่วเพียงเป็นห่วงสุขภาพโม่เจ๋อเอ่อร์เท่านั้น ทว่าความคิดของคู่กรณีกลับมิได้เรียบง่ายถึงเพียงนั้น
เจียนั่วกินอาหารหมดภายในสองสามคำ จากนั้นโยนส้อมลงในจานเล็กโดยไม่แยแสแม้แต่น้อย เกิดเป็นเสียงใสกังวานของโลหะกระทบกัน การกระทำที่นับว่าหยาบคายช่างต่างกับบุคลิกสุภาพเรียบร้อยในยามปกติโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นสามารถเห็นถึงความร้อนรนใจได้ด้วยสายตา
ตนอยู่ในสนามรบมานาน ย่อมต้องดูออกว่านักรบโดยกำเนิดอย่างโม่เจ๋อเอ่อร์มีความอดทนมากกว่าตนอย่างยิ่ง แม้บนหลังจะถูกเส่อจือโจมตีไปคราหนึ่ง ทว่านั่นล้วนแต่เป็นแผลภายนอกที่จัดการได้ง่าย ไม่มีทางส่งผลต่อการเคลื่อนไหวของเขา ในเมื่ออีกฝ่ายสามารถพาเด็กสองคนเดินวนในป่ากวางอูฐเสียหลายวัน ปัญหาเล็กน้อยเช่นเรื่องกินนอนย่อมไม่มีค่าให้เอ่ยถึงเช่นกัน
เช่นนั้น แท้จริงแล้วตนกำลังร้อนใจอันใด?
เจียนั่วหัวเราะเจื่อนๆ พลางเกาหัว ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็หาเหตุผลมิได้
ไม่ถึงหนึ่งอาทิตย์ การปล่อยพลังเวทธาตุน้ำแข็งของโม่จ้านกลับสามารถเทียบเคียงจอมเวทระดับกลางแล้ว ทว่ายังติดเรื่องการควบคุม เพราะมีพลังธาตุเพียงน้อยนิดที่ปกคลุมอยู่บนกระบี่ ด้วยระดับพรสวรรค์และความสามารถน่าทึ่งเช่นนี้ โม่เจ๋อเอ่อร์จะต้องไม่มีทางคร่ำครึอยู่ในเมืองไม่กี่เมือง แต่จะต้องมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงและทุกอาณาจักร
เช่นนั้นตนควรจะทำอย่างไร? หากอยากจะร่วมเดินทางกับเขา เช่นนั้นก็ต้องละทิ้งชีวิตสุขสงบในยามนี้ ทว่าตนยังมิทันได้เตรียมใจให้ดี ในสายตาโม่เจ๋อเอ่อร์ อย่างมากที่สุดตนคงนับได้ว่าเป็นสหายที่ไว้ใจได้ ด้วยนิสัยรักอิสระไร้พันธะของเขา จะต้องไม่ยอมละทิ้งแผนการเพื่อตามใจตนอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นถึงแม้จะออกเดินทางตามโม่เจ๋อเอ่อร์ก็คงไม่มีทางหลุดพ้นจากฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนตน...
เมื่อนึกถึงรอยยิ้มของเส่อจือ เจียนั่วถึงกับสั่นสะท้านอีกครั้ง อากัปกิริยาให้ความรู้สึกคล้ายกระดูกอักเสบเป็นหนองของเด็กหนุ่มผู้นั้นปรากฏในหัวของตนมิยอมหยุด
หากตนเป็นคนธรรมดาก็คงจะดี...
หากตนมิมีอันใดสักอย่างก็คงสามารถตามเขาไปท่องแผ่นดินใหญ่อย่างไร้กังวล แท้จริงแล้วตนอิจฉาเด็กหนุ่มเผ่าหมานผู้นั้นมาก สามารถโยนงานในกิลด์ทิ้งอย่างสิ้นเชิงแล้วตามพวกโม่เจ๋อเอ่อร์ออกไปผจญภัย
เจียนั่วถอนหายใจอีกครั้งพลางปลดห่วงเหล็กเล็กบนพวงกุญแจหนัง มองลาซูไรต์สองเม็ดเล็กนอนนิ่งอยู่กลางฝ่ามือของตน จี้เล็กทรงหยดน้ำยึดติดกับโซ่เส้นบาง ทอประกายสีน้ำเงินเข้ม มิแปดเปื้อนสารเจือปนแม้แต่น้อย
อัญมณีเล็กสองก้อนถูกห่อหุ้มจนอุ่นร้อนอยู่ในฝ่ามือประกบเข้าหากันของเจียนั่ว เจียนั่วส่ายหน้า แววตาค่อยๆ มืดสลัวลง