“ดอกไม้ที่ปลูกทั้งหมดคือเอาไปทำชาได้หมดเลยใช่ไหม”
“ครับ จะมีเก๊กฮวย คาโมไมล์ ลาเวนเดอร์ มะลิ คำฝอย ชบา อนาคตเห็นว่าจะปลูกกุหลาบเพิ่มด้วย”
“แล้วที่ออกลูกเขียว ๆ แดง ๆ นั่น” ดำรงชี้ไปที่ต้นไม้อีกฝั่งหนึ่งของไร่
“นั่นกาแฟครับ”
ดำรงสูดหายใจเข้าลึก “ดินรู้ไหมว่าภายในเวลาไม่ถึงสามชั่วโมง ดินและปิ่นแก้วทำให้น้าทึ่งไปกี่เรื่อง”
“แก้วเขาเก่งมากครับ” น้ำเสียงของชายหนุ่มมีแววหวาน “ผมนี่เทียบไม่ติด อย่างไม้ผลที่ปลูก แก้วเขาก็เป็นคนแนะนำเมล็ดพันธุ์ให้ทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ได้ผลไม้ที่มีคุณภาพดีขนาดนี้”
“ทำยังไงดี น้าสนใจอยากดูการเก็บและตากแห้งดอกไม้ในวันพรุ่งนี้ด้วย สงสัยต้องเช่ารถของโรงแรมให้ช่วยขับมาส่ง แต่ไม่รู้ปิ่นแก้วจะรังเกียจไหมที่น้าจะขอดูแบบนี้”
“แก้วไม่ว่าหรอกครับ หรือว่าน้าจะนอนที่หมู่บ้านนี้เลย บ้านผมมีห้องว่างแต่ไม่สะดวกนักนะครับเพราะหมู่บ้านเรายังไม่มีไฟฟ้ากับน้ำประปาใช้”
“ดินดูถูกน้าเกินไป ตอนเด็กน้าอยู่ในหมู่บ้านที่สภาพแย่กว่านี้อีกนะ น้าต่อสู้ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่สิบขวบจนโชคดีมาสุขสบายสร้างหลักสร้างฐานได้ตอนอายุสามสิบกว่า ๆ หลังจากนั้นก็ใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองหลวงจนอายุจะเข้าห้าสิบในอีกไม่กี่ปีนี้แล้ว เมื่อมาเห็นสภาพหมู่บ้านของดินทำให้น้าคิดถึงชีวิตในวัยเด็กอย่างบอกไม่ถูก ถึงแม้ตอนเด็กจะลำบากแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นชีวิตที่มีความสุขมากที่สุด น้าจะขอพักที่นี่เพื่อคิดถึงความสุขในวัยเด็กสักคืนก็แล้วกัน”
ด้านคำปันและวงเดือนเมื่อทราบเรื่องก็ต่างพากันกุลีกุจอจัดเตรียมห้องพักให้อย่างยินดี และหลังจากกินมื้อค่ำร่วมกันและคุยกันต่อจนดึกดื่น ทั้งคำปันและวงเดือนต่างก็นิยมชมชอบในตัวดำรงเพิ่มมากขึ้นเพราะความเป็นคนเรียบง่าย คุยสนุก ไม่เจ้ายศเจ้าอย่างเหมือนคนฐานะดีหลาย ๆ คนเป็น โดยเฉพาะคำปัน ถึงกับนับถือกันเป็นพี่เป็นน้องกับดำรงเลยทีเดียว
ส่วนสัญญาซื้อขายผลไม้นั้น ในที่สุดดำรงและแดนดินก็บรรลุข้อตกลงกันได้ โดยปีนี้ ดำรงจะรับผลไม้ส่วนที่เหลือไปทั้งหมด และมีการทำสัญญาระยะห้าปีนับตั้งแต่ปีหน้า ดำรงได้สิทธิ์เป็นผู้ซื้อเพียงรายเดียวของไร่ผลไม้แห่งนี้โดยจะจ่ายมัดจำล่วงหน้าปีต่อปีเพื่อให้แดนดินมีทุนหมุนเวียนภายในไร่
ส่วนชาดอกไม้นั้น หลังจากดูกรรมวิธีเก็บและการแปรรูปอย่างละเอียด ดำรงจึงตัดสินใจทำสัญญากับปิ่นแก้วอีกหนึ่งฉบับ โดยเนื้อหาเหมือนของแดนดินทุกประการ ปิ่นแก้วก็แสนจะยินดีที่จู่ ๆ โชคก็หล่นมาบนหัวแบบไม่รู้ตัวแบบนี้
ปิ่นแก้วมองยอดเงินในบัญชีที่พุ่งขึ้นเป็นเส้นตรงอย่างปลาบปลื้ม ไม่นึกเลยว่าผู้หญิงที่ทำอะไรไม่เป็นสักอย่างจะสามารถมีเงินล้านนอนในบัญชีแบบนี้ได้ แม้จำนวนเงินในบัญชีในตอนนี้จะเทียบกับที่เธอเคยมีอยู่ในชีวิตก่อนไม่ได้ แต่ความภูมิใจนั้นมีมากกว่ากันเยอะ
แต่จะทิ้งเงินให้นอนเฉย ๆ ในบัญชีแบบนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้เพราะค่าของเงินลดลงทุกปี เธอจึงเลือกแปรสภาพเงินไปเป็นทองคำและที่ดินแทน โดยเฉพาะที่ดิน เธอเน้นไปที่บริเวณถนนริมชลที่ตอนนี้ราคาถูกแสนถูก แม้จะซื้อมาเก็บไว้ส่วนหนึ่งแล้วแต่ยังคงไม่เพียงพอ เธอตั้งใจจะทำเป็นตลาดขายสินค้าครบวงจรเหมือนที่ป๊ากับม้าเธอเคยทำจนร่ำรวยในชีวิตก่อน
ตอนนี้ที่ดินที่ซื้อไว้แต่ละแปลงยังคงกระจัดกระจายไม่เป็นผืนใหญ่ เธอจึงมุ่งไปที่ที่ดินซึ่งตั้งระหว่างกลางของที่ดินที่ซื้อไว้ หากเจอที่ไหนประกาศขายเธอเป็นรีบควักเงินออกมาซื้อโดยไม่ต่อรองสักคำ เพราะเธอรู้ว่าในอีกไม่ถึงสิบปีที่ดินแถบนี้จะราคาแพงยิ่งกว่าทองคำ
“พรรณอยากกินอะไรสั่งได้เลยนะจ๊ะ อย่าเกรงใจพี่” อนุชิตหันไปพูดกับหญิงสาวที่ตนเองหมายปองด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
แพรวพรรณหยิบเมนูขึ้นมาดูอย่างสนอกสนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้มาคาเฟ่สวีตฮาร์ท ร้านยอดนิยมที่สุดในยุคนี้
ระหว่างนั่งอ่านรายการอาหารสายตาของเธอก็พลันเหลือบแลไปเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอเกลียดมากที่สุด
ปิ่นแก้ว ทำไมนังนี่มาอยู่ในร้านนี้ได้
ถึงใจจะรู้สึกรังเกียจแต่กลับห้ามสายตาตัวเองไม่ได้ แพรวพรรณลอบมองเด็กสาวอยู่เงียบ ๆ แล้วจึงรู้สึกถึงความผิดปกติ ดูคล้ายกับปิ่นแก้วสนิทสนมกับพนักงานในร้านเป็นพิเศษ เป็นไปได้ว่าหล่อนอาจทำงานที่นี่ แต่ความรู้สึกอีกใจกลับบอกว่าไม่ใช่เพราะเห็นท่าทางเกรงอกเกรงใจมากกว่าปกติที่บรรดาพนักงานแสดงต่อปิ่นแก้ว
“พรรณ มองอะไรครับ”
“มองผู้หญิงใส่เสื้อสีขาวที่ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ค่ะ รู้สึกคุ้นหน้าคล้ายเคยเห็นที่ไหน”
“เธอชื่อปิ่นแก้ว เจ้าของคาเฟ่นี้กับร้านขนมหวานใจ อายุยังน้อยอยู่เลยนะ”
นังปิ่นแก้วนี่นะเป็นเจ้าของคาเฟ่แห่งนี้!
“พี่ชิตรู้ได้ยังไงคะ หรือไปแอบติดต่อกับเธอที่ไหน” แพรวพรรณเอ่ยเสียงกระเง้ากระงอดขณะที่ในใจร้อนดั่งไฟ
“จะไปเคยติดต่อกันที่ไหนได้ เพื่อนพี่เป็นคนบอกตอนมานั่งดื่มกาแฟด้วยกันเมื่ออาทิตย์ก่อน ขานั้นเขาเป็นลูกค้าขาประจำของคาเฟ่ เลยสนิทสนมกับพนักงานของร้านเป็นพิเศษ พานไปรู้จักเจ้าของร้านด้วย”
แพรวพรรณลอบกำมือแน่น
นังปิ่นแก้วเป็นเจ้าของร้านดังของจังหวัดถึงสองร้านได้ยังไง
เมื่อได้รู้ความจริงในเรื่องนี้ก็รู้สึกรังเกียจขนมที่เคยชอบจากร้านหวานใจในทันที
“แก้ว เกิดเรื่องใหญ่แล้ว ร้านประจำไม่ยอมส่งไข่ให้เรา พี่ลองเดินไปถามร้านอื่นที่เหลือทุกร้านก็ไม่มีใครยอมส่งให้เลย” สุนีทำหน้าตาตื่นมาหาปิ่นแก้วที่บ้านแต่เช้า
“มันเกิดอะไรขึ้นพี่นี เราก็ไม่เคยไปทะเลาะหรือมีปัญหากับเขาสักครั้ง ไม่เคยไปต่อรองราคาหรือกดราคาร้านค้าเลย แล้วทำไมจู่ ๆ ถึงไม่ยอมส่งไข่ให้อีก”
แดนดินวิเคราะห์ “ที่แปลกยิ่งกว่าคือร้านอื่นก็ไม่ยอมส่งให้ด้วยนี่สิ”
“นั่นสิพี่ดิน นีถึงแปลกใจเลยรีบวิ่งมาบอกแก้วนี่แหละ”
“ทำยังไงดีแก้ว”
“แล้วตอนนี้ที่ร้านเรามีไข่พอใช้จนถึงพรุ่งนี้ไหม”
“ไม่พอ แค่วันนี้ยังไม่พอเลย คงต้องคัดทำแค่ขนมเด่น ๆ ของร้าน ส่วนขนมอื่นต้องยกเลิกไปก่อน”
“เอาแบบนี้พี่ แก้วจะไปคุยกับร้านค้าส่งเอง แล้วช่วงระหว่างนี้แก้วคิดว่าน่าจะหาไข่มาให้ได้เพียงพอประมาณหนึ่งอาทิตย์ พี่ไม่ต้องกังวล”
“ระหว่างที่ยังไม่ได้ไข่มาเพิ่ม พี่ก็คัดทำแต่ขนมที่ขายดีก่อน หลังจากได้ไข่มาแล้วค่อยทำส่วนที่เหลือ”
“แล้วแก้วจะไปหาไข่จากไหน” แดนดินหันมาถามเมื่อสุนีคล้อยหลังไป
ปิ่นแก้วหลุบตา “แก้วจะไปขอให้อาชาตรีช่วย คิดว่าอาน่าจะช่วยได้”
แต่เขาว่าไม่ใช่ แดนดินค้านในใจ
“งั้นเดี๋ยวพี่ไปส่ง”
“ม..ไม่ต้อง” ปิ่นแก้วโบกไม้โบกมือปฏิเสธให้วุ่น “แก้วไปเองสะดวกกว่า อาชาตรีไม่รู้จักพี่มาก่อนแกอาจรู้สึกแปลก ๆ”
“ก็ได้ ระหว่างนี้พี่จะลองไปสืบ ๆ ดูให้ก็แล้วกันว่าทำไมร้านพวกนั้นไม่ยอมส่งไข่ให้อีก” แดนดินยอมจำนน คงจะมีสักวันที่เธอรู้สึกไว้ใจเขามากพอจนยอมบอกเล่าเรื่องต่าง ๆ ให้ฟัง
เมื่อออกจากบ้านปิ่นแก้ว แดนดินรีบเดินไปที่ตู้โทรศัพท์หยอดเหรียญเพื่อโทรหาใครคนหนึ่งที่เขาได้ติดต่ออยู่บ่อยครั้งในช่วงนี้ และเมื่อได้คุยกันนานร่วมสามสิบนาที ชายหนุ่มจึงคาดเดาเรื่องราวได้ในที่สุด